สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สนับสนุนการเสนอญัตติของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหารือเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการกับกลุ่มเครือข่ายที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแนวคิดในระบบกฎหมายของไทย โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไข ฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนการเสนอญัตติของเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๓ ท่านนะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ ปัญหา ยาเสพติด สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องที่เราจัดการได้อย่างยากก็คือการจัดการกับการนำเข้ามานะครับ ซึ่งการนำเข้ามามันจะมีอยู่ใน ๒ ระบบด้วยกันนะครับ ก็คือนำเข้ามาโดย ผมจะขอเรียกว่า เป็นการนำเข้ามานอกระบบ ก็อาจจะเป็นกลุ่มเครือข่ายรายเล็กรายย่อยต่าง ๆ ที่ลักลอบ นำเข้ามา ซึ่งกลุ่มนี้รัฐสามารถที่จะรับมือได้อยู่นะครับ เราเห็นที่ปรากฏเป็นข่าวคราวทั่ว ๆ ไป ที่มีการจับได้ก็คือกลุ่มนี้นะครับ ส่วนกลุ่มหลังคือกลุ่มที่ใหญ่แล้วก็แทบจะจัดการไม่ได้นะครับ ก็คือรายใหญ่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นเจ้าของเครือข่ายเสียเองนะครับ กลุ่มนี้เวลานำยาเสพติดเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงที่คอยอำนวยความสะดวกให้ คอยจัดการให้อย่างนี้นะครับ จึงไม่สามารถที่จะจับกุมดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ได้นะครับ ขอสไลด์ต่อไปนะครับ นี่ก็คืองบประมาณที่ทาง ป.ป.ส. ได้รับในการแก้ไขปัญหายาเสพติดนะครับ เฉพาะในโครงการป้องกันปราบปรามแล้วก็บำบัดผู้ติดยาเสพติดรวมกันทั้งหมดนะครับ ทาง ป.ป.ส. ได้จัดทำเป็นแผนในการป้องกันไว้ทั้งหมด ๑๐ ปี ใน ๑๐ ปีนี้เรารวมงบประมาณที่ไม่รวมกับ งบบูรณาการ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวมกับงบประมาณบูรณาการอีกก็ไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในระยะเวลา ๑๐ ปีนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ ทีนี้ถ้าเป็นเฉพาะงบประมาณปีเมื่อแจกแจงมาแล้วแผน ๑๐ ปีมันจะมีอยู่ ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน ก็คือโครงการป้องกัน โครงการปราบปราม แล้วก็โครงการแก้ไขปัญหา ผู้ติดยาเสพติดนะครับ ส่วนที่มีความสำคัญที่สุดก็คือส่วนหลัง ส่วนที่ ๓ ก็คือการแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ขอสไลด์ต่อไปนะครับ ทำไมถึงมีความสำคัญครับ เพราะหลังปี ๒๕๖๔ รัฐบาลไทย ได้มีการจัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติด เปลี่ยนแนวคิดจากผู้เสพจากการเป็นอาชญากร ให้มาเป็นผู้ป่วย จึงเน้นไปที่การบำบัดผู้ติดยาเสพติด แต่อย่างไรก็แล้วแต่พอเรามาดูสัดส่วน การจัดสรรงบประมาณแล้วผมคิดว่ามันก็ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะว่าแม้ระบบกฎหมายนโยบาย ในสังคมของเราจะถูกบอกว่าเน้นเรื่องของการบำบัดผู้ติดยาเสพติดนะครับ แต่ถึงที่สุดแล้ว การจัดสรรงบประมาณก็ยังจัดสรรให้อยู่เพียงแค่ประมาณ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะครับ ซึ่งมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันกับแนวคิดของระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ ส่วนเหล่านี้จึงนำไปสู่ปัญหา เพราะว่าแม้ตัวเลขจะให้ความสำคัญกับการป้องกันแล้วก็การปราบปรามนะครับ แต่ว่าอย่างที่ผม ได้บอกไปในสไลด์แรกว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วกลุ่มที่สามารถปราบปรามได้กลุ่มนี้ ผมบอกได้ว่า หน่วยงานรัฐสามารถที่จะรับมือได้อยู่แล้ว แต่กลุ่มที่ควรจะจัดการได้ง่ายแต่ไม่มีการจัดการ ก็คือกลุ่มเครือข่ายที่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเป็นเจ้าของเครือข่ายครับ หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง คนกลุ่มนี้ละครับที่ไม่มีการดำเนินการ ถ้าดำเนินการจริง ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการใช้งบประมาณ ที่น้อยกว่าด้วยซ้ำไปนะครับ ต้องบอกไปเลยนะครับว่าคนกลุ่มนี้มีรายชื่ออยู่ในมือของ ป.ป.ส. ทั้งหมดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่เท่านั้นเองนะครับ ขอสไลด์ต่อไปนะครับ ผมจึงมาถึงอันสุดท้ายเลยก็คือว่าแล้วในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาควรมีโจทย์อะไรบ้าง ในข้อเสนอของผมนะครับ ผมเสนอโจทย์ใหญ่อยู่ ๒ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ ก็คือลงไปที่การสกัดกั้น การนำเข้ายาเสพติดของเครือข่ายที่มีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือว่าเป็นเจ้าของเครือข่าย กลุ่มนี้ละครับ ถ้าเราไม่สามารถไปที่ต้นตอของเรื่องทั้งหมดได้มันจะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไข ปัญหายาเสพติดได้ เพราะว่าเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือว่าเครือข่ายที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นกลุ่มใหญ่ที่นำยาเสพติดเข้ามา ต่อให้เราไปจัดการกับเครือข่ายรายเล็กรายย่อยต่อให้ สามารถสกัดกั้นได้ทุกวันมันก็ไม่ทำให้ปริมาณยาเสพติดในประเทศไทยลดลงไป ส่วนกรณีที่ ๒ ก็คือการจัดสรรงบประมาณ ผมคิดว่าต้องจัดสรรให้สอดคล้องกับแนวคิดในระบบกฎหมายของไทย ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความสำคัญไปกับงบประมาณในการแก้ไข ฟื้นฟูผู้ที่ติดยาเสพติดครับ ขอบคุณมากครับ