คุณากร อภิปรายเศรษฐกิจโลก ดันกำแพงภาษีจีน-เวียดนาม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

คุณากร มั่นนทีรัย อภิปรายผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤตการเงินระดับโลก เสนอแนะให้รัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์การค้าโดยลดการพึ่งพามหาอำนาจ เน้นความร่วมมือภายในอาเซียน และเตรียมมาตรการรองรับสังคมสูงวัยและการว่างงาน

นายคุณากร มั่นนทีรัย นนทบุรี

เรียนประธานที่เคารพ ผม คุณากร มั่นนทีรัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี วันนี้ผมขออภิปราย ในอีกมุมมองหนึ่งจากเพื่อนสมาชิกนะครับ กล่าวคือหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็ได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมานะครับ เศรษฐกิจในยุโรปขยายตัวได้เป็นอย่างดี และส่งออกสินค้าไปอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากนะครับ ทำให้ในที่สุดสหรัฐอเมริกา ก็ขาดดุลทางการค้านะครับ เมื่อสหรัฐอเมริกาเห็นอย่างนี้จึงเกิดเหตุการณ์ Black Swan ขึ้น ในปี คศ. ๑๙๓๐ หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ราว ๆ ปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองนะครับ สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารประเทศของเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากยุโรปภายใต้ Smoot Hawley Act นะครับ สิ่งที่ตามมาในขณะนั้น ก็คือยุโรปตั้งกำแพงภาษีกลับครับ เศรษฐกิจทั่วโลกจึงดิ่งเหวนะครับ ตลาดหุ้นลดลงเกือบ ๙๐ ปีกระทบถึงจีดีพีของสหรัฐเองก็ดิ่งลงถึงก้นเหวส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในภาพรวมนะครับ มากไปกว่านั้นการที่เศรษฐกิจตกต่ำในครั้งนี้เป็นฉนวนหนึ่งนะครับ ผมขอเน้นย้ำว่าเป็นฉนวนหนึ่ง ในการทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเวลาต่อมานะครับ ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจกันได้ ก็ใช้เวลาไปประมาณ ๒๕ ปีเลยทีเดียวนะครับ ปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีครับว่าสหรัฐอเมริกา เสียดุลการค้าให้กับประเทศจีนและอีกหลายประเทศนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ภายใต้สโลแกน America First ได้จัดตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจีน ๕๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ประเทศอื่น ๆ ก็ถูกตั้งกำแพงภาษีตาม ๆ กันนะครับ ไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เกาหลีใต้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ สหภาพยุโรป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อจีนทราบดังนั้นจึงตั้งกำแพงภาษีกลับไปที่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดได้ข่าวว่าจีนนั้นจะตั้ง กำแพงภาษีกลับเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นทรัมป์ (Trump) โพสต์ว่าได้เจรจากับเวียดนามแล้ว เมื่อวานนี้เพื่อลดกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกาจะขายเชื้อเพลิงให้กับเวียดนามและจะให้ ความคุ้มครองกับเวียดนามเป็นการตอบแทนด้วย อันนี้ฟังดูแล้วแหม่ง ๆ นะครับ ซึ่งล่าสุดสหรัฐอยากจะมีอิทธิพลเหนือคลองปานามาเข้าไปอีกลงข่าวกันครึกโครมนะครับ โต้กันไปโต้กันมา อ่านข่าวแล้วก็สะพรั่นสะพรึงหวั่นไหวทุกครั้งนะครับ นี่จะเหมือนเป็น สงครามแข่งขันสร้างกำแพงภาษีแบบ Smooth Hawley Act ของประธานาธิบดีฮูเวอร์ (Hoover) เพียงแต่ในสมัยนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Reciprocal Tariffs Act ใน Worst Case ที่สุดเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้เกิด Black Swan ภาค ๒ เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ภาคการผลิตอาจจะชะลอตัวลง การจ้างงานน้อยลง เศรษฐกิจถดถอยเข้าสู่ภาวะ Recession เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง จีดีพีติดลบหนัก เกิด The Great Depression ขึ้นมา คนแห่กันไป ถอนเงินจนในที่สุดธนาคารก็จะล้มละลายนะครับ นอกจากนี้ทองก็ยังกินไม่ได้ สำหรับผมแล้ว ไม่อยากให้เกิด Black Swan ภาค ๒ แน่นอน ประเทศไทยมีการส่งออกอุปกรณ์ชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์ Harddisk โทรทัศน์ ทรานซิสเตอร์ ยางรถยนต์ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้ว ก็เป็นมูลค่ากว่า ๑.๒ ล้านล้านบาทที่เราส่งออกไปยังอเมริกา ถามว่าการตั้งกำแพงภาษี ของสหรัฐนั้นมีผลกระทบกับประเทศไทยหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าโดนเต็ม ๆ นะครับ ซึ่งผม มองอนาคตไว้ ๓ แบบครับ แบบที่ ๑ การค้าโลกที่ยึดโยงกับสหรัฐอเมริกาจะเกิดขึ้น แบบที่ ๒ การค้าโลกที่ยึดโยงกับมหาอำนาจชาติอื่นจะเกิดขึ้น แบบที่ ๓ ก็คือการค้าเสรีที่ไม่ยึดติดกับ มหาอำนาจใด ๆ เลยนะครับ สนามการค้าที่กลายเป็นสนามรบเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปรบ กับเขาหรอกครับ ยิ่งทำให้เสียหายกันไปใหญ่ รัฐบาลเราต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เราต้อง Take More Friend Make More Flow พูดคุยกับประเทศข้างเคียงให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนนี่ละครับ รวมกันหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เจรจาการค้ากับ กลุ่มประเทศที่โดนตั้งกำแพงภาษีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหภาพยุโรป ว่าเราจะซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนอะไรกันบ้าง จะ Bilateral Trilateral อะไรก็ดี นอกจากนี้ แล้วเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต เราก็ต้องมานั่งทบทวนนโยบายดอกเบี้ยเพื่อรองรับ การเกิดเงินเฟ้อขึ้นในอนาคต รัฐต้องออกมาตรการรองรับประชาชนหรือภาคธุรกิจที่จะได้รับ ผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้การค้าโลกชะงัก ภาคอุตสาหกรรม ลดการผลิต หรือหยุดการผลิต ปิดโรงงาน โรงงานปิดประชาชนก็ว่างงาน ว่างงานก็คือตกงาน นั่นละครับ ประจวบเหมาะพอดีกับประชากรที่สูงวัยที่รัฐบาลก็ต้องดูแลอยู่แล้ว รัฐต้อง วางแผนคาดการณ์งบประมาณที่ต้องใช้ แผนการช่วยเหลือภาคธุรกิจในยามฉุกเฉิน มาตรการ ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน กองทุนต่าง ๆ ที่ประชาชนที่เคยใช้แรงงานซื้อสะสมมา จะเป็นอย่างไรถ้ามูลค่ามีแต่จะน้อยลง ๆ ทุกวัน ขนาดปี พ.ศ. นี้จะซื้อกองทุนยังต้องนั่งคิดเลยว่า การลดหย่อนภาษีนั้นถ้าเราไม่ซื้อแล้วจะดีกว่าหรือเปล่า ต้องวางแผนล่วงหน้ากันเมื่อเข้าสู่ สถานการณ์ Recession แล้วนี่ เราสามารถที่จะได้รับมือทันท่วงที ไม่ใช่จะปล่อยให้ใคร ดิ้นได้เท่าไรก็ดิ้นเอา ผมสนับสนุนให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจช่วยนำญัตติในวันนี้ ไปพิจารณาต่อเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไปนะครับ ขอฝากรัฐบาลไว้ว่าการเจรจาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ ถ้าจะเอามาแลกกับการลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ไม่น่าจะส่งผลดี อย่างแน่นอน และประชาชนก็ไม่น่าจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดนี้ผมไม่อยากเห็นสงครามโลก ครั้งที่ ๓ ที่สาเหตุหนึ่งเกิดจาก The Great Depression จากปรากฏการณ์ Black Swan ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ในปี ๑๙๓๐ อย่างแน่นอนครับ ผม คุณากร มั่นนทีรัย สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ขอบคุณครับ