รวี เล็กอุทัย เสนอความเห็นต่อหลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติฉบับใหม่ โดยเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน ผ่านการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน รวี เล็กอุทัย เสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใส รวดเร็ว และลดปัญหาทุจริต โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและการลดขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต รวี เล็กอุทัย เสนอแนวทางปฏิรูปการอนุญาตให้หน่วยงานราชการทบทวนระบบทุก ๕ ปี พร้อมจัดทำคู่มือเผยแพร่สู่ประชาชน และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีผ่านศูนย์รับคำขอกลางเพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมดำเนินการภายใต้มาตรฐานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการติดต่อราชการ รวี เล็กอุทัย อภิปรายถึงประโยชน์ของกฎหมายใหม่ในการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน แต่ชี้ให้เห็นข้อกังวลเรื่องการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อนในภาคเกษตรกรรมซึ่งต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ทำให้เกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา รวี เล็กอุทัย ฝากข้อสังเกตต่อรัฐบาลเพื่อหาแนวทางบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ และหวังว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะจุดเริ่มต้นการพัฒนาสู่ e-Government เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากหลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ผมเห็นว่าเป็น ประเด็นในความต้องการที่ต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไขในการพิจารณาอนุญาตและการ ให้บริการแก่พี่น้องประชาชนให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็เห็นด้วย กับหลักการนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากและมีความจำเป็นอย่างมากครับในสถานการณ์ปัจจุบันของ ประเทศไทย เพราะประเทศไทยของเราได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนในฉบับปัจจุบันนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ล่วงเลยมานานมากแล้วด้วยครับ ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของหน่วยงานราชการเพื่อเพิ่ม ความสะดวกสบายให้แก่พี่น้องประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งครับ นั่นก็คือการจำกัดให้ เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเพียงเท่าที่จำเป็นอย่างเหมาะสม ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สไลด์ถัดไปเลยครับ ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดีครับว่ากฎหมายนั้นจะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ระบบราชการ มีความโปร่งใส สะดวกและให้บริการพี่น้องประชาชนได้รวดเร็ว โดยเฉพาะการพิจารณา อนุมัติ อนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนครับ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากและเพิ่ม มากขึ้นทุกวัน ๆ ดังนั้นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อกระบวนการทำงานที่รวดเร็วด้วย และยังทำให้การตรวจสอบย้อนกลับนั้น ทำได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และเป็นส่วนช่วยในการ ป้องกันการทุจริต หรือการเรียกรับผลประโยชน์ต่าง ๆ อีกมุมหนึ่งครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีส่วนผลักดันให้ระบบราชการนั้นได้มีการยกระดับในการให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในประเด็นการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ได้รับการบริการ ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานที่ทันสมัยและง่ายต่อการประกอบ ธุรกิจ
ขอสไลด์ถัดไปครับ ท่านประธานครับ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีประเด็นเกี่ยวกับ การลดขั้นตอนและการปรับปรุงระบบการพิจารณาที่น่าสนใจหลายประการนะครับ เช่น การปรับเปลี่ยนการอนุญาตให้เป็นการจดแจ้งแทนในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ การยกเลิก การแจ้งความกรณีใบอนุญาตหาย การใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License การจัด ให้มีช่อง Fast Track การชำระค่าธรรมเนียมแทนการต่อใบอนุญาตและการจัดทำแบบฟอร์ม ภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ
อีกประการที่สำคัญครับ นั่นก็คือการกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องมีการ ทบทวนระบบอนุญาตทุก ๆ ๕ ปี และการจัดทำคู่มือเผยแพร่แก่พี่น้องประชาชนครับ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง และทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจกระบวนการทำงานของภาครัฐ ส่วนในประเด็นของการ ยกระดับการพิจารณาอนุญาต อนุมัติครับ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในระยะยาว ผมเห็นด้วยในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนต่าง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น การทำศูนย์รับคำขอกลางด้วยนะครับ เพื่อทำหน้าที่ในการรับคำขอครับ แล้วก็เอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่พี่น้องประชาชนนั้นสามารถยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ รวมถึง เปิดช่องให้เอกชนสามารถเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ ส่วนราชการที่ต้องมีมาตรฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความลับทางการค้าด้วย เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมากในการ เข้าถึงและติดต่อราชการยุคใหม่ที่ระบบอนุมัติ อนุญาตนั้นมีความสะดวกและรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการลดต้นทุนครับ โดยเฉพาะต้นทุนทางด้านเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นอย่างมากครับท่านประธาน และมีการคาดการณ์ว่าในกรณีที่มีศูนย์รับคำขอกลาง จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อกับราชการได้ถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ ภาครัฐเองจะมีส่วนสำคัญในการทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนนั้นดีขึ้นควบคู่กับการ ลดต้นทุนของภาครัฐด้วย
สไลด์ถัดไปครับ โดยสรุปครับ ผลลัพธ์ที่ผมคาดหวังจากกฎหมายฉบับนี้ คือประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ความสะดวกสบาย ที่เพิ่มขึ้นในการติดต่อกับราชการ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็จะมีกลไกที่ต้องปรับตัวให้มี ประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น และผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งครับ นั่นก็คือการบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง โดยความร่วมมือของระบบราชการ เพื่อประโยชน์ในแง่ของการ ลงทุนประกอบธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการด้วย และเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การแข่งขันทางธุรกิจ อันจะเป็นผลดีต่อการ พัฒนาเศรษฐกิจของระบบประเทศต่อไป
อย่างไรก็ตามครับ ผมยังมีข้อกังวลและหวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นส่วน สำคัญที่จะช่วยปิดจุดอ่อนของระบบราชการไทย นั่นก็คือประเด็นของการอนุมัติ อนุญาต ในกรณีที่มีหลายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้ยกตัวอย่างเคสการขออนุญาตจากระบบหน่วยงานผู้ประกอบการธุรกิจ ส่วนของผม อยากจะขอยกตัวอย่างกรณีของภาคการเกษตรบ้าง ในกรณีของพี่น้องเกษตรกรครับ ที่ในปัจจุบันนั้นจะต้องติดต่อหลายหน่วยงานราชการครับ เพื่อขออนุญาตในการประกอบ อาชีพ แล้วก็ประสบปัญหาความล่าช้าอยู่มาก เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกรก็ต้องผ่าน กรมส่งเสริมการเกษตร การขึ้นทะเบียน GAP ก็ต้องผ่านกรมวิชาการเกษตร รวมไปถึง กรมอื่น ๆ เช่น กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ ซึ่งหากเป็นพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการ ทำเกษตรแบบผสมผสานและต้องการยกระดับตัวเองให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น กลับกลายเป็นว่าการจะขออนุมัติ อนุญาตจากส่วนราชการหรือกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมานี้ กลายเป็นอุปสรรคที่ขวางการพัฒนาของเกษตรกรไทยอยู่ เพราะหน่วยงานราชการแต่ละที่ ก็จะมีขั้นตอนกระบวนการมากมาย รวมถึงการไม่สอดคล้องกันของข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยกันเองนั่นละ และส่งผลทำให้เกิดความผิดพลาด Misinformation และการใช้เวลาที่ ค่อนข้างมากในการอนุมัติ อนุญาตตามมา ขอสไลด์ลงได้ครับ
ดังนั้นครับผมจึงอยากฝากข้อสังเกตนี้ไปยังรัฐบาลเพื่อหาแนวทางการ บูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการต่าง ๆ ให้มีความเข้าใจ และสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็น จุดเริ่มต้นที่ดีของระบบรัฐยุคใหม่การพัฒนาสู่ e-Government และช่วยยกระดับ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ