พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ให้เห็นปัญหาความซ้ำซ้อนของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่รัฐบาลยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางเดียวในการบริหารจัดการการยกระดับทักษะคนทุกช่วงวัย และวิพากษ์วิจารณ์โครงการ OFOS ที่สร้างแพลตฟอร์มแยกต่างหากแทนที่จะใช้ EWE ที่มีอยู่แล้ว
เรียนท่านประธานครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ความจริงก็เห็นใจท่านรัฐมนตรี เพราะเข้าใจว่าท่านดูแลเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ว่าคำถามของผมจะเป็นเรื่องการยกระดับทักษะคนทุกช่วงวัย ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึง ถามท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็มอบหมายท่านมา ถ้าเรียนด้วยความ เคารพครับ ผมคิดว่าคำตอบของท่านรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาที่ผมพูดไว้ ในรอบแรกคือปัญหาต่างคนต่างทำ ถึงแม้เราไม่นับแพลตฟอร์มที่อาจจะถูกใช้สำหรับการ เรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น Anywhere Anytime ซึ่งผมไม่ได้รวมอยู่ใน ๑๒ แพลตฟอร์มในรอบแรก คำตอบของท่านรัฐมนตรีก็ชัดเจนว่าปัจจุบันนี้รัฐบาลไม่ได้มี แพลตฟอร์มกลางแพลตฟอร์มเดียวที่จะใช้ในการบริหารจัดการการยกระดับทักษะคน ทุกช่วงวัย ท่านพูดถึงนี้ EWE ซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๒ แพลตฟอร์มที่อยู่สไลด์ของผม เข้าใจว่า รับผิดชอบโดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ แต่แทนที่โครงการ OFOS จะเอาเนื้อหาของตนเองมา Plug In ในแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ โครงการ OFOS กลับไปสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาอีก แพลตฟอร์มหนึ่ง ทั้งหมดนี้เลยตอกย้ำให้เห็นว่าตอนนี้มันมีหลายแพลตฟอร์มเยอะแยะ ไปหมดและแต่ละคนก็ตอบไม่ตรงกันว่าตกลงแพลตฟอร์มกลางจะเป็น OFOS หรือ EWE หรือแพลตฟอร์มไหน แต่นอกจากปัญหาเรื่องต่างคนต่างทำแล้ว
ปัญหาที่ ๒ หรือ ต ที่ ๒ ที่อยากจะพูดถึงในรอบนี้คือปัญหาที่ผมสังเกตเห็น ว่ารัฐบาลนั้นมักจะมีแนวคิดที่ไปตัดสินใจแทนตลาดหรือว่าคิดแทนตลาด ซึ่งมันอาจจะทำให้ ตัว Course เรียนหรือว่าสิ่งที่ถูกสอนนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้เรียนหรือว่าที่ผู้เรียน ต้องการ ปัจจุบันผมสังเกตว่าทางแพลตฟอร์ม OFOS นั้นมีการพยายามรวบรวมหลักสูตร หรือว่า Course อบรมจาก ๒ แหล่งที่มาหลัก ๆ แหล่งที่มาที่หนึ่งคือการรวบรวมหลักสูตร หรือว่า Course ฟรีที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะของหน่วยงานรัฐหรือว่าที่มีอยู่ในตลาดนะครับ ส่วนแหล่งที่มาที่ ๒ คือเป็นการจัดทำหลักสูตรหรือ Course ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าเมื่อจัดทำ เสร็จแล้วก็คงจะเปิดให้คนสามารถเข้ามาเรียนได้ฟรี ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตครับว่าการ ดำเนินการทั้ง ๒ ส่วนนี้มันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้
ส่วนที่ ๑ ในส่วนของ Course ฟรีทาง OFOS รวบรวมมา เราก็จะสังเกตเห็น ว่าหลาย Course หรือว่าหลายคลิปความจริงเป็นคลิปที่เราสามารถเข้าไปค้นหาแล้วก็ดูผ่าน ยูทูปได้โดยสะดวกอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างคลิปหนึ่งให้ท่านประธานดู เป็นคลิปการเรียนเรื่อง ของ Tuba ถ้าผมไปค้นหาแล้วก็เข้าไปดูคลิปนี้ในยูทูป ผมกดแค่ ๒ ปุ่ม ผมเข้าไปเรียน ได้เลย แต่ถ้าผมไปดูคลิปนี้ที่อยู่ในแพลตฟอร์มของ OFOS ที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่ กว่าจะไปถึง คลิปความจริงต้องกดปุ่มอย่างน้อย ๕-๑๐ ขั้นตอนถึงจะไปถึงคลิปดังกล่าว
ส่วนที่ ๒ คือในส่วนของ Course ที่ OFOS จัดทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งเราก็เห็นว่า ได้มีการจัดสรรงบประมาณบางส่วนของงบปี ๒๕๖๘ ไปแล้วในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรีสากล การออกแบบ เป็นต้น ผมเข้าใจดีว่า Course เหล่านี้ก็มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญที่ไปช่วยคิด ช่วยออกแบบ แต่ข้อกังวลที่ผมมีคือปัจจุบัน มันไม่มีกลไกอะไรมารับประกันว่าพอรัฐเสียเงินไปหลายล้านบาทในการจัดทำ Course เหล่านี้ จะมีคนมาเรียนหลักสูตรเหล่านี้จริง ๆ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสิ่งที่มันน่ากังวลตามมา และผมเชื่อว่าเราไม่อยากเห็นก็คือว่าพอคนลงทะเบียนไม่ถึง เป้าหมายที่วางไว้ก็อาจจะมีการไปเกณฑ์คนมาเรียน ซึ่งมันก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาสำหรับ ทุกฝ่าย ดังนั้นในประเด็นนี้สิ่งที่ผมอยากจะถามและผมคิดว่าเป็นคำถามสำคัญที่อยากจะฟัง ท่านรัฐมนตรีตอบ ก็คือว่ารัฐจะวางบทบาทตนเองอย่างไร เพราะในขณะที่รัฐบาลไทยครับ ปัจจุบันดูเหมือนจะวางบทบาทของรัฐให้เข้ามาตัดสินใจแทนผู้เรียนว่าควรจะเรียนอะไร ตัดสินใจแทนตลาดว่าควรจะทำ Course แบบไหน แต่ถ้าเราไปดูรัฐบาลในประเทศอื่น อย่างเช่นที่สิงคโปร์และอินโดนีเซียเราจะเห็นว่าพวกเขานี่มักจะวางบทบาทของรัฐให้ทำ หน้าที่เป็นเพียงคนจ่ายกับคนจับคู่ คนจ่ายในที่นี้คืออะไรครับ คนจ่ายในที่นี้ก็คือการที่รัฐนั้น มาอุดหนุนคูปองให้ผู้เรียนนั้นไปเลือกเรียนเองว่าจะไปเรียน Course ไหนในตลาดตาม Course ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว อันนี้จะเป็นวิธีการที่สร้างหลักประกันว่าเขาจะเลือกเรียนในสิ่งที่ เขาคิดว่าตอบโจทย์เขาจริง ๆ แล้วหากสมมุติว่าเขาต้องการเรียน Course อะไรบางอย่าง ที่ยังไม่มีอยู่ในตลาด กลไกตลาดก็จะทำหน้าที่ของมันในการไปกระตุ้นให้คนที่พร้อมจะสอน เนื้อหาดังกล่าวแข่งกันผลิต Course เหล่านั้นออกมา ยกตัวอย่างอย่างที่สิงคโปร์โครงการ Skill Future คูปองที่ผู้เรียนได้รับสามารถไปใช้ได้กับ ๒๙,๐๐๐ กว่า Course หรือว่าที่ อินโดนีเซียคูปองของโครงการ Prakerja ก็ใช้ได้กับ ๖,๙๐๐ กว่า Course ที่มีอยู่ในตลาด และที่น่าสนใจยิ่งกว่าในอินโดนีเซียคือทางรัฐนั้นไม่ได้อุดหนุนแค่ค่าเรียนอย่างเดียว แต่ยังอุดหนุนค่าเสียเวลาให้กับผู้เรียนด้วยว่าพอเรียนจบแล้วก็จะมีเงินสดแถมกลับไป เป็นการเพิ่มแรงจูงใจ แล้วก็การลดค่าสูญเสียโอกาสของคนที่พยายามจะจัดสรรเวลาเพื่อมา ยกระดับทักษะตนเอง ส่วนบทบาทในการจับคู่ในที่นี้ก็คือการที่รัฐทำหน้าที่เป็นคนกลาง ในการจับคู่ มุมหนึ่งก็คือผู้เรียนกับผู้สอนว่าถ้าเกิดผู้เรียนมีคุณสมบัติแบบนี้ มีความต้องการ แบบนี้ควรจะเรียน Course ไหน ในอีกมุมหนึ่งก็คือจับคู่ผู้เรียนกับผู้ประกอบการว่าเมื่อเรียน Course ที่จบแล้วอาจจะเหมาะกับงานประเภทไหนหรือว่ามีบริษัทไหนบ้างที่กำลังหาคนที่มี ทักษะดังกล่าว ดังนั้นคำถามของผมในรอบ ๒ มีอยู่ ๓ คำถามด้วยกัน
คำถามที่ ๑ คือทางรัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ว่าต้องการคงบทบาทเดิมของ ตนเองที่เป็นเสมือนผู้ตัดสินใจแทนผู้เรียนและตลาดมากกว่าเป็นผู้ช่วยจ่ายแล้วจับคู่ระหว่าง ผู้เรียนกับ Course เรียนในตลาด
คำถามที่ ๒ คือหากยืนยันว่าต้องการจะคงบทบาทเดิม ผมต้องถามว่ารัฐบาล จะรับผิดชอบอย่างไรหากมีการลงทุนไปหลายล้านบาทในการจัดทำ Course ที่ท่านคิดว่า มันเป็นประโยชน์ แต่ท้ายที่สุดแล้วจำนวนคนที่มาเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือว่าเรียน ไปแล้วไม่สามารถยกระดับทักษะของตนเองได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้
คำถามที่ ๓ คือท่านพร้อมหรือไม่ที่จะลองปรับแนวคิดแล้วพยายามจะปรับ บทบาทของรัฐ จากเดิมที่เป็นเสมือน Model ที่รัฐเป็นคนเลือก รัฐเป็นคนฝึก แล้วก็รัฐเป็น คนจ่าย มาเป็น Model ที่เราให้ผู้เรียนเป็นคนเลือก เอกชนเป็นคนฝึก และรัฐเป็นคนจ่าย ๓ คำถามในรอบ ๒ ท่านประธานครับ