ณรงเดช อุฬารกุล ระบุความกังวลต่อมาตรการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งอาจละเลยการปกป้องเกษตรกรไทยและเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงลบต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และการสูญเสียรายได้จากการส่งออกข้าวที่สำคัญ พร้อมเสนอแผนบริหารจัดการข้าวทั้งระบบตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด เพื่อป้องกันผลผลิตส่วนเกินและรักษาเสถียรภาพราคา
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ สงครามการค้าในครั้งนี้ทุกประเทศ ต่างหาช่องทางในการปกป้องเศรษฐกิจของตัวเอง เมื่อวานนี้ผมได้ฟังการแถลงข่าวของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ชุณหวชิร ถึงมาตรการที่รัฐบาลไทยจะใช้ในการเจรจาต่อรองกับ สหรัฐอเมริกาแบบ Win Win โดยการเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตร ผมจึงมีความกังวลว่า รัฐบาลกำลังจะละเลยที่จะปกป้องพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ เมื่อดูมูลค่าสินค้าที่เรา ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ๑๔ อันดับแรกล้วนเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อมาดู สินค้าเกษตร ๑๐ อันดับแรกที่ส่งออก ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป แต่รัฐบาลเลือกที่จะเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นอกจากจะส่งผลกระทบกับราคาข้าวโพดในประเทศแล้วยังส่งผลกระทบต่อราคา มันสำปะหลังและรำข้าวที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ทั้งที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและชาวพืชไร่แทบไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากสงคราม การค้าในครั้งนี้แต่กลับต้องมาเป็นผู้ที่ต้องเสียสละ สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นการเอื้อประโยชน์ ต่อกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่และกำลังลอยแพเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีปากเสียง เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าจะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ ย้ำอีกทีนะครับ ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก่อนที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของ เกษตรกรสหรัฐอเมริกา ท่านได้ถามความเห็นของเกษตรกรไทยหรือยัง ได้ถามหรือยังว่า วัตถุดิบอาหารสัตว์ไม่เพียงพอจริงหรือเปล่า ได้พูดคุยหรือไม่ว่าเตรียมการรองรับให้เกษตรกร อย่างไรบ้าง หรือจะให้ไปใช้เงินจากกองทุนเอฟทีเอ หรือเงินสงเคราะห์เกษตรกร ท่านประธานครับ ท่านนฤมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่าเราจะไป เจรจาอะไรต้องดูผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้อง ดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ส่วนตัวไม่ต้องการให้เอาภาคเกษตรไปแลกกับภาคอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ บางทีอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาจเป็นต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิต จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี นฤมลแทนพี่น้องเกษตรกรและขอฝากถึงกระทรวงพาณิชย์เหมือนเดิมนะครับว่าก่อนจะออก มาตรการหรือนโยบายอะไรถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ท่านประธานครับ ในบรรดาสินค้าที่เราส่งออก ข้าวเป็นสินค้าเกษตรอันดับ ๑ ที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา คิดเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกข้าวทั้งหมด ในขณะที่สินค้าหลายอย่างเป็นการนำ วัตถุดิบเข้ามาแปรรูปเพื่อการส่งออก แต่ข้าวเป็นสินค้าที่ห่วงโซ่อุปทานอยู่ในประเทศ ห่วงโซ่ การผลิตอยู่ในประเทศทั้งหมดนะครับ ทั้งการเพาะปลูก การผลิตและการจ้างงาน ทำให้เงิน จากการขายข้าวมูลค่ากว่า ๒๙,๐๐๐ ล้านบาทในแต่ละปีเป็นรายได้เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย มีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ส่งออก โรงสีจนถึงชาวนา ดังนั้นการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐ ย่อมส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกา นับเป็นตลาดค้าข้าวที่สำคัญของไทย สหรัฐนำเข้าข้าวเฉลี่ย ๑.๓ ล้านตันต่อ ปีที่ผ่านมาสหรัฐ นำเข้าข้าวประมาณ ๑.๔ ล้านตัน โดยนำเข้าข้าวจากไทยมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๕๙ เปอร์เซ็นต์รองลงมา ได้แก่ อินเดียและจีน ข้าวที่สหรัฐนำเข้าส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิจากไทย ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐเฉลี่ย ๗๓๐,๐๐๐ ตันต่อปี ในปีที่ผ่านมาส่งออกไปสหรัฐ ๘๔๘,๐๐๐ ตัน มูลค่า ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา โดยข้าวที่ส่งออกส่วนใหญ่ เป็นข้าวหอมมะลิ ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐคาดว่า จะหดตัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๘ จากความต้องการสินค้าไทยของสหรัฐมีแนวโน้มลดลง เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาสหรัฐมาก หรือกลุ่มที่อัตราภาษี นำเข้าที่ไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐอยู่ในระดับที่สูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งในภาวะที่การแข่งขัน ในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงและอัตรากำไรมีจำกัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจไม่สามารถ ปรับลดราคาสินค้าเพื่อรักษาอุปสงค์ได้มากเท่าใดนัก ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันว่า ข้าวไทยมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงและผลผลิตที่ต่ำ ดังนั้นจึงไม่สามารถลดราคาเพื่อให้ ได้เปรียบในการแข่งขันได้ ดังนั้นผู้ส่งออกข้าวจึงมีความกังวลว่าผู้นำเข้าข้าวจะเปลี่ยนไปซื้อข้าว จากเวียดนามแทนเพราะมีราคาที่ถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้าวหอมมะลิเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ มีราคาอยู่ที่ตันละ ๑,๐๑๖ U.S. Dollar ข้าวเวียดนามมีราคาอยู่ที่ตันละ ๔๕๘ U.S. Dollar ถูกกว่าข้าวไทย ๕๕๘ U.S. Dollar และหลังจากมีการประกาศอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นแล้วส่วนต่าง ยิ่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสหรัฐคิดภาษีนำเข้าข้าวจากไทย ๓๗ เปอร์เซ็นต์และเวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ข้าวไทยราคาอยู่ที่ตันละ ๑,๓๙๒ เหรียญ และข้าวเวียดนามราคาจะอยู่ที่ ตันละ ๖๖๘ เหรียญ ถึงแม้ข้าวเวียดนามจะถูกขึ้นภาษีสูงกว่าไทย แต่เพราะราคาข้าวหอมมะลิ ที่สูงทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยแพงกว่าข้าวหอมจากเวียดนามถึง ๗๒๔ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ดังนั้นปัญหาระยะสั้นคือการรักษาตลาดที่มีอยู่ให้ได้ โดยเฉพาะตลาดร้านอาหารที่เน้นเรื่องรสชาติ และคุณภาพแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนไม่ให้ถูกทดแทนด้วยข้าวจากประเทศอื่น และรักษาตลาดในส่วนของผู้บริโภคที่ซื้อข้าวไปรับประทานเองในครัวเรือนที่มองว่าข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวคุณภาพสูงที่ยังพร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อบริโภคข้าวไทย ดังนั้นการจะรักษาตลาดได้เราจึง ต้องรักษาความเชื่อมั่นด้านคุณภาพที่มีต่อข้าวหอมมะลิของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบในตอนนี้ เนื่องจาก ขายข้าวนาปีฤดูการผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ไปหมดแล้ว แต่ในฤดูการผลิต ๒๕๖๘/๒๕๖๙ ที่จะ มาถึงหากไม่มีการวางแผนที่ดีพอราคาข้าวนาปีก็อาจจะมีปัญหาเหมือนราคาข้าวนาปรังที่ตกอยู่ ในปัจจุบัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับปากในสภาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคมว่า จะมีการนำมาตรการไร่ละพันเข้า ครม. ใน ๑-๒ สัปดาห์ ตอนนี้ผ่านการประชุม ครม. มาแล้ว ๕ ครั้งจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กว่า ๒๓๐,๐๐๐ ราย ตอนนี้ทะลุ ๔๓๐,๐๐๐ รายไปแล้ว ก็ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใด ๆ ไปถึงชาวนา ท่านประธานครับ จากมาตรการภาษีที่สหรัฐอเมริกา ทำกับประเทศต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวทั่วโลกทั้งผู้ซื้อและผู้ส่งออก จึงไม่ใช่แค่ ข้าวหอมมะลิจากประเทศไทยที่ต้องหาตลาดใหม่ ๆ วันนี้ นบข. จึงควรเรียกประชุมประเมิน สถานการณ์และวางแผนการเพาะปลูกในฤดูการทำงาน ๒๕๖๘/๒๕๖๙ เพราะเหลืออีกเพียงแค่ ๒ เดือนเท่านั้นก็จะเริ่มการทำนาปีแล้ว ผมขอเสนอ ๓ มาตรการในการลดความผันผวนจากตลาด
๑. รัฐบาลควรวางแผนการผลิตและจำหน่ายข้าวทั้งระบบ เพราะจากการ ไม่วางแผนร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐทำให้ฤดูการทำนาปรังที่ผ่านมามีผลผลิตส่วนเกิน มากถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีตลาดรองรับทำให้ราคาข้าวตกลงทั้งระบบ ปีนี้รัฐบาลจึงควรให้ ทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออกมาลงทะเบียน เพื่อวางแผนตั้งแต่ต้นฤดูเลยว่าข้าวที่ปลูกแล้ว จะขายไปที่ไหน ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์อะไร จำนวนกี่ไร่ ปลูกที่ไหน จะขายที่ไหน โรงสีท่าข้าว พื้นที่ไหนรับซื้อข้าวพันธุ์อะไร ปริมาณที่สามารถรับซื้อได้มีจำนวนเท่าไร และสีเป็นข้าวถุง ขายจำนวนเท่าไร จะขายส่งเป็นจำนวนเท่าไร สุดท้ายเพื่อส่งออกมี Order เท่าไร จะซื้อข้าวสาร จากใครเพื่อบริหารผลผลิตส่วนเกิน หากพบว่าจะมีผลผลิตส่วนเกินมากก็ต้องทำโครงการ และเตรียมงบประมาณไว้ เพื่อลดพื้นที่ที่เสียหายต่อเนื่องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ให้ปรับเปลี่ยนไป เพาะปลูกพืชชนิดอื่นที่เหมาะสม
๒. เสริมสภาพคล่องในตลาดข้าวทั้งเงินที่จะนำมาซื้อข้าวและบริหาร Stock ข้าว สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการรับซื้อข้าวตั้งแต่ต้นฤดูการเก็บเกี่ยวและทำคลังสำรองอาหาร ระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็น Stock ข้าวของรัฐบาลในการบริหารปริมาณผลผลิตในช่วงที่ ความต้องการข้าวยังผันผวนในระยะสั้น
๓. เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวเพื่อรักษาตลาดข้าวราคาสูงที่มีอยู่ ทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นสินค้าปลอดการเผา Low Carbon โดยสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรที่ให้ความร่วมมือในมาตรการห้ามเผาตั้งแต่ต้นฤดูการทำนา ท่านประธานครับ สิ่งที่เราต้องวางแผนไม่ใช่แค่เพื่อรองรับผลกระทบจากการส่งออกข้าวหอมมะลิ ไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ต้องเตรียมการเพื่อรับมือตลาดข้าวที่จะผันผวนทั้งปริมาณความต้องการ และราคา เราต้องไม่ปล่อยให้ชาวนารับมือความผันผวนนี้ด้วยตัวเองเหมือนข้าวนาปรัง ในปัจจุบัน เพราะความเสียหายจะมากกว่าที่รัฐบาลจะสามารถเยียวยาหรือตั้งงบประมาณ มาชดเชยได้ ขอบคุณครับ