ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายรายงานกิจการธนาคาร SME D Bank โดยชื่นชมการให้บริการครบวงจรและการปรับตัวสู่ดิจิทัล แต่ชี้ปัญหาหลักคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากลำบากสำหรับกลุ่ม SMEs ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน แม้ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มขึ้นและเอ็นพีแอลลดลง แต่ผู้พูดมองว่านี่สะท้อนการให้กู้เฉพาะผู้ที่สามารถชำระหนี้ได้เท่านั้น จึงเสนอแนะให้ปรับเกณฑ์การประเมินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ตกหล่นและเสี่ยงต่อการล้มละลาย
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอ ธัญบุรี ลำลูกกาและอำเภอหนองเสือ ผมขอร่วมอภิปรายรายงานกิจการประจำปีของธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเรียกว่า SME D Bank ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ นะครับ สิ่งที่ต้องชื่นชมกับธนาคาร SME D Bank ก็คือไม่เพียงแต่ให้ เงินกู้แต่ก็ยังให้ความรู้ด้วย เติมทุนคู่พัฒนาอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือให้ ความสำคัญกับ ESG หลักการ ESG นำมาใช้ดำเนินงานแล้วก็แสดงถึงความรับผิดชอบ ต่อสังคมแล้วก็มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับ SMEs แล้วก็มีการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ก็คือ เป็นดิจิทัลแบงก์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการ ช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย และสะดวกขึ้น แล้วก็ยังมีการทำซีเอสอาร์ซึ่งครอบคลุมทั้งศาสนา การศึกษา สังคมและ สิ่งแวดล้อม แต่แนวทางที่สำคัญของ SME D Bank นี้ก็คือมุ่งเน้นในการเป็นธนาคารเพื่อ SMEs ไทย อันนี้ต้องใส่ Quote ไว้นะครับ SMEs ไทย ให้บริการการเงินครบวงจร พัฒนา ขีดความสามารถ SMEs ของประเทศไทยก็คือ เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระจายรายได้ตั้งแต่ฐานรากแล้วช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงถ้า SMEs ไปต่อได้ แต่ปัญหาของธนาคารก็คือว่าธนาคารจะส่งเสื้อชูชีพให้กับคนที่ว่ายน้ำเป็น แต่จะไม่ให้เสื้อชูชีพ กับคนที่กำลังจมน้ำ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ อยู่ในคณะอนุ กรรมาธิการ SMEs อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการเอไอ ได้เจอปัญหา ได้พูดคุยกับหน่วยงาน ต่าง ๆ SMEs ต่าง ๆ ที่เข้ามา สมาคม SMEs บริษัท SMEs ต่าง ๆ เข้ามาปัญหาเดียวกันหมดเลย คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเข้าไม่ได้ เข้าถึงยาก สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เราก็เห็นว่าท่านมีโครงการ ดี ๆ ให้กับ SMEs มากมายนะครับ BCG Loan SME Speed Up Micro SME SME 3D แต่เสียงสะท้อนจากเจ้าของธุรกิจ SMEs ก็บอกว่ากู้แล้วไม่ผ่าน เงื่อนไขไม่ตรงตามกำหนดนะครับ คนที่กู้ได้ก็คือคนหน้าเดิม ๆ คนกลุ่มเดิม ๆ สมมุติท่านมีเงื่อนไขประมาณ ๑๐ เงื่อนไขเขา อาจจะเข้าเงื่อนไขประมาณ ๘ แต่อีก ๒ อันไม่เข้า เขาก็บอกเขาก็ตกแล้วนะครับ ต้องไปกู้กับ พวก Nano Finance ดอกเบี้ย ๓๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ซึ่งทำให้ต้นทุนการ บริหารงานเพิ่มขึ้นแล้วก็ไม่สามารถแข่งขันได้นะครับ ในช่วงยุคเศรษฐกิจอย่างนี้ SMEs ก็เหนื่อย เหนื่อยมากนะครับ สิ่งที่ตกหล่นเหล่านี้เมื่อเขาต้องไปกู้กับ Nano Finance ทำให้ เขาต้องทำงานหนักมากขึ้น ดอกเบี้ยมากขึ้น มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าครับถ้าท่านจะ ช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้ที่ท่านยังเข้าไม่ถึง กลุ่มที่ตกหล่นเหล่านี้ รายย่อยบางครั้งเขาไม่ได้ต้อง การเงินมากเลยนะครับ แสนหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เขาเข้าไม่ถึงนะครับ การไปกู้กับ Nano Finance หรือเงินกู้นอกระบบก็ทำให้เขาไม่สามารถไปต่อได้ เมื่อกำไรลดลงทุกอย่าง ลดลงการแข่งขันก็ทำไม่ได้เลยนะครับ ถ้าดูในรายงานของท่านฉบับนี้ท่านก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นแถมเอ็นพีแอลยังลดลงอีก ถ้าเราดูจาก ธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไปก็ถือว่า Performance ดีนะครับ กำไรเพิ่ม เอ็นพีแอลลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดีมาก ๆ เลยนะครับ แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าท่านเป็นธนาคารของรัฐและท่าน กำลังช่วยเหลือ SMEs อยู่นะครับอย่างที่ผมบอกให้ Quote ไว้นะครับว่าท่านช่วยเหลือ SMEs ไทยอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านช่วยแต่คนที่เขาว่ายน้ำเป็นมันเป็นเรื่องของ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์นี่ใครว่ายน้ำเป็น ใครมีท่าทีว่าจ่ายดอกเบี้ยได้ จ่ายเงินกู้ได้ ตามกำหนด จ่ายได้ตามทุก ๆ เดือนเขาอยากให้กู้นะครับ แต่คนที่กำลังจมน้ำดูแล้วไปไม่รอด แน่ ๆ ดูแล้วไปลำบากท่าทางจะยากเขาก็ไม่ให้กู้ อันนี้คือธนาคารพาณิชย์ แต่ภารกิจของท่าน ย้ำอีกครั้งช่วยเหลือ SMEs ไทย และสิ่งที่ผมมองกำไรของท่านเพิ่มขึ้น เอ็นพีแอลลดลง ท่านอาจจะมองว่าดีแต่ผมมองว่ามันอาจจะไม่ดี เพราะนั่นหมายถึงว่าท่านก็ให้กู้เฉพาะคนที่ จ่ายได้เช่นเดียวกัน คนที่จะเป็นหนี้เสียท่านก็ไม่ให้กู้เหมือนกัน เอ็นพีแอลท่านถึงได้ลดลง แล้วถ้าเราดูเอ็นพีแอล เราดูดอกเบี้ยเงินกู้ของปี ๒๕๖๕ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๕ เฉลี่ยเอ็มแอลอาร์ประมาณ ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ปี ๒๕๖๖ เอ็มแอลอาร์ประมาณ ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ต่างกันประมาณ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขราว ๆ นี้นะครับ ไม่ได้เป๊ะมากนะครับ ก็หมายถึงว่าท่านให้กู้เหมือนเดิมท่านก็ได้กำไรมากขึ้นแล้ว ยิ่งถ้าท่านเรียกว่ามีเงื่อนไขมากขึ้น ให้กับคนที่กำลังจะตายท่านไม่ให้กู้ก็ยิ่งทำให้เอ็นพีแอลลดลงด้วยนะครับ อันนี้ Performance ท่านก็จะดีแล้วท่านก็จะได้โบนัสด้วย ซึ่งการวัดประสิทธิภาพการดำเนินการ เหล่านี้ผมมองว่าอาจจะเปลี่ยนได้ไหมครับ ท่านควรจะช่วย SMEs ให้มากขึ้นไหม หรือว่า การวัดประสิทธิภาพดูว่า SMEs ที่ท่านช่วยมีอัตราการอยู่รอดมากน้อยแค่ไหน การวัด ประสิทธิภาพเปลี่ยนมาเป็นดูความอยู่รอดของ SMEs ที่ท่านได้ช่วยเหลือ การเพิ่มรายได้ของ เขามากน้อยแค่ไหน การสร้างงาน การจ้างงานมากน้อยแค่ไหน และอีกอย่างหนึ่งก็คืออาจจะ ตั้งเป้าช่วยเหลือ SMEs รายย่อยแทนที่จะตั้งเป็นจำนวนเงินว่าท่านมีวงเงินในโครงการ SME D Bank อาจจะมี ๕๐๐ ล้านบาท เปลี่ยนได้ไหมครับเปลี่ยนเป็นจำนวนของผู้ประกอบการ รายย่อย ตั้งให้สูงเข้าไว้ก็ดีนะครับ แสนราย SMEs รายย่อยประเทศไทยมีประมาณ ๓ ล้านราย ถ้าเราตั้งเป้าไว้ช่วยเหลือสักแสนรายเหล่านี้ก็จะทำให้ช่วยเหลือได้มากขึ้น แล้ว SMEs เราก็จะอยู่รอดมากขึ้น แล้วอย่างที่บอกนะครับ SMEs คือฐานรากของเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจชุมชน ถ้าเศรษฐกิจชุมชนเติบโตเศรษฐกิจประเทศก็จะเติบโตไปด้วยแล้ว ท่านก็จะได้ลบล้างคำที่บอกว่า ท่านจะส่งเสื้อชูชีพให้กับคนที่ว่ายน้ำเป็นแล้วก็ไม่ให้เสื้อชูชีพ กับคนที่กำลังจมน้ำ ขอบคุณมากครับ