นนท์ อภิปรายผลกระทบภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่ออุตสาหกรรมกะทิและร้านอาหารไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๙ เมษายน ๒๕๖๘

นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ อภิปรายผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมกะทิและร้านอาหารไทย โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม วัฒนธรรมอาหาร และเศรษฐกิจไทย พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการตอบสนองของรัฐบาล นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ เสนอข้อเสนอ ๓ ประการเพื่อคุ้มครองวัฒนธรรมอาหารไทย ได้แก่ การเจรจาขอยกเว้นภาษีวัตถุดิบพื้นถิ่นผ่านกรอบวัฒนธรรม การสร้างกลไกสนับสนุนร้านค้าและร้านอาหารไทยในต่างแดนให้เข้าถึงวัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และจัดตั้งกองทุนดูแลห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ชาติและ Soft Power ของอาหารไทย

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้เป็นการอภิปรายในประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ที่กระทบไปทั่วโลก จากสหรัฐอเมริกา เป็นแรงกระเพื่อม เป็นแรงกระแทกขนาดใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ รากฐานของประเทศไทยและยังลามไปถึงภาพลักษณ์ในประเทศผ่านเส้นทาง ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทันเห็น ก็คือในเรื่องของครัวไทยในต่างแดน หรืออุตสาหกรรม ร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาครับท่านประธาน ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิ รายใหญ่ของโลก โดยปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาเราส่งออกกะทิคิดเป็นมูลค่ากว่า ๓๔๑ ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ ๑๖.๘๕ และตลาดสำคัญอันดับ ๑ ก็คือสหรัฐอเมริกา นั่นเองนะครับ ซึ่งคิดเป็น ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกกะทิทั้งหมดในประเทศไทยนะครับ หมายความว่า หากการขึ้นภาษีครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรับรองจากรัฐบาลไทย สินค้าเกษตรที่ผูกโยงอยู่กับกะทิ เช่น มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว พริกแกง น้ำปลา จะได้รับ ผลกระทบแบบลูกโซ่ทันทีครับ การที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขึ้นภาษีจากประเทศไทย ในอัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเกษตร โดยกะทิไทยก่อนหน้านี้ก็เสียภาษี อยู่แล้วอยู่ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วเพิ่มขึ้นมาอีก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่ากะทิไทยและมะพร้าวไทย โดนภาษีอยู่ที่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน อัตราภาษีระดับนี้ทำให้ราคาสินค้าไทย ในอเมริกาพุ่งสูงขึ้นทันทีแบบเต็มอัตราในวันนี้ครับ วันที่ ๙ เมษายน เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ขณะที่ประเทศคู่แข่งในตลาดกะทิ ในตลาดมะพร้าว อย่างเช่น เวียดนาม ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ก็พร้อมที่จะเสียบแทนตลาดไทยอย่างรวดเร็ว หากพวกเขาเหล่านั้น ประเทศเหล่านั้นสามารถเจรจาต่อรอง มีศักยภาพในการต่อรองกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เบื้องหลังของกะทิ ๑ กระป๋องนี้มันคือระบบ เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชาวสวนเกษตรกร โรงงานแปรรูป พนักงาน และคนส่งออก และที่สำคัญก็คือจะส่งผลกระทบต่อร้านอาหารไทยในต่างประเทศแต่วันนี้หลังจากอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีทุกจุดในห่วงโซ่นี้กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะร้านอาหารไทย ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากกว่า ๖,๘๐๐ ร้านค้าในอเมริกา ไม่ใช่แค่ SMEs ของคนไทยเท่านั้น พวกเขายังเป็นผู้ส่งต่อวัฒนธรรมทางอาหารสู่สายตาโลกอีกด้วย และเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการหารายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย พวกเขากำลังนำวัตถุดิบจากไทย อย่างเช่น กะทิ น้ำปลา ข้าวหอมมะลิ ไปแปรเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารให้คนอเมริกาจำนวนมากได้คุ้นเคยนะครับ เอาสไลด์ลงได้เลยครับ และที่สำคัญร้านอาหารไทยเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายังสร้างระบบเศรษฐกิจ รายได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ทำไมรู้หรือเปล่าครับ ก็เพราะว่าลูกค้าชาวต่างชาติที่เคยกินอาหารไทยในอเมริกา หรือว่าประเทศอื่น ๆ มักจะ แปรเปลี่ยนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยในอนาคต แต่เมื่อภาษีเพิ่มขึ้นต้นทุนของ ร้านค้าเหล่านี้ก็สูงขึ้นทันที กะทิที่เคยสั่งจากประเทศไทยอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นของประเทศอื่น ที่ราคาถูกกว่า ร้านอาหารบางแห่งต้องตัดเมนูที่ใช้กะทิออกไป บางแห่งต้องลดคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อควบคุมต้นทุน นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรเสื่อมของวัฒนธรรมอาหารไทย นั่นหมายความว่า หากร้านเหล่านี้อยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจะไม่เพียงแค่เสียรายได้จากการส่งออก แต่จะเสียทั้ง ผู้สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และระบบขยายโอกาสทางวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กันครับ และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นนะครับคือความล่าช้าของภาครัฐในการตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ แม้รัฐบาลจะตั้งคณะทำงานด้านนโยบายการค้ากับสหรัฐอเมริกา แต่เป็นการจัดตั้งหลังจาก ภาษีถูกประกาศใช้ไปแล้ว ท่านดูจากสไลด์นะครับ ท่านเพิ่งตั้งเมื่อวันที่ ๖ เมษายนนี้เอง มันทำให้ไทยกลายเป็นผู้ตามในเวทีเจรจานะครับ พวกท่านไม่มีระบบแจ้งเตือนเรื่องความเสี่ยง ต่าง ๆ ล่วงหน้า ไม่มีมาตรการรับมือเฉพาะกลุ่ม และไม่มีการสื่อสารเชิงรุกไปยังผู้ส่งออก หรือเกษตรกรไทย ท่านได้ประเมินผิดพลาดไปแล้วครับเบื้องต้น นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จำนวนมากได้เสนอว่าให้ไทยควรเจรจาโดยใช้กรอบ Cultural Trade Exception หรือ ข้อยกเว้นทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในการเจรจาการค้าเสรีของประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น และประเทศฝรั่งเศส โดยชี้ว่าสินค้าอาหารไทยที่สะท้อนอัตลักษณ์ ของชาติควรได้รับการปกป้องในระดับนโยบายเชิงวัฒนธรรม ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอแนะ ให้กับรัฐบาลเร่งด่วนทั้งหมด ๓ ข้อนะครับ

ข้อที่ ๑ ก็คือให้เจรจายกเว้นภาษีสำหรับวัตถุดิบอาหารพื้นถิ่นผ่านกรอบ ข้อยกเว้นเชิงวัฒนธรรมที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นะครับ เพื่อคุ้มครองวัฒนธรรมอาหารไทย ในตลาดโลก

ข้อที่ ๒ คือการสร้างกลไกสนับสนุนร้านค้า ร้านอาหารไทยในต่างแดน ให้สามารถเข้าถึงวัตถุดิบไทยในราคาที่แข่งขันได้ เช่น การขนส่งแบบมีส่วนลด สนับสนุนผ่าน Thai SELECT หรือระบบประกันความเสี่ยงจากต้นทุน

ข้อที่ ๓ จัดตั้งกองทุนดูแลเกษตรกรสวนมะพร้าว ผู้ผลิต โรงงานแปรรูป และ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเพื่อป้องกันการสูญเสียศักยภาพในระยะยาว

ทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมาครับท่านประธาน ผมขอฝากรัฐบาลให้เห็นถึง ความสำคัญของร้านอาหารไทยในอเมริกาครับ ในวันข้างหน้าร้านอาหารไทยที่สะท้อน อัตลักษณ์ของชาติอาจจะยังอยู่ในเมนูมากมาย แต่อาจจะไม่มีวัตถุดิบไทยหลงเหลืออยู่ใน จานนั้นอีกต่อไปนะครับ ท่านจะดูสไลด์นะครับว่านายกรัฐมนตรีของเรา ๓ ท่านที่ผ่านมา ก็พูดถึงเรื่องครัวโลก พูดถึงเรื่อง Soft Power เกี่ยวกับอาหารไทยมากมาย อย่างไรเป็นกำลังใจ ให้รัฐบาลเข้าไปเจรจาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน