ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้ปัญหาข้าวตกต่ำและต้นทุนสูงจากฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่าการทำนาปรังและการเผาตอซังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบระบบพิกัดพื้นที่เพื่อชดเชยเยียวยาอย่างชัดเจน และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเช่นจุลินทรีย์และการอัดฟางเพื่อลดการเผา ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นราคาข้าวและเสนอให้ไทยเป็นคลังสำรองอาหารโลกพร้อมส่งข้าวสุกในยามวิกฤต โดยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเร่งดำเนินการระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมอบหมายให้คณะกรรมาธิการการเกษตรฯ พิจารณาต่อ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนคนจังหวัด อ่างทอง ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณแล้วขออนุญาตชื่นชมท่านประธานที่ได้นั่งเป็นประธาน ในญัตติที่สำคัญญัตตินี้มาโดยตลอดในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมได้รับ มอบหมายจากพรรคประชาชนและคุณณรงเดช อุฬารกุล ให้เป็นผู้สรุปญัตติเรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและแนวนโยบายในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำอยู่ในปัจจุบัน ให้คณะรัฐมนตรีรับไป พิจารณาดำเนินการ แน่นอนครับด้านหนึ่งในฐานะที่ผมเองก็เป็นลูกหลานคนจังหวัดอ่างทอง อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำภาคกลาง อีกด้านหนึ่งผมเป็นทายาทเจ้าของโรงสี มีโรงสีอยู่ ๓ โรง ที่เป็นของเครือญาติที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสีข้าวในอดีตมาก่อน แต่อย่างไรก็ ตามเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเวลาที่เราพูดถึงปัญหาเหล่านี้ราคาข้าวนับวันยิ่งตกต่ำลง แต่ในขณะที่พี่น้องแรงงานอย่างท่านเซีย จำปาทอง หรือเพื่อนสมาชิกอีกเป็นจำนวนมากกลับ ซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น ๆ มันต้องมีปัจจัยหรือใด ๆ ในความผิดพลาดบางประการในเรื่องนี้ แน่ ๆ ท่านประธานครับ เป็นที่ชัดเจนว่าราคาข้าวที่เคยสูงกว่าเกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท หรือ ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท บัดนี้ลดลงมามากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท และแน่นอนตัวเลขที่ต่ำที่สุดที่เราเคยทราบข้อเท็จจริงมานั้นต่ำลงมาถืออยู่ในระหว่าง ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเกินไปกว่าต้นทุนที่พี่น้องชาวนาได้ตั้งไว้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเกินกว่าที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จะถามว่ามีปัจจัยมาจากเรื่องใดเพื่อนสมาชิกก็คง พูดไปเยอะครับ เพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนก็คงสรุปให้เห็นแล้วละว่าปัจจัยนั้นมาจาก หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในของเราเอง หรือปัจจัยในด้านการตลาด หรือแม้กระทั่งปัจจัยในเรื่อง Demand Supply ที่ไม่ตรงกัน คนเรียนเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นก็รู้ว่า Demand Supply ที่ไม่ตรงกันนั้นส่งผลต่อการผลิต แต่เหมือนผีซ้ำด้ำพลอยครับ ในกรณีสถานการณ์ที่เรากำลังเรียกร้องให้ต้องช่วยกันดูแลพี่น้อง ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งกระจายตัวอย่างสูงยิ่งในภาคกลางในช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมา และอาจจะกระจายตัวสูงขึ้นไปอีกในภาคเหนือที่กำลังจะถึงในอีก ๒-๓ เดือน ที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้นโยบายที่เรียกว่าหยุดเผา หยุดใด ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้สร้างต้นทุนการผลิต ที่สูงขึ้นให้กับพี่น้องชาวนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องมาพูดกัน แล้วถ้าดู ระยะเวลานะครับ ผมแย้งเพื่อนสมาชิกนิดเดียวว่าพี่น้อง สส. ๆ เราไม่ได้พูดเรื่องนี้กัน เมื่อมีการชุมนุมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในพื้นที่ของ สส. ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ เราไม่ได้ พูดเรื่องนี้ในเมื่อพี่น้องชาวนาจังหวัดอ่างทองกับพี่น้องชาวนาหลายจังหวัดเคลื่อนมาที่ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ แต่เราพูดเรื่องนี้กันมา ๑-๒ เดือน เพราะมันมีข้อมูลการคาดการณ์ ที่ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้นั้นจะเริ่มเห็นภาพรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ก็ต้องตั้งคำถามว่า คณะกรรมการนโยบายว่าด้วยการข้าวหรือบริหารจัดการข้าว ที่เรียกว่า นบข. ที่มีการประชุมกันครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ นั้น ท่านไม่เห็น ปัญหาเหมือนเราหรือครับ ท่านไม่เห็นหรือท่านกำลังทำอะไรอยู่ หรือท่านติดกรอบเวลา ที่พิจารณากฎหมายหลายฉบับ แล้วตรงกันหมดเลยว่าเวลาที่ออกแบบให้มีคณะกรรมการ มักจะมีการประชุมกันไม่เกิน ๑ ครั้ง ต่อ ๑ ไตรมาส ทั้ง ๆ ที่ปัญหาของพี่น้องชาวนา ไม่สามารถรอได้ ผมคงไม่ลงรายละเอียดว่านอกเหนือจากนั้นมีปัญหาอย่างไรบ้าง แต่ผม อยากจะสรุปเพื่อเป็นข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ ด้านด้วยกันครับ
ประเด็นด้านที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเผา ไม่เผาตอซังต่าง ๆ ผมอยู่ ในจังหวัดอ่างทองครับ ค่า PM บางวันสูงที่สุดในประเทศ ผมเองก็เป็นภูมิแพ้ แต่อย่างที่ ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ท่านก็ตั้งข้อสังเกตไว้ได้น่าสนใจว่า แม้มีการออกนโยบาย ให้หยุดเผาอย่างยิ่งนั้นทำไมค่า PM ถึงไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ ในเมื่อเรามองว่าการเผานั้นมีค่า PM ที่สูงขึ้นแน่ ๆ นโยบายที่พูดถึงเรื่องการเยียวยาหรือการ ดูแลพี่น้องที่เป็นเกษตรกรที่ทำนาปรังนั้นกำลังทำถูกต้องหรือไม่ ท่านประธานครับ ผม Check ข้อมูลการสำรวจล่าสุดที่อาจจะมีการเยียวยาให้กับพี่น้องที่ทำนาปรังในกรณี ที่ไม่มีการเผา ไม่ว่าจะเป็นตอซังหรือฟางข้าวต่าง ๆ นั้น เขาขึ้นทะเบียนไว้กับพี่น้องเกษตรกร ประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ ราย ๒๔๕,๐๐๐ รายในพื้นที่ประมาณ ๔.๓ ล้านไร่ แต่สิ่งที่เรารับรู้กัน ก็คือว่ามีพี่น้องทำนาปรังไม่ต่ำกว่า ๖๐๐,๐๐๐ รายแน่ ๆ ในประเทศไทย แล้ว ๖๐๐,๐๐ ลบ ๒๔๕,๐๐ ราย อีกตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่ารายนั้นตัวเลขหายไปไหน รัฐบาลออกแต่ว่าจะใช้ ระยะเวลาการขึ้นทะเบียนไปถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ พวกผมก็ยินดีครับ แต่มันไม่ใช่รอ การขึ้นทะเบียนอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปในขณะนี้ก็คือต้องชัดเจนว่า ต้องใช้ระบบที่เรียกว่า Shapefile เข้ามาระบุพิกัดว่าพี่น้องที่ทำเกษตรกรรมนั้นอยู่ในพิกัด แบบใด จุดใด อย่างไรบ้าง ต้อง Check ระบบที่เข้ามานั้นในลักษณะที่เรียกว่า ระยะเวลา การทำนาปรังนั้นสอดรับกับการไม่เผาหรือไม่ ต้อง Check ระบบมาดูกันว่าพื้นที่ชลประทาน ที่จะปล่อยน้ำหรือดึงน้ำออกในช่วงเวลาต่าง ๆ เป็นอย่างไร จุลินทรีย์ที่ท่านเตรียมไว้ เหมาะสมหรือไม่ จังหวัดอ่างทองมีโครงการนะครับ ขณะนี้กำลังทดลองใช้จุลินทรีย์ในการลด การเผาใน ๒,๐๐๐ ไร่ ซึ่งก็มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ประสิทธิภาพในระดับนี้นั้นรัฐบาล มีการเตรียมการมากน้อยขนาดไหน รัฐบาลมีการเตรียมการในแง่ของสนับสนุนการอัดฟาง หรือการใช้ฟางเข้ามาช่วยในองค์ประกอบอื่น ๆ หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรายังไม่เห็นครับ ฉะนั้น ในกรณีที่ท่านบอกว่าจะต้องมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่นำไปสู่การชดเชยเยียวยากรณี การช่วยเหลือหรือสนับสนุนการไม่เผา แต่ท่านไม่ได้ทำอะไรใน ๓ ๔ เดือนที่ผ่านมา ท้ายที่สุด ปัญหาก็จะวน Loop กลับมา ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหากมีการทำนาปีในรอบ ถัด ๆ ไป ถึงแม้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 แต่การทำนาปีนั้นคิดเป็น ๖ เท่าของ จำนวนพื้นที่ที่ทำนาปรังนั้น สถานการณ์ฝุ่นควันแบบนี้หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของพี่น้องชาวนา นั้นจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นนั่นคือข้อสรุปประการที่ ๑ ที่อยากจะนำเรียนไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องครับ
ข้อสรุปประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ข้อสรุปประการที่ ๒ เจาะจงลงไปที่ ราคาข้าวเลยครับ ว่าเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าขณะนี้สิ่งที่ท่านประชุมกันเมื่อตอนบ่าย ท่านพูดอยู่ ๒ ประเด็น เรายังไม่ได้เห็นรายงานตัวเต็ม ประเด็นที่ ๑ ท่านพูดถึงการพยุงราคา ประเด็นที่ ๒ ท่านพูดถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว แต่สิ่งที่ท่านไม่ได้พูดถึงก็คือว่าการพยุงราคา ต่าง ๆ นั้นตกลงมันจะเป็นราคาเท่าไร อยู่บนพื้นฐานความชื้นเท่าไร ความชื้นแต่ละขนาด แต่ละชนิด แต่ละเปอร์เซ็นต์นั้นมีลักษณะการที่กำหนดราคาไม่เท่าเทียมกัน ตกลงยังไม่ได้ พูดถึงว่าการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวนั้นท่านจะนำไปสู่การแปรรูปอะไรบ้าง เรามีแผนการ รองรับสิ่งเหล่านี้มากน้อยขนาดไหน ผมยกตัวอย่างเช่นถ้าพูดถึงการแปรรูปเรื่องของ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้นเราวางแผนอย่างไร เรื่องของอุตสาหกรรมสุขภาพและ ความงามนั้นที่เราจะสามารถใช้ข้าวมาผลิตน้ำมันรำข้าวต่าง ๆ แป้งจากเครื่องสำอางต่าง ๆ สารสกัดจากข้าวและนำข้าวที่นำไปสู่การบำรุงผิวต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนไหน ใครเป็นคนดูแล ประเด็นเรื่องอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพและวัสดุทดแทน ไหนคืองานวิจัย ประเด็นเรื่อง ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการเกษตรสิ่งเหล่านี้อยู่ตรงไหน ฉะนั้นผมคิดว่าประเด็น ที่รัฐบาลจำเป็นต้องรับและให้ความสำคัญ ก็คือว่าการผลิตแบบนี้มันจะช่วยหรือดูแลในแง่ ของการดูแลระยะสั้น แต่การดูแลในระยะยาวในเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรรูป ผลิตภัณฑ์นั้นเรายังไม่เห็น เรายังไม่เห็นการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแปรรูป อย่างแท้จริง และมีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวอย่างแท้จริง
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดถึง ราคาข้าวครับท่านประธาน เราต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่าเราใช้ข้าวในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพียงแค่ ๑ ใน ๔ อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์นั้น อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ในการอุปโภค แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวัสดุ หรือข้าวที่มีอยู่ในการอุปโภคนั้นจำนวนนั้นมากเกินกว่าศักยภาพ หรือความสามารถในการ อุปโภค ในขณะที่เราอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกัน ฉะนั้นมีข้อเสนอครับท่านประธาน มีข้อเสนอว่าประเทศไทยนั้นสามารถเป็นคลังสำรองอาหารในระดับโลกได้ และไม่ใช่แค่การ สำรองของข้าวเปลือกนะครับ แต่มีข้อเสนอถึงขนาดว่าพร้อมที่จะเป็นคลังสำรองของข้าวสุก หรือข้าวที่หุงแล้ว แล้วส่งไปยังนานาอารยประเทศเวลาที่เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้มันจะ Support ผลิตภัณฑ์ส่วนเกินในประเทศได้เป็นอย่างดียิ่ง ฉะนั้นสิ่งสุดท้าย ที่ผมอยากจะนำเรียนต่อท่านประธานและผมคิดว่าข้อเสนอเหล่านี้ทางพรรคประชาชน ได้นำเสนอและขึ้นสู่เว็บไซต์ของพรรคประชาชนแล้ว ทางพรรคประชาชนโดยอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ได้นำเสนอสิ่งเหล่านี้ขึ้นสู่เว็บไซต์ของ Think Forward Center ซึ่งเป็นศูนย์ นโยบายอนาคตของพรรคที่เข้ามาสนับสนุนเชิงนโยบายแล้ว และผมคิดว่าข้อเสนอเหล่านี้ จะเป็นรูปธรรมอย่างยิ่งหากเราใช้เวทีการอภิปรายทั้งหมดในวันนี้ ด้านหนึ่งส่งให้คณะรัฐมนตรี ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่อีกด้านหนึ่งนั้นก็ส่งให้ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีท่านศักดินัย นุ่มหนู เป็นประธาน รับไปดูต่อว่า ในระยะยาวนั้นจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าความจำเป็นเร่งด่วนของพี่น้อง นั้นรอไม่ได้ ฉะนั้นพวกผมคิดว่าเราจำเป็นที่ต้องอาศัยเวทีในการอภิปรายวันนี้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด และทุกข้อเสนอที่เราได้เสนอไปหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำตอบจาก รัฐบาลโดยเร็วว่า นโยบายทั้งระยะสั้น ระยะยาว ที่ท่านจะทำทั้งเพื่อของการทำให้พี่น้อง ชาวนาขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น ทำให้ข้าวถูกแปรสภาพในสิ่งที่เหมาะสม และลดต้นทุน การผลิตที่พี่น้องชาวนาต้องประสบอยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลคือข้อเสนอของผม ของคุณณรงเดช อุฬารกุล และของพรรคประชาชน ขอบพระคุณครับ