รังสิมันต์ โรม หารือเรื่องการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ของผู้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และเรียกร้องการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน
เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่ช่วยยืนยัน เพราะว่าเรื่องนี้มีความสำคัญว่ามันเป็นเรื่องของคุณสมบัติของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง เป็นประธาน กสทช. แล้วเราก็ทราบดีว่าใน กสทช. มันมีความขัดแย้งกันภายใน แล้วบางประเด็น มันก็จะเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการ ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ที่มันจะมีความก่ำกึ่งในเรื่องของเสียงของตัวกรรมการที่จะต้องมีการลงมติกัน ดังนั้นเสียงของ ประธานก็จะมีความสำคัญอย่างมาก การที่มันมีข้อครหาหรือข้อถกเถียงในเรื่องของ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานหรือกรรมการ กสทช. ย่อมมีความสำคัญอย่างแน่นอน จริง ๆ ค่อนข้างแปลกใจครับว่ามันมีเรื่องของการตีความ ในเรื่องของการที่จะยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าเสียดายที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีน่าจะให้ รายละเอียดเพิ่มขึ้นหน่อย ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยให้รายละเอียดเรื่องนี้กับพวกเรา เพิ่มขึ้นว่ากระบวนการดังกล่าวไปสู่ศาลธรรมนูญลักษณะอย่างไร แล้วก็เข้าสู่การพิจารณา ของศาลธรรมนูญเมื่อไร มีการยื่นอย่างไร เพราะผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเราดูในตัว พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ โดยเฉพาะถ้าเราพิจารณาอย่างมาตรา ๑๘ เราจะพบว่ากรณี ผู้ที่เป็นกรรมการ กสทช. ที่มีปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๗ รวมถึงเงื่อนไขของการเป็นกรรมการตามมาตรา ๘ ถ้ามันมีปัญหานั้นจริง ๆ ก็ต้องถือว่าผู้นั้นไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการและจะต้องมีการเลือกกรรมการใหม่ ซึ่งตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีการกำหนดวิธีการอย่างชัดเจนถึงขั้นตอน ในรายละเอียดว่าหากมีการโปรดเกล้าฯ ไปแล้ว แล้วพบว่ากรรมการ กสทช. คนดังกล่าว มีปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามขึ้นมาจะต้องดำเนินการกันอย่างไร กฎหมายไม่ได้เขียนลง Detail มาก ในแง่นี้จึงต้องมีการพิจารณาตามหลักการทั่วไปว่าตอนที่ ท่านขึ้นเป็นประธานหรือเป็นกรรมการ กสทช. ท่านขึ้นได้อย่างไร ขึ้นได้อย่างไรหมายความ ว่าตอนขาขึ้นขึ้นด้วยการมีการเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าลงมา ตอนออกเมื่อมีปัญหา ในเรื่องของคุณสมบัติก็ต้องใช้กระบวนการในทำนองเดียวกันเพื่อโปรดเกล้าฯ ซึ่งมีเคสหนึ่ง เป็นกรรมการ กสทช. ท่านหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติเนื่องจากว่ามีในเรื่องของ คำพิพากษาต่าง ๆ ตามมา ซึ่งสุดท้ายในยุคนั้นก็คือพลเอก ประยุทธ์ ได้มีการเสนอทูลเกล้าฯ แล้วก็มีการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ซึ่งผมคิดว่ากรณีนี้ มันก็จะต้องทำในลักษณะเดียวกัน อย่างที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานและต่อท่านรัฐมนตรีว่า วันนี้สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าผมที่ผมถืออยู่ฉบับนี้มันเป็นรายงานของวุฒิสภา ทางกรรมาธิการ เขาได้มีการส่งไปให้ทางประธานวุฒิสภา แต่ผมคิดว่ามันก็คงมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้สุดท้าย มันไม่ได้มีการดำเนินการต่อ แต่ขั้นตอนตามกฎหมายของวุฒิสภามันได้สิ้นสุดได้ดำเนินการ ไปแล้ว แล้วข้อมูลพยานหลักฐานเหล่านี้เท่าที่ผมทราบได้มีกรรมการ กสทช. ๔ คน ได้มีการ เข้าชื่อแล้วก็ส่งหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เมื่อ ๗ เดือนที่แล้ว แล้วเท่าที่ผมทราบ การส่งหนังสือฉบับนั้นก็มีการลงเลขรับทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องถือ โดยหลักว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบแล้วว่ามันมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของประธาน กสทช. คนปัจจุบันอยู่ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาตลอด ๗ เดือนเราก็ยังไม่พบว่า มันมีความพยายามในการดำเนินการจากทางฝั่งรัฐบาลเลยว่าจะดำเนินการอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าการที่ท่านบอกว่าจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนหรือวินิจฉัยก่อน จะอาศัยอำนาจตามกฎหมายอะไรในการวินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะถ้าเทียบเคียงกับกรณีที่ เมื่อสักครู่ผมพูดไป เราจะพบว่ากระบวนการก็คือการที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเสนอ ทูลเกล้าฯ เพราะความผิดมันได้สำเร็จไปแล้ว คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมันได้เกิดขึ้น ไปแล้ว จึงต้องการขอความชัดเจนครับ ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าตกลงแล้วท่านจะ ดำเนินการอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ถึงแม้ ตัวท่านรัฐมนตรีจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมคิดว่าวันนี้ก็ต้องยอมรับ กันตรงไปตรงมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบเรื่อง สิ่งที่ผมต้องการจะเห็นก็คือการ Take Action การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เพื่อให้เรื่องนี้มันจบไป อยากขอความชัดเจนครับว่า ท่านจะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไรนอกจากการรอศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะความผิด ทางกฎหมายมันได้เกิดขึ้นแล้ว ขอบคุณครับ