สิริลภัส อภิปรายมาตรการเยียวยาสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ พร้อมชี้ช่องทางประเมินผ่าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ เมษายน ๒๕๖๘

สิริลภัส กองตระการ อภิปรายเรื่องภัยพิบัติแผ่นดินไหวในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการสื่อสารข้อมูลพื้นฐานที่เข้าใจง่ายระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อประเมินความปลอดภัยของอาคารและสร้างความมั่นใจก่อนกลับเข้าอาศัย สิริลภัส กองตระการ อภิปรายเรื่องมาตรการเยียวยาสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ โดยเน้นความสำคัญของการให้ความรู้ประชาชน การประเมินตนเองเบื้องต้น และชื่นชมการทำงานของกรมสุขภาพจิต รวมถึงชี้แจงผลกระทบทางจิตใจอย่าง PTSD, Acute Stress Disorder และอาการ Panic ที่อาจเกิดขึ้น สิริลภัส กองตระการ แนะนำช่องทางประเมินสุขภาพจิตผ่าน QR Code และแอปพลิเคชัน พร้อมเสนอมาตรการเยียวยาจิตใจระยะสั้นถึงยาว และเรียกร้องให้รัฐบาลสื่อสารประเด็นนี้มากขึ้น

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบางกะปิ วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานคะ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวตอนนี้ก็ ผ่านมาเกือบ ๒ อาทิตย์แล้ว ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานครก็เชื่อว่าคนใน กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่หลาย ๆ คนไม่เคยประสบพบเจอเหตุการณ์นี้มาก่อน และเขาไม่ได้ มีการเตรียมพร้อมในการที่จะอพยพเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น เราจึงจะได้เห็น ภาพว่าบางคนวิ่งลงมาไม่ได้ใส่เสื้อ ไม่ได้ใส่รองเท้า บางคนหยิบอะไรลงมาก็ไม่รู้เลย พอลงมา จากตึกแล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองหยิบสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรลงมาเลย เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปราย ไปถึงมาตรการต่าง ๆ แล้ว แต่วันนี้ดิฉันก็มี ๒ ประเด็นด้วยกันที่อยากจะมาอภิปรายค่ะ

ประเด็นแรก เรื่องของการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนค่ะ การให้ข้อมูล พื้นฐานเบื้องต้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้ก่อนเพื่อสร้างความ มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเขาจะสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยในห้องพักหรือว่าที่พักของเขาได้ ดิฉันก็ได้มีโอกาสลงไปพื้นที่กับวิศวกรโยธาสามัญเพื่อนำข้อมูลเบื้องต้นนำไปให้ประชาชนได้ ประเมินดูก่อนว่าอาคารมันแบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคารที่รองรับน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นเสาหรือคาน และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเป็นส่วนที่ไม่ได้รองรับน้ำหนัก เช่น ผนัง เพดาน เป็นต้น แล้วไปดูว่าความเสียหาย รอยแตกแบบนี้มีความอันตรายมากน้อยแค่ไหน และสื่อสารง่าย ๆ เลยค่ะ ใช้ศัพท์ที่ไม่ ซับซ้อน ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคยุ่งยาก เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการที่จะกลับเข้าไป ที่พักอาศัยของเขาได้ก่อน หรือถ้าเกิดมันเป็นอันตรายก็ต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้บุคลากรของหน่วยงานที่จะลงมาตรวจสอบก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นการให้ข้อมูล จากรัฐถึงประชาชนที่เป็นข้อมูลที่ย่อยง่าย เอารูปภาพมาเปรียบเทียบให้ดูก็จะสร้างความ มั่นใจในพื้นฐานเบื้องต้นของประชาชนได้ก่อนนะคะ

อีกหนึ่งประเด็นที่ดิฉันอภิปรายทุกครั้งเลย ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติจากฝีมือ มนุษย์ หรือว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติ นั่นก็คือมาตรการการเยียวยาดูแลสภาพจิตใจ ตอนนี้ ควรมีการให้ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิตให้กับประชาชน สื่อสารประชาสัมพันธ์ช่องทาง การประเมินตัวเอง การดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ก่อน เครื่องมือว่าถ้าเกิดฉันรู้สึกไม่สบาย ใจสั่นไหว ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง รวมไปถึงการเข้ารับบริการในช่องทางต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ดิฉันต้องขอชื่นชมเลย กรมสุขภาพจิตส่งทีม MCATT ไปไวมาก ๆ เลยในการที่จะไปดูแล เยียวยาสภาพจิตใจ แล้วก็มีการรายงานการดำเนินการ มีการเพิ่มคู่สายสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓ แล้วก็มีศูนย์เยียวยาจิตใจ ๑๖๖๗ ขยายบริการเป็น ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการ ดำเนินการที่รวดเร็ว เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบกับจิตใจในเรื่องอะไรบ้าง ดิฉันขออภิปรายดังนี้ค่ะ

๑. PTSD หรือว่า Post-Traumatic Stress Disorder หรือโรคเครียดหลัง เผชิญเหตุร้ายแรง จะทำให้ประชาชนมีความเครียด วิตกกังวล เมื่อกลับเข้าไปที่พักแล้วนี่ จะรู้สึกว่าตัวเองถูกดึงไปอยู่ในเหตุการณ์เดิมนั้นซ้ำ ๆ หรือว่าการฝันถึงเหตุการณ์นั้นกลับไป กลับมา ซ้ำไปซ้ำมา หลีกเลี่ยงสถานที่ที่เกิดเหตุ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาการนี้ จะกลายเป็นผู้ป่วยและไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเดิมเลยค่ะท่านประธาน

๒. ก็คืออาการโรคเครียดเฉียบพลัน หรือว่า Acute Stress Disorder หรือว่า ASD นั่นเอง อาการคล้ายกับ PTSD เลยค่ะ ซึ่งอาการนี้ถ้าปล่อยไว้นานเกิน ๑ เดือน จะนำไปสู่การเป็นผู้ป่วยโรค PTSD ได้เช่นเดียวกัน อาการ Panic ใจสั่น มือสั่น หายใจเร็ว หายใจถี่ หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออก หน้ามืด รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นลมหรือกลัวว่าตัวเองจะเอา ชีวิตไม่รอด หรือการเสพข่าวที่มากเกินไปเกิดผลกระทบให้เกิดภาวะเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การนอน หรือประสิทธิภาพในการทำงานได้ด้วย เช่นเดียวกัน

ดิฉันก็ต้องขอใช้พื้นที่ในสภานี้สำหรับประชาชนท่านใดที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็น ความเสี่ยง มีความเสี่ยงนั้นหรือไม่ ท่านสามารถไปประเมินตัวเองได้ตามช่องทางต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบบประเมินความเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง หรือว่า PTSD จากโรงพยาบาล Bangkok Mental Health แบบประเมินโรคเครียด แบบประเมินโรค Panic แบบประเมินโรคซึมเศร้า ซึ่งดิฉันขึ้น QR Code ไว้ให้แล้ว เมื่อท่านทำแบบ ประเมินแล้วนี่มันจะมีคะแนนออกมาแล้วมีคำแนะนำว่าท่านควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป และนอกจากสายด่วน ๑๓๒๓ และ ๑๖๖๗ ก็ยังมีอีก ๑ โครงการก็คือ Hear to Heal จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. รวมไปถึง Application จากภาคประชาชน อย่างเช่น App OOCA และ Sati App ซึ่งดิฉันอยากจะ ประชาสัมพันธ์อีก ๑ โครงการคือ โครงการกำแพงพักใจ หรือว่า Wall of Sharing สามารถ เข้าไปที่เฟซบุ๊ก Fanpage ได้เลยนะคะ ตอนนี้สิทธิยังเหลืออยู่อีกเยอะมาก เยาวชนใน กรุงเทพมหานครเข้าไปลงทะเบียนใช้สิทธิได้ตามเงื่อนไข หรือเยาวชนในเขตจังหวัดอื่น ๆ นักศึกษาก็สามารถเข้าไปลงทะเบียนใช้สิทธิได้ตามเงื่อนไขเช่นเดียวกัน สามารถ Scan QR Code และดูเงื่อนไขได้เลย และนอกจากนี้ดิฉันยังได้เสนอมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เรื่องของการเยียวยาจิตใจไว้เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับกรรมาธิการในการ พิจารณาต่อไป ก็สามารถ Scan QR Code ตรงนี้ได้ เนื่องจากเวลาน้อยดิฉันก็ไม่สามารถ อภิปรายในวันนี้ได้

ท่านประธานคะ หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์สะเทือน ขวัญอย่างรุนแรง ดิฉันก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสื่อสารประเด็นเรื่องของการเยียวยาทางด้าน จิตใจหรือว่าสุขภาพจิตให้เพิ่มมากขึ้น และขอส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทุกท่าน ผู้ที่ทำงาน ปฏิบัติงานอยู่หน้างานทุกท่าน บุคลากรทางการแพทย์ สหวิชาชีพทางด้านสุขภาพจิต น้อง K9 หมา K9 ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงประชาชนที่กำลังรอญาติที่ติดอยู่ในนั้น และประชาชนที่เสพข่าวทุกท่านขอให้มีสุขภาพใจที่แข็งแรงทุกท่าน ขอบคุณค่ะ