แอนศิริ วลัยกนก พูดถึงปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปราย ญัตติเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ปลาหมอคางดำเป็นภัยคุกคามสัตว์น้ำ ท้องถิ่น ปลาที่ถูกตั้งให้เป็น Alien Species ที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจระดับประเทศ ปลาหมอคางดำคือปลาที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม กินเยอะ กินทุกชั่วโมง กินพืช กินผัก และกินสัตว์เล็กทุกชนิด แถมยังแพร่พันธุ์ได้อย่าง รวดเร็ว การระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบในทุกพื้นที่ อาจส่งผลให้ในอนาคต ที่จะกระจายพันธุ์ของปลาหมอคางดำจนไม่เหลือทรัพยากรท้องถิ่น การแพร่ระบาด ในประเทศไทยกินพื้นที่กว่า ๑๗ จังหวัด ตามที่เพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกลของเรา ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ และสำหรับในกรุงเทพมหานครนั้น ปัจจุบันมีการพบการระบาด รุนแรงปลาหมอคางดำทั้งหมด ๓ เขต คือเขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เขตบางบอน ซึ่งเขตทุ่งครุ คือเขตความรับผิดชอบของดิฉันเองค่ะ ในพื้นที่ทุ่งครุมีเกษตรกรทั้งหมด จำนวน ๙๒ ราย ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จากการ ตรวจสอบพบว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง บ่อเพาะเลี้ยงประสบ ปัญหาเลี้ยงปลา แต่ไม่ได้ปลาที่เลี้ยง เลี้ยงปลานิล เลี้ยงปลาสวาย แต่ได้ปลาหมอคางดำ จากที่จะนำปลาสวาย ปลานิลไปขายได้กิโลกรัมละ ๕๐ บาท กลายเป็นต้องมากำจัด ปลาหมอคางดำนำไปจำหน่ายได้กิโลกรัมละ ๑๕ บาทแทน ทุกท่านทราบดีค่ะว่า การลงทุน ทำอะไรสักอย่างมีค่าใช้จ่ายและต้นทุน เกษตรกรหว่านก็อยากจะหวังผลได้ผลผลิตที่คุ้มค่า กับการลงทุน แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เราหว่านไว้ กลายเป็นหว่านกลับได้อะไรไม่รู้ ขาดทุน ได้รับผลเสียหายตาม ๆ กัน นอกจากการระบาดในบ่อเพาะเลี้ยงแล้ว บริเวณแหล่งน้ำ ธรรมชาติแทบทุกคลองในพื้นที่เขตทุ่งครู ยังพบปลาหมอคางดำอีกจำนวนมาก ซึ่งทีมงาน และดิฉันได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและได้มีการพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่สำนักงานเขตและ เจ้าหน้าที่ประมงประจำเขต ถึงแนวทางการแก้ปัญหา ตอนนี้การแก้ไขปัญหาก็ยังพบการจับ ปลาหมอคางดำไปแปรรูปทำอาหาร หรือจับไปจำหน่ายให้กับผู้รับซื้อ นอกจากจะจับ เพื่อแปรรูปและจำหน่ายต่อแล้ว ยังมีมาตรการหยุดระบาด ซึ่งกระบวนการจัดตั้งเพื่อให้ความรู้ ทางวิชาการ ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องของการขนย้าย การขนย้ายไม่ให้ปลาที่มีไข่ไหลลงสู่ แหล่งน้ำสาธารณะ เพราะถ้าหากไม่มีความรู้ในการขนย้าย การพยายามลดปริมาณอาจจะเกิด การแพร่ระบาดปลาหมอคางดำแทนค่ะ การปล่อยปลากะพงขาวเพื่อกำจัดลูกปลาหมอคางดำ ถือเป็นแนวทางที่ดีเพื่อที่จะลดปริมาณปลาหมอคางดำได้ แต่ดิฉันอยากจะเสนอแนะเกี่ยวกับ การลดปริมาณปลาหมอคางดำด้วยการใช้ปลานักล่าท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ของ ดิฉันมีปลาช่อนและปลาชะโดที่เป็นปลาท้องถิ่น หากมีข้อมูลเชิงวิชาการที่จะให้ความรู้กับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่าควรปล่อยปลานักล่า ควรจะมีสายพันธุ์อะไร ขนาด น้ำหนัก และอายุ ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำได้ก็จะดีค่ะ เมื่อพูดถึงแนวทางในการแก้ปัญหาในสภา ดิฉันก็ทราบว่ามีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ก็มีการทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีการ Active มาก ทั้งที่รู้ว่าเพิ่งตั้งอนุกรรมาธิการได้เพียง ๖ สัปดาห์เท่านั้น แต่ในส่วนของ ฝั่งรัฐบาลดิฉันทราบว่ามีการตั้งตั้งแต่วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ทางรัฐบาลได้มีการจัดตั้ง กรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งคณะกรรมการมีตั้งแต่รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนสำนักสหกรณ์ ประธานสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ตัวแทนประมงระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงนักวิชาการต่าง ๆ รวมคณะกรรมการทั้งหมดทั้งสิ้น ๔๗ ท่าน ดิฉันในฐานะผู้แทน ของประชาชนจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า จากวันที่แต่งตั้งคณะกรรมการจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านทำอะไรไปแล้วบ้างคะ สถานการณ์การแพร่ระบาดตอนนี้เกินควบคุมแล้วค่ะ ทั้งบ่อเพาะ และแหล่งน้ำธรรมชาติเต็มไปด้วยปลาหมอคางดำ เกษตรกรเดือดร้อนทั่วถึง แต่การแก้ปัญหาจาก รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ตั้งคณะกรรมการมาจนจะครบ ๓ เดือนแล้ว อำนาจหน้าที่ที่ท่าน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ท่านบอกว่ามีแนวทางที่จะเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา และมีการจัดทำแผนปฏิบัติการ ไม่ทราบว่าแผนปฏิบัติการของท่านไปถึงไหนแล้วค่ะ ช่วยบอกให้พวกเราและประชาชนทราบทีค่ะ ว่าท่านดำเนินการไปถึงไหน ประชาชนจะต้อง ทำอย่างไรกันต่อไป หรือจะต้องจับปลากินกันต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ประชาชนคนไทยต้องรับ จบแบบเดิมหรือเปล่า พอเกิดปัญหาทีก็พึ่งพาใครไม่ได้ ต้องดูแลตัวเองแล้ว ดูแลตัวเองอยู่ ดูแลตัวเองต่อ ขอบคุณค่ะ