แพทองธาร เสนอกลไกปิดบัญชีม้า-ตัดไฟชายแดน-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

แพทองธาร ชินวัตร รายงานปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก รวมถึงการสั่งการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปราบปราม และนำเสนอมาตรการปิดบัญชีม้า ระงับซิมการ์ดที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน ตลอดจนตรวจสอบ Mobile Banking เพื่อระงับความเสียหาย แพทองธาร ชินวัตร เสนอกลไกคัดกรองผู้ต้องสงสัยและประสานข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อเฝ้าระวังอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเสนอมาตรการตัดไฟและควบคุมการขนส่งน้ำมันในชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อทำลายฐานที่มั่นของแก๊ง Call Center และลดต้นทุนการทำผิดกฎหมาย

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ วันนี้ก็ขอรายงานก่อนเลยว่าตั้งแต่ ก่อนดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ปัญหาเรื่องของ Call Center ปัญหาแก๊ง Call Center ต่าง ๆ นี้เป็นปัญหาที่แพร่หลายในทุก ๆ สังคม ทุก ๆ กลุ่มของประเทศ ทุก ๆ จังหวัด ในประเทศของเรา ไม่เพียงแค่นั้นค่ะก็ยังส่งผลกระทบไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน มากไปกว่านั้น ไม่ใช่ในเอเชียเท่านั้นแต่ทั่วโลกค่ะ Concern ถึงปัญหา ไม่ว่าจะเป็น Call Center ก็มี Scammer ต่าง ๆ เกิดขึ้นหมดทุก ๆ พื้นที่ เป็นสิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และแน่นอนค่ะว่า ดิฉันได้รับข่าวสารมากมายเหมือนพี่น้องประชาชนทุกคนค่ะว่าแก๊ง Call Center เหล่านี้หลอกพี่น้องประชาชนของเราอย่างไรบ้าง บางคนหมดเนื้อหมดตัว บางคนต้องถึงกับจบชีวิต บางคนคิดที่จะทำร้ายคนอื่นเพื่อต้องเอาสตางค์มาแก้หนี้แก้สิน มากมายไปหมดค่ะ แล้วมันกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องนำเข้ามาถึงปัญหาของเรื่องยาเสพติด ต่อไป เกิดความไม่สงบสุขอีกมากมายหลายประเด็น ก็เป็นสิ่งที่จริง ๆ ประชาชนทุกคนทราบ อยู่แล้ว พอดิฉันได้มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดิฉันก็ได้สั่งการทันทีกับหน่วยงานที่มี ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกระทรวง DE เอง เป็นธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ แล้วก็มีสำนักงาน กสทช. แล้วก็ ปปง. แล้วก็กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องความมั่นคงต่าง ๆ ก็ต้องช่วยกันดูแลในเรื่องของ Call Center อย่างบูรณาการค่ะ เพราะว่าไม่สามารถทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แล้วที่สำคัญ การที่เราจะต้องคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมืออย่างบูรณาการนั้นจะต้องใช้ รัฐบาลกับรัฐบาลค่ะ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะว่าถ้าเรามาจากช่องทางอื่น ๆ เขาก็จะ ไม่แน่ใจว่าเรามาช่องทางอย่างไรได้บ้าง เมื่อรัฐบาลคุยกับรัฐบาลเราก็หาทางออกร่วมกัน อันนี้ก็คือต้องขอความร่วมมือจากทุกประเทศที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็น Call Center ยาเสพติด เรื่องอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ การค้าก็ต้องปรึกษาระหว่างประเทศด้วย สิ่งที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ให้มีการจัดศูนย์ป้องกันแล้วก็ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หรือว่า AOC ๑๔๔๑ ขึ้นมา เพื่อจะเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการการทำงานทั้งหมดโดยการรับแจ้งเหตุ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงนะคะ จำนวน ๑๐๐ คู่สาย ถ้าผู้เสียหายโทรมาที่ ๑๔๔๑ นี้ค่ะ เราก็ จะสามารถแจ้งชื่อ Account ที่ถูกหลอกไป สมมุติว่าเราเป็นผู้เสียหายเราโอนให้บัญชีไหนไป ทาง ๑๔๔๑ จะสามารถปิดระงับชื่อบัญชีนั้นได้เลย แล้วก็สามารถ Search ต่อว่าบัญชีนั้น มีเปิดอยู่ที่ธนาคารไหน อย่างไรบ้าง ก็สามารถปิดได้หมดเลยเช่นกัน แล้วก็ตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงต่อไปนะคะ พออายัดได้ทันทีแล้วก็จะช่วยระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่าง รวดเร็วนะคะ และแน่นอนว่าฐานข้อมูลเหล่านี้เราก็ติดต่อกับทางธนาคารเรียบร้อยในการทำ การอายัดทุกอย่าง บัญชีที่พูดกันนี้คือบัญชีหลอกลวง ก็คือบัญชีม้าที่เราพูดกันอยู่แล้วก็เพื่อ ความเข้าใจง่ายค่ะ หลังจากนั้นปัจจุบันเราสามารถระงับบัญชีม้าไปแล้ว๑.๙๒ ล้านบัญชี หรือเป็นจำนวน ๑.๔๔ แสนรายชื่อ แล้วก็ยังได้มีการสั่งการต่อเนื่องไม่ใช่ปิดแล้วก็จบแค่นั้น ให้ดูพฤติกรรมต่อว่ามีการไปเปิดบัญชีไปทำอะไรอย่างนี้ที่ไหนหรือเปล่าเพื่อจะได้ระงับเหตุ อันนี้ได้ทัน แล้วก็มีมาตรการให้ธนาคารยกระดับการตรวจสอบการเปิดบัญชีใหม่โดยเฉพาะ บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้วยค่ะ อย่างเรื่องซิมม้าที่ได้พูดไปเมื่อสักครู่ ดิฉันก็มีการสั่งการให้มี การดำเนินการเช่นเดียวกับบัญชีธนาคาร ก็คือมีการกวาดล้างซิมม้าที่อยู่ในระบบ ซึ่งจากซิม ม้านี้เป็นเครื่องมือหลักในการก่ออาชญากรรมออนไลน์แบบนี้นะคะ แล้วเราก็ได้มีการเตรียม มาตรการกำหนดให้ผู้ถือครองซิมการ์ดมีไม่เกิน ๖ เบอร์ ถ้าเกินไปกว่านั้นแล้วเราก็ต้อง มีการมาเรียกคุย เรียกถามแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ๖ เบอร์นี้ต้องสามารถที่จะยืนยันตัวตนได้ ด้วย ไม่ใช่ ๖ เบอร์นี้คือเป็นของใครก็ได้ ๖ เบอร์นี้ต้องสามารถยืนยันตัวตนได้ แล้วก็ถ้ามีข้อสงสัย นี้ก็สามารถระงับซิมได้เลยนะคะ แล้วก็ในเรื่องของตอนนี้ก็มีการระงับซิมที่ต้องสงสัยในการใช้ งานผิดปกติ มีการโทรออกมากเกินไปอะไรอย่างนี้ ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนอีก ๒.๘ ล้าน เลขหมายแล้ว ในส่วนนี้ก็ยังสั่งการต่อว่าเมื่อเราระงับต่อก็ต้องตามด้วยว่าเปิดอีกไหม เปิดที่ไหน อันนี้ก็คือเป็นการทำงานที่ว่าเราไม่สามารถ Clear ให้จบ เสร็จแล้วทิ้งไปได้ก็ต้อง ติดตามต่อไม่อย่างนั้นก็จะเป็นปัญหาที่สามารถกลับเข้ามาอีกได้ค่ะ นอกจากนี้ธนาคารแห่ง ประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีสำหรับผู้ที่ใช้ Mobile Banking ด้วยนะคะ เพื่อให้ มีการยืนยันตัวตน แล้วก็ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ ก็มีการตรวจสอบผู้ที่ใช้ Mobile Banking ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีจำนวน ๓.๑๗๖ ล้านหมายเลข และถ้าไม่สามารถยืนยันตัวตน ได้ก็จะปิดไม่สามารถใช้ Mobile Banking ได้อีกค่ะ แล้วขณะนี้รัฐบาลก็ผ่าน ครม. ไปแล้ว อยู่ในช่วงที่จะเสนอระหว่างรอการร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีซึ่งผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ก็ขอสรุปสาระสำคัญสั้น ๆ ให้เข้าใจง่ายดังนี้ ก็คือว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับกำหนดให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบกับข้อมูลของประชาชน หรือคนที่นำข้อมูลไปขาย ให้กับมิจฉาชีพมีความผิด การกำหนดให้ผู้บริการทางโทรศัพท์ ธนาคาร ผู้ให้บริการทาง แพลตฟอร์มต้องมีบทลงโทษ แล้วก็รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ อันนี้อย่างที่บอกไปมันต้องมีการที่ทำอย่าง บูรณาการ และเมื่อกฎหมายออกมาอย่างนี้เรื่องของบทลงโทษก็ต้องบูรณาการเช่นกัน ไม่อย่างนั้นถ้ารัฐบาลสนับสนุนเรื่องนี้ไปตำรวจช่วยกันจับไปแต่ไม่มีใครที่จะช่วยรับผิดชอบ ในความเสียหายเหล่านี้ก็จะไม่เกิดการร่วมมืออย่างบูรณาการค่ะ นอกจากนี้ก็มีการได้สั่งการ ให้กับกระทรวงกลาโหมไปด้วย แล้วก็หน่วยงานความมั่นคงในการประกาศ Seal พื้นที่ ชายแดน สร้างกำแพงป้องกันชายแดนตลอดแนวทั้งทางชายแดนภาคเหนือ แล้วก็ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มีการเสริมกำลังทั้งกำลังของทหาร ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง แล้วก็ดูว่า มีพฤติกรรมหรือมีสิ่งที่ผิดกฎหมายอย่างไร อันนี้ก็คือไปเน้นให้มีการแก้ไขที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็มีการจับกุมขบวนการการค้ามนุษย์ที่ลักลอบผ่านแดนไปเป็นแก๊ง Call Center อย่างที่เราได้ข่าวกันอยู่แล้วนะคะ อันนี้ก็เข้มข้นมากขึ้นค่ะ แล้วก็ตรวจค้นทำลายแหล่งส่ง สัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศเพื่อนบ้านแบบผิดกฎหมายด้วยค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีการ คุยกับกระทรวงต่างประเทศให้ประสานงานกับประเทศอื่น ๆ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระหว่างประเทศด้วย อย่างที่เมื่อสักครู่ผู้แทนราษฎรได้พูดขึ้นมาว่ามีการได้คุยกับประเทศจีน อันนี้คือเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ คือว่าเราเกิดความช่วยเหลือแบบไตรภาคี ก็คือมีทั้งประเทศ เมียนมาเอง จีน แล้วก็ประเทศไทย ร่วมมือกันทั้ง ๓ ประเทศในการที่จะปราบแก๊ง Call Center นี้ จริง ๆ แล้วจีน Offer ความช่วยเหลือมากมายที่อยากจะช่วยเรามากกว่านี้ แต่ว่าหน่วยงานความมั่นคงของเราเองหรือกระทรวงต่าง ๆ ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่มีความเข้มแข็ง แข็งแรงอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราก็คือขอแค่ความร่วมมือที่มาพูดคุยทำงานเป็น Working Group แทน เพราะว่าจริง ๆ ประเทศไทยของเราเองก็ดูแลเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่มาก ๆ แล้วก็ เป็นที่น่าชื่นชมของประเทศอื่น ๆ ด้วยค่ะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราคนไทยทุก ๆ คนน่าภูมิใจ ว่าเราจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังค่ะ

ในส่วนต่อไป เราก็จะทำในส่วนของผู้ต้องสงสัยที่จับมาได้ เราก็ทำการ คัดกรองแล้วก็ส่งตัวสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยกำหนดกลไกการคัดกรองอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคนที่ตามข่าวที่บอกว่ามีการจับตัวไปทำงานเป็นแก๊ง Call Center อะไรนั้น พอส่งกลับ มาประเทศต่าง ๆ มีหลายเชื้อชาติก็ส่งกลับประเทศไปให้เรียบร้อยแล้วก็มีการนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้ร่วมกันระหว่างประเทศมา Share กัน แล้วก็ได้เกิดการเก็บข้อมูลแบบ Biometric ที่จะนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อจะเฝ้าติดตามการระมัดระวังต่อไปในอนาคตด้วยค่ะ พอเราทำสิ่งนี้แล้วเราก็ต้องทำให้ครบให้หมด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าไม่ไปทั้งรากมันก็จะไม่ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้การแก้ไขปัญหาที่เป็นผลอย่างมากก็คือการ ทำลายฐานที่มั่นของแก๊ง Call Center โดยการตัดไฟ แล้วก็อยู่ส่งน้ำมันในชายแดนของไทย- เมียนมา ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แล้วก็คิดว่าต้องสั่งการทันทีเพื่อให้ เกิดผลในทันที แล้วก็เกิดผลอย่างมากจริง ๆ ทั้งตัวเลข ทั้งอะไร เราจะเห็นได้ว่าลดลงเป็น อย่างมาก แล้วก็ในเรื่องของการย้ำความชัดเจนว่าเราจริงจังกับเรื่องนี้เพราะประเทศเพื่อน บ้านก็จริงจังด้วย แล้วการขนส่งน้ำมันต่าง ๆ พอเป็นไปได้ยากมันก็ทำให้ต้นทุนของทั้งนั้น Scam ที่จะหลอกประชาชนก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย อันนี้ก็ถือว่ารัฐบาลก็ได้รับความร่วมมือแล้วก็ทำ ให้เกิดผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ค่ะ ขอบคุณค่ะ