ชาดา เสนอ พ.ร.บ. ข้าว สร้างกลไกถาวรแก้ปัญหา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ข้าว เพื่อสร้างกลไกถาวรในการแก้ปัญหาและแบ่งปันผลกำไรอย่างเป็นธรรม โดยระบุปัญหาต้นทุนสูง ราคาตกต่ำ และระบบช่วยเหลือชั่วคราวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อุทัยธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย จริง ๆ แล้ว เราพูดกันเรื่องข้าวเยอะมาก หลายครั้งมากนะครับ ตลอดระยะเวลา ๔ สมัยที่เป็น ผู้แทนราษฎรมาก็ทราบปัญหาเรื่องนี้ทุกคนก็ทราบ แล้วก็สิ่งที่สำคัญรบกวนเวลานิดหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพ เราพูดถึงข้าว ๆ ผมเคยไปทวงกระทั่งทวงพ่อค้า ทวงรัฐบาล โอ้โฮ วุ่นวายหมดนะครับ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แล้วมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ เรามีข้าว คู่กับแผ่นดินไทยมาตลอดระยะเวลาหลายปี มาตรการที่หลายท่านวันนี้ท่าน สส. หลายท่าน ทุกท่านเลยนะครับ แล้วผมเชื่อว่าคนในประเทศไทยทุกคนก็เหมือนกันว่าทำอย่างไรให้ข้าว ราคาดี มันเป็นความรู้สึกที่ทุกคนก็มีมาตรการต่าง ๆ ที่จะเสนอ แต่ผมเห็นว่านั่นมันคือ มาตรการแต่สัจธรรมเลยมันไม่มีครับ คำว่า ข้าว เป็นคำที่เรารู้ว่าต้องกินข้าว แต่ในทางปฏิบัติ ของรัฐบาล ข้าวไม่มีกฎหมายรองรับ สิ่งแรกที่จะต้องทำให้การแก้ปัญหาข้าวต้องมี พ.ร.บ. ข้าวเกิดขึ้นกับประเทศนี้ และมีการปฏิบัติตามกฎหมาย วันนี้ที่ผ่านมาหลายร้อยปีหลายสิบปี เป็นการทำงานตามนโยบายรัฐบาลแต่ไม่มีกฎหมายที่กำหนด พรรคภูมิใจไทยในสมัยที่แล้ว ก็เคยเสนอเรื่อง พ.ร.บ. ข้าว การแบ่งปัน ผมเรียนท่านประธานว่าผมนี่คิด ๘ เดือนเต็ม ๆ หลังจากมาประท้วงทวงเงินให้ชาวนา ก็กลับไปคิดตลอดเวลาว่าทำอย่างไรจะแก้ปัญหา ข้าวได้ บังเอิญผมเป็นนายกสมาคมชาวไร่อ้อยผมก็ล้อมาจากอ้อย แล้วผมก็อยากให้กฎหมายฉบับนี้ เข้าไปสู่สภาแล้วมีการมาถกกัน แต่บังเอิญมันเป็นกฎหมายที่จะต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง เพราะมันเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. การเงิน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลที่แล้วก็ไม่ได้มีการรับรอง เพราะฝ่ายราชการประจำเองเห็นคัดค้านตลอดเวลา ดังนั้นการที่เข้าช่วยเหลือโครงการ ต่าง ๆ มันก็เป็นแต่เพียงการแก้ปัญหาชั่วคราวแต่ไม่ใช่การสร้างกลไกในการที่จะแก้ปัญหา ไม่ได้เริ่มต้นจากให้มีองค์ก่อน มีข้าว มีกฎหมาย เราพูดถึงโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ มันไม่ สามารถที่จะปฏิบัติได้ ได้แต่เป็นมาตรการชั่วคราว มาตรการช่วยเหลือ แต่มาตรการหลัก มันต้องมี พ.ร.บ. ข้าวที่เราพูดคุยกันในครั้งนั้นก็คือว่าลักษณะชาวนานี่นะครับ โรงสี ๑ โรงสี ชาวนากี่ไร่จำนวนเท่าไร เพราะข้าวผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องตัวเลขหลายท่านได้พูดไปเยอะ ๘,๐๐๐ บาท ต้นทุนของชาวนานี่ยังไม่ได้คิดค่าตัว ยังไม่ได้คิดค่าแรงงาน ที่พูด ๆ กันมันแค่ ค่าเครื่องจักรกับค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน แต่ของชาวนายังไม่ได้พูด ๘,๐๐๐ บาท ชาวนาแทบไม่เหลือ อะไร แต่โรงสีได้ประมาณ ๙๐๐ กว่าบาท ๙๐๐ กว่าบาท แล้วยังมีสิ่งของที่เหลือ ขนส่งออก ได้ประมาณ ๒,๕๐๐ บาท แต่คนขายข้าวถุงประมาณ ๕,๒๐๐ มันก็เป็นไปตามลักษณะนี้ แต่ใน พ.ร.บ. ข้าวที่เราจะทำก็คือเป็นการแบ่งปันผลกำไร เท่าไรมีกองทุนชาวนา แล้วก็ ที่สำคัญโรงสีเอาไปขายต้นทุนโรงสีเท่าไร ขายได้เท่าไรก็เอามาแบ่งปันผลกำไร ซึ่งต่อไปโรงสี ก็อาจจะเป็นผู้ขายข้าวถุงอะไรก็แล้วแต่ แต่มีระบบกฎหมายควบคุมไม่ต้องมาเรื่องความชื้น เพราะว่าคุณก็สามารถให้มีโรงอบมีอะไรต่าง ๆ แล้วก็กำหนดพันธุ์ข้าว แล้วรัฐบาลก็ควบคุม กลไกทั้งระบบ ข้าวเก็บตั้งเงินกองทุนขึ้นมาแล้วต่อไปเก็บไปตันละ ๑๐ บาท ชาวนา ๕ รัฐบาล ๕ แล้วไม่ต้องไปช่วยเหลือแบบที่มันเททิ้งไปในแม่น้ำเททิ้งไปในแผ่นดินนี้ไม่รู้เท่าไร ต่อเท่าไร เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันไม่เกิดผลประโยชน์แต่อันนี้ตั้งกองทุนไปเลยครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านไว้เวลาที่ราคาข้าวมันตกลง แล้วที่สำคัญถ้าเป็นระบบนี้ก็จะมีกฎหมายจัดการ อย่างชัดเจนสามารถแยกแยะได้ ข้าวปัจจุบันนี้ ๒๐ กว่าล้านตัน มีข้าวนาปรัง ๖ ล้านตัน เขาเรียกข้าวไวแสงกับไม่ไวแสง สิ่งที่อยากจะบอกอีกก็คือในอดีตเดือน ๑๐ ข้าวถึงจะท้อง ปลูกตอนไหนไม่รู้ท้องตอนนี้แล้วก็ตะวันยังอ้อมข้าว เขาถึงบอกตะวันยังอ้อมข้าว ให้เกียรติกับข้าว แต่เดี๋ยวนี้เป็นข้าวไวแสงและไม่ไวแสง ปัญหาก็คือว่าจำนวนใช้ไม่ว่าจะ ในเรื่องของอุตสาหกรรมเรื่องอะไรก็ตามรัฐบาลกำหนดได้ถ้ามีองค์กฎหมายเป็นรูปธรรม มีความชัดเจนว่านี่คือชาวนา แต่ไม่ใช่พูดอย่างปัจจุบันเราช่วยเหลือชาวนาผ่านโรงสี ผ่านแบงก์ ผ่านอะไรต่าง ๆ องค์กรชาวนาที่เป็นตัวเป็นตนมันไม่มี ทำระบบนี้เขียนกฎหมายขึ้นมา แล้วก็ ทำให้มันเกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวนาจริง ๆ ถ้าไม่เริ่มต้นจากทำข้าวให้เป็นกฎหมายก่อน ทุกอย่างทำไม่ได้หรอกครับ ผมรู้จักราคาข้าวมาตั้งแต่เป็นเด็กผมไม่ใช่ลูกชาวนาแต่ผมทำนา ทดลองทำมาแล้ว ทำอ้อย ผมพูดถึงระบบแค่เอาให้มันถูกต้อง ระบบการเพาะปลูกที่ว่าเพิ่ม ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อุตสาหกรรมก็ไปส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรม เกษตรก็ไปดูแลตรงนี้ องค์กรของเขา ๆ ก็จะดูแลตัวเขาเองได้แล้วก็มีกฎหมาย พูดแบบตลก ๆ ครับท่านใช้ควายไถ ก็ยาวประมาณแค่นี้ มาเป็นรถไถนาของญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็ยาวแค่นี้ เราไถกันมาเป็นร้อยปีแค่ ศอกกว่า ๆ เลยนั้นไปเป็นดานเป็นถนนหมด ปุ๋ยก็ต้องเพิ่ม ทุกอย่างต้องเพิ่ม แต่การทำไร่อ้อย ผมทำอ้อยนะครับ การทำไร่อ้อยใช้วิธีการระเบิดดินคือใช้ตัวไถให้ลึก ๆ เป็นรถไถจากบราซิล สามารถปลูกข้ามแล้งได้ วันนี้รัฐบาลแค่ส่งเสริมการผลิตราคาข้าวเรื่องราคาการใช้ปุ๋ยต่าง ๆ มันจะถูกลงอีกเยอะ แค่ระเบิดดินทั่วประเทศอ้อยก็ยังปลูกข้ามแล้งได้ นี่พูดแบบชาวบ้าน แบบง่าย ๆ แต่ทุกอย่างมันต้องมีองค์กรที่ชัดเจน ทำตามกฎหมายเดินไป แล้วทุกอย่าง ก็เข้ามาสู่การแก้ปัญหา มีสถิติ มีวิธีการ แล้วชัดเจน มีแผน มีระยะงาน โดยใช้กฎหมายเป็น ตัวกำหนด ผมก็อยากให้สภาแห่งนี้เอา พ.ร.บ. ฉบับของภูมิใจไทยนี่ครับ หรือท่านจะว่า อย่างไรก็เอาให้มันชัดเจนแล้วนำสู่ให้ไปเป็นกฎหมาย นี่ถึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานที่ชัดเจน ดีกว่าเราถกแล้วพูดผ่านไป ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ไม่ว่าจากทุกพรรคการเมือง ผมว่าน่าจะทำเรื่องนี้ถ้ารักชาวนาจริง อยากแก้ปัญหาจริงต้องมี พ.ร.บ. ข้าวเกิดขึ้น ในประเทศไทยทุกอย่างถึงจะแก้ปัญหาได้ครับ