ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เสนอประเด็นผลกระทบจากการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นกลยุทธ์เชิงอำนาจที่ส่งผลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ วิเคราะห์สูตรคำนวณกำแพงภาษีของทรัมป์ที่ดูไม่สมเหตุสมผล และชี้ว่าสหรัฐต้องการกลับมาคุมเกมเศรษฐกิจโลก จึงเสนอให้ไทยรวมกลุ่มอาเซียนเจรจาต่อรองร่วมกันเพื่อลดอำนาจต่อรองรายบุคคล
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือนะครับ ผมก็เป็นอีกคนที่มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวปทุมธานีแล้วก็ คนไทยทั่วประเทศในการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ท่านประธานครับ การค้า ระหว่างประเทศในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งสินค้าผ่านแดน แต่คือกลยุทธ์เชิงอำนาจ ที่สามารถพลิกเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคและ Trump Tariffs กำลังกลายเป็น ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจลูกใหม่ของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ตอนที่ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ว่าจะกำหนดกำแพงภาษีตอบโต้ประเทศต่าง ๆ ของพวกเรานี่ ไทยเราประเมินว่าจะถูกลูกหลง หรือไม่นะครับ ถ้าถูกนี้จะถูกเท่าไร ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์นะครับที่ประมาณการกัน แต่กลับ เจอสูตรพิสดารของทรัมป์ (Trump) เข้าไปที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ สูตรนี้มีอะไรบ้าง ด้านบนนะครับ มูลค่าการส่งออกลบนำเข้า หารด้วย Epsilon File แล้วก็นำเข้า ตัว Epsilon คืออะไรนะครับ ตัวที่วงกลมไว้ ๒ ตัวแปลก ๆ นะครับ ตัวแรก Epsilon ก็เป็นค่าความยืดหยุ่นของสินค้าที่นำเข้า เมื่อเทียบกับราคาสินค้า ส่วนตัว File นะครับเป็นค่าการส่งผ่านจากภาษีศุลกากรไปยังราคา สินค้าที่นำเข้านะครับ ตัวนี้ถูกกำหนดค่าที่ ๔ แล้วก็ ๐.๒๕ เมื่อคูณกันนะครับกลายเป็น ๑ พอดี เพราะฉะนั้นตัวหารเป็น ๑ นี่ตัดออกได้นะครับก็กลายเป็นสูตรง่าย ๆ ก็คือส่งออกลบนำเข้า หารนำเข้าแล้วก็มาหาร ๒ อีกทีหนึ่งนะครับ สูตรนี้นะครับแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเอง ก็งงเป็นไก่ตาแตกถึงกับร้อง อิหยังวะ เพราะว่ามันไม่ได้ Make Sense เลยนะครับ การเอา มูลค่าการส่งออกนำเข้าแล้วมาหารด้วย ๒ แล้วมากลายเป็นภาษีที่จะเป็นกำแพงภาษีแบบนี้ แล้วเงื่อนไขอีกตัวหนึ่งก็คือว่า อย่างต่ำนะครับ Tariff ตัวนี้ต้องเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คูณหาร กันออกมาได้เท่าไร ถ้าเกิดน้อยกว่า ๑๐ จะต้องเป็นอย่างต่ำ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้ขาดดุลกับสหรัฐอเมริกาเองก็โดนภาษีไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันนะครับ ที่ผมพูดตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะอยากให้รู้ว่า จริง ๆ แล้วทรัมป์ (Trump) ต้องการอะไร กันแน่นะครับ เพราะว่าแม้แต่ตัว File ที่ตั้งไว้ ๐.๒๕ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเองก็บอกว่า ตัว File จริง ๆ แล้วคือ ๐.๙ กว่า ๆ หรือใกล้กับ ๑ ถ้าตัว File เป็น ๑ สูตรนี้ต้องหารที่ ๔ แล้วค่อยมาหาร ๒ ไม่ใช่หาร ๒ เพียว ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้ว เราต้องโดนแค่ ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นสูตรนี้ไม่ Make Sense เลยนะครับ ที่ผมเอามาสูตรนี้วิเคราะห์ให้เพราะอยากให้รู้ว่าสหรัฐไม่ได้เน้นเรื่องการขาดดุลนะครับ ถึงแม้ว่าแน่นอนสหรัฐขาดดุลมากว่าครึ่งศตวรรษนะครับ แต่การเสกตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมา ตามใจชอบแล้วมาวิเคราะห์เราต้องวิเคราะห์กันจริง ๆ จัง ๆ ว่าเขาสนใจเรื่องการขาดดุล จริงหรือไม่ ประเด็นหนึ่งเรื่องการขาดดุลอาจจะเป็นปัญหาหนึ่งแต่ไม่ใช่ปัญหาหลัก ผมมองว่า ตอนนี้สหรัฐต้องการกลับมาเป็นผู้คุมเกมทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่กำลังจะสูญเสีย ความเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจนะครับ จึงต้องตั้งกำแพงภาษีที่ก่อให้เกิดความระส่ำไปทั่วโลก เพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจของโลกใหม่ ผมมองว่าการตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้เป็นแค่การ Exercise Power ที่มีอยู่นะครับเพื่อจะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ได้ผลทุกประเทศก็รีบ เข้าไปเจรจากันแล้วก็ยอมหมอบในหลาย ๆ เรื่อง แม้แต่ประเทศไทยเองเราก็จะมี Deal ดี ๆ จะไป เจรจา อย่างเช่น จะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐ จะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ จะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ รวมทั้งจะป้องกันสินค้าที่ต่างประเทศจะมาสวมรอย สวมสิทธิแล้วส่งออกไปยังสหรัฐนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้สหรัฐเป็นอย่างไรครับ เป็นผู้คุมเกมแล้ว เขาสามารถเลือกที่จะ Shop Deal อะไรก็ได้จากประเทศไหนก็ได้ เพราะเขากำลังคุมเกมอยู่ สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือว่า หากประเทศไทยเราไปเจรจาเดี่ยว ๆ อำนาจการต่อรองเราจะน้อยมาก ๆ นะครับ ผมจึงแนะนำว่า เราต้องรวมกลุ่มกันในประเทศอาเซียนแล้วไปเจรจาด้วยกันนะครับ ไปเพิ่มอำนาจการเจรจา ต่อรอง นอกจากนี้เรายังต้องเจรจาระหว่างกันด้วยว่าสินค้าตัวไหนเราสามารถซื้อขายกันได้ เราซื้อขายกันภายใน ปรับระเบียบจัดระเบียบโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศกันใหม่ เราต้อง พึ่งพากันให้มากขึ้นแล้วก็พึ่งสหรัฐให้น้อยลง สินค้าตัวไหนซื้อขายกันได้ก็จัดการเจรจาตกลง กันไปเลยครับก่อนที่เราจะไปเจรจากับสหรัฐนะครับ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่ได้ยินมาก็คือว่า เราจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐแทนนะครับ จากที่เคยนำเข้าจากประเทศหนึ่งก็เปลี่ยนไปนำเข้า จากสหรัฐ อย่างเช่น ข้าวโพดเรานำเข้าจากบราซิลจำนวนมาก เราบอกว่าเราจะไม่นำเข้า จากบราซิลแล้วจะไปนำเข้าจากสหรัฐแทนนะครับเพื่อลดการขาดดุล แล้วคิดหรือเปล่าครับว่า ประเทศอื่นเขาก็คิดแบบนี้เช่นกันนะครับ สินค้าอันไหนที่เขานำเข้าจากไทยเขาก็จะไปนำเข้า จากสหรัฐแทนนะครับ สรุปแล้วตายหมู่ครับท่านประธาน เราประเทศเล็ก ๆ เราจะตายหมู่ ถ้าเกิดเราแยกกันไปเจรจาแบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงต้องการให้เรารวมตัวกันให้ได้มาก ที่สุดนะครับ เราจะไม่แย่งชิงกันเอง ไม่แข่งขันกันเองนะครับ ยุคนี้ ตอนนี้เราต้องรวมกลุ่มกัน ให้มากที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้นะครับ ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบายหลายท่าน ได้พูดไปแล้วอย่างเช่น อย่างเช่นการเร่งเจรจาเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ การให้ Soft Loan Tax Incentive กับ บริษัทในประเทศ การให้ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน การหาตลาดใหม่ ๆ การหาความร่วมมือจากอาเซียน BRICS แล้วก็ RCEP นะครับ และนอกจากนี้เราก็ต้องปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างจริง ๆ จัง ๆ ครั้งใหญ่ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ สงครามการค้าไม่ได้เริ่มด้วยรถถัง แต่มันเริ่มจากตัวเลขภาษีที่ดูธรรมดา แม้เราไม่เห็น ขีปนาวุธ แต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลบนขบวนรถไฟเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ ประเทศไทยต้องไม่ยอมเป็นผู้โดยสารที่ยอมรับชะตากรรม แต่เราเป็นผู้โดยสารที่ตื่นรู้ รู้ทิศรู้ทาง เพื่อปรับตัวให้ทันกับทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ครับ ขอบคุณครับ