พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อธิบายว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยแพงกว่าประเทศอื่นเนื่องจากภาษีสรรพสามิตและภาษีบำรุงท้องถิ่น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกแทนนะครับ ท่านติดภารกิจ วันนี้มีพิธี ๗๒ พรรษา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ สิ่งที่ท่านได้พูดถึงนี้ ความห่วงใยที่ท่านได้พูดถึงไม่ได้ต่างจากที่ผมเป็นห่วงเลยนะครับ ก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนี้ผมก็คงไม่ต่างกับประชาชนทั่วไป เราก็ไม่รู้เรื่องละครับ ว่าอะไรคืออะไร ถึงเวลาเราก็ต้องไปจ่ายค่าน้ำมัน เราก็ต้องไปเติมน้ำมัน เข้าไปเติมที่ปั๊ม เขาขึ้นราคาเท่าไรเราก็จ่ายไปเท่านั้น วันนี้ขึ้น พรุ่งนี้ลง มะรืนขึ้นอีกแล้ว ก็ไปอ้างราคา ตลาดโลก เราไม่เคยรู้ครับ ผมก็ไม่เคยรู้ครับเมื่อก่อนว่าน้ำมันมันคืออะไร เท่าไร ปัญหา มันเหมือนกับจะแก้ด้านซ้ายก็มาเจอด้านขวา แก้ด้านขวาก็ไปเจอด้านซ้าย พอผมมาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมก็เห็นปัญหาต่าง ๆ ก็คิดเหมือนที่ท่าน ขออภัยเอ่ยนาม ท่านศุภโชติพูดว่าปัญหาต่าง ๆ ที่มันเป็นประเด็นมาจนถึงวันนี้ รวมถึงภาระของกองทุน น้ำมัน มันไม่เคยมีใครคิดจะแก้ปัญหาเลยครับ ท่านพูดถูกเลยครับ มันถึงต้องเป็นแบบนี้ เพราะกฎเกณฑ์กติกาที่เรากำหนดเอาไว้กว่า ๔๐ ปี จริง ๆ เกือบ ๕๐ ปีแล้วด้วย มันเป็น มาแบบนี้ โดยที่ไม่เคยมีใครคิดจะปรับปรุงแก้ไข ก็ใช้กันแต่กองทุนน้ำมัน ผมไม่เคยสนใจ ภารกิจด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อเป็นรัฐมนตรีก็ต้องสนใจ ผมถึงได้รู้ว่าค่าน้ำมันที่ท่านพูดไป เมื่อสักครู่ ๓๘ บาท ๔๐ บาท แก๊สโซฮอล์ แล้วดีเซลตอนนี้ก็ตรึงอยู่ ๓๓ บาทนี้ แท้ที่จริงแล้ว เนื้อน้ำมันมันเท่ากันเกือบทุกประเทศเลยครับ อย่าว่าแต่ประเทศไทยหรือว่ามาเลเซีย หรือว่าอินโดนีเซีย สิงคโปร์ เนื้อน้ำมันแท้ ๆ ประมาณไม่เกิน ๒๐ บาทเศษ ๆ ต่อลิตร เท่านั้นเองครับ ทุกประเทศเหมือนกันหมด แต่ราคาที่ขายที่หน้าปั๊มแต่ละประเทศที่ต่างกัน ก็อยู่ที่นโยบายรัฐบาลและวิธีการจัดการ และที่สำคัญคือการเก็บภาษีจากรัฐบาล มันเลย ทำให้ราคาปลายทางต่างกัน แต่ว่าประเทศไทยนี้มีพิเศษกับประเทศในภูมิภาคของเรา นิดหนึ่งครับ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานี้ราคาแก๊สโซฮอล์หรือเขาเรียกว่า เอทานอล กับไบโอดีเซลที่ใช้ไปผสมเป็นเบนซิน แก๊สโซฮอล์กับดีเซล สมัยก่อนราคามันถูกกว่าน้ำมัน นโยบายก็คือช่วยเกษตรกรแล้วก็เอามาผสมกับน้ำมัน เพื่อให้ได้น้ำมันมากขึ้นและราคาถูกลงเพราะเอาของถูกมาผสม นโยบายวันนี้ก็ยังอยู่ครับ แต่ว่าปัจจุบันราคา ๒ ตัวนี้มันกลายเป็นว่ามันแพงกว่าน้ำมัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราต้อง เอาของที่แพงกว่ามาผสมของที่ถูกกว่ากลับทางกันแล้วครับ ซึ่งประเทศอื่นตรงนี้ไม่มี เพราะฉะนั้นเนื้อน้ำมันของเราวันนี้โดยเฉลี่ยประมาณ ๒๑ บาทกว่า เพราะมี ๒ สูตรนี้มาผสม นี่คือเนื้อน้ำมันครับ พอหลุดจากเนื้อน้ำมันไปทีนี้ก็ภาษีแล้วครับ เราก็ต้องดูว่าภาษีตัวนี้ เราจะเอาอะไร ถ้าเราจะช่วยประชาชนเราก็ต้องเก็บเอาที่พอสมควร แต่ถ้าเราต้องการ หารายได้เข้ารัฐก็ต้องเก็บเยอะ ๆ มันสวนทางกันครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะอยู่ ในความพอดี ปัจจุบันผมเข้าใจว่าท่านศุภโชติ ขออภัยเอ่ยนามท่าน ท่านติดตามเรื่องพลังงาน มาตลอด ผมก็ชื่นชมท่านตรงนี้อยู่ ท่านคงจะรู้นะครับว่าในภูมิภาคเรา ภาษีที่เก็บจากน้ำมัน ที่เรียกว่า สรรพสามิตมีแค่ ๓ ประเทศ คือประเทศไทย สิงคโปร์และเวียดนาม ประเทศไทย เก็บสรรพสามิต ณ ปัจจุบัน ๕.๙๙ บาท สิงคโปร์ ๕.๕๔ บาท เวียดนาม ๑.๗๐ บาท ของเรา ๕.๙๙ บาท สิงคโปร์ ๕.๕๔ บาท แต่รายได้ประชากรต่อหัวของประชากรสิงคโปร์ ๗,๐๐๐ กว่าบาทเกือบ ๘,๐๐๐ บาท ของเราแค่ ๗๐๐ กว่าบาทพูดง่าย ๆ ๑๐ เท่าตัว แต่ภาษีสรรพสามิตเรา ๕.๙๙ บาท ของเขา ๕.๕๔ บาท ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่าย ๆ ถ้าของเขารายได้เฉลี่ยต่อหัวเท่าของเราคือแค่ ๗๐๐ กว่าบาท สรรพสามิตเขาแค่ ๕๐ สตางค์เอง ท่านเห็นไหมครับว่าภาระส่วนที่ท่านพูดตรงนี้มันคืออะไร ของเราพิเศษอีกครับ นอกจากภาษี สรรพสามิตมีภาษีบำรุงท้องถิ่นอีก ปัจจุบันอีก ๖๐ สตางค์ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เข้าไป ๖.๕๐ กว่าบาทแล้ว พอหลุดจากตรงนี้ก็ไปเจอแวต แล้วก็เงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน แล้วพอ ผู้ค้าน้ำมันจ่ายภาษีตรงนี้ไป ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไป เอาไปขายให้ปั๊มน้ำมันไปโดนภาษีอีกรอบครับ เพราะฉะนั้นระบบภาษีของเราที่เก็บจากน้ำมันประชาชนต้องแบกภาระ ๒ ต่อครับ ตรงนี้ละ ครับ ที่เพิ่มมาอีกประมาณเกือบ ๒๐ บาทที่ท่านบอกว่าราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์มันเกือบ ๔๐ บาทวันนี้ และดีเซลถ้าไม่ตรึงไว้มันไม่ใช่ ๓๓ บาท มันเกินไปแล้ว แต่ถ้าให้ประชาชน จ่ายเนื้อน้ำมันแท้ ๆ มันแค่ ๒๐ กว่าบาทเท่านั้นละครับ ปัญหาตรงนี้ในอดีตที่ผ่านมาผมจะ เรียนท่านครับว่า เราก็ใช้บริหารจัดการโดยใช้ที่เรียกว่า กองทุนน้ำมันมากว่า ๔๐-๕๐ ปี ผมไม่เข้าใจเลยครับ สำหรับผมนี่ผมไม่คิดว่าการใช้เงินมายันน้ำมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หลายคน มาพูดมาบอกว่าน้ำมันมาเลเซียทำไมถูกกว่าเรา เขาขายลิตรละ ๑๐ กว่าบาท ในขณะที่ของเรา ๓๐-๔๐ บาท ที่มันถูกกว่าเพราะว่าทางมาเลเซียเขามีธุรกิจน้ำมัน เขาขุดน้ำมัน เขาเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน เขามีรายได้จากน้ำมัน เขาจัดงบประมาณประจำปีเหมือนที่เราจัด อยู่ตอนนี้ปี ๒๕๖๘ เขาจัดภาษีตรงนี้มาชดเชยค่าน้ำมันให้ประชาชนปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าท่านจัดงบประมาณให้ผมแบบนี้ ผมก็ไม่ต้องใช้กองทุนน้ำมัน แต่เราทำไม่ได้อย่างไร แต่ว่าอย่างนี้ท่านเชื่อไหมครับว่า ผมคิดว่า ท่านก็รู้แล้วนะวันนี้มาเลเซียก็ไปไม่ไหวแล้วครับ เลิก ขณะนี้น้ำมันดีเซลที่มาเลเซียขึ้นมา ทีเดียว ๑๐ กว่าบาทเลย เพราะเขาเลิกตรงนี้ ไปไม่ไหวเหมือนกันเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ระบบแบบกองทุนน้ำมันที่ใช้เงินมายันกับเงินกับน้ำมัน สุดท้ายมันจะทำให้ไปไม่ได้ แต่ถ้าเรา ปล่อยให้สภาวะมันเป็นไปตามธรรมชาติ ประชาชนก็ต้องแบกราคา ต้องคิดครับว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ทีนี้สำหรับประเทศไทยในอดีตกองทุนน้ำมันไม่ได้มีกฎหมายรองรับแบบปัจจุบันนะครับ ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่งออกเมื่อปี ๒๕๖๒ แต่ก่อนหน้านั้น กองทุนน้ำมันจัดตั้งและเกิดขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำสั่งสุดท้าย ๔/๒๕๔๗ ได้กำหนดให้การดูแลรักษาราคาน้ำมันให้กระทรวงพลังงาน ผมใช้คำว่า กระทรวงพลังงานนะครับ มี ๒ ด้าน ๑. คือให้กระทรวงพลังงานสามารถดูแลราคาน้ำมันได้โดยวิธีกำหนดเพดานภาษีครับ และ ๒. เอาเงินจากกองทุนน้ำมัน เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ผ่านคณะกรรมการที่ดูแลจึงเป็นคนกำหนดเพดานภาษีครับ แต่ไม่ใช่เป็นคนเก็บนะ คนเก็บ ก็คือกระทรวงการคลัง แต่ให้กระทรวงพลังงานเป็นคนกำหนดเพดานว่าภาษีควรจะเป็น เท่าไร ประชาชนจะได้ไม่ต้องแบกมากเกินไป ขณะเดียวกันรัฐก็มีรายได้ แต่ว่ากฎหมาย กองทุนน้ำมันที่ออกมาใหม่ไปตัดอำนาจตรงนี้ออก เหลือแต่ต้องใช้เงินอย่างเดียว นี่ละครับ คือเป็นสาเหตุที่จะให้ทำไมหนี้กองทุนน้ำมันหรือว่าเงินที่เกินวงเงินเกินบัญชี เกินอะไรต่าง ๆ เป็นหนี้ที่ท่านพูดมันทะลุขึ้นมา ณ วันที่รัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่ เงินกองทุนน้ำมันเป็นหนี้อยู่ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะไม่สามารถกำหนดเพดานภาษีได้ ต้องใช้เงินอย่างเดียวจาก กองทุนน้ำมัน ทำให้ยอดภาระตรงนี้พุ่งขึ้นมาแล้ว ๕๐,๐๐๐ เกือบ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วหลังจากนั้นจนมาวันนี้ถึงได้ขึ้นมาตัวเลขที่ท่านว่า ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้น มันขึ้นมาจากช่วงที่รัฐบาลนี้มารับหน้าที่ตีเสียประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็มาจากปัญหา ที่ว่าเหลือขาเดียวอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่ผ่านมาที่ผมเรียนว่ามัวแต่ไปใช้เงินยันกัน อยู่แบบนี้ ไม่คิดวิธีการอื่น เหมือนที่ท่านบอกว่าไม่คิดหรือ นั่นละครับ ผมถึงคิดเหมือนท่าน อย่างไรว่าไม่คิดกันบ้างหรืออย่างไร วันนี้ผมกำลังคิดแล้วครับ และผมกำลังทำ เราจะทำอะไร ไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีกฎหมาย ผมเชื่อว่าท่านเองก็คงเคยไปดูกฎหมายกองทุนน้ำมัน ตรงนั้นท่านดูสิครับ มีอำนาจตรงไหนให้กระทรวงพลังงานหรือรัฐมนตรีพลังงานทำอะไร ได้บ้าง ไม่มีเลยครับ ผมพูดเปรียบเทียบมาตลอดครับ มาม่าจะขึ้นราคายังต้องขออนุญาต ต้องรู้ต้นทุน น้ำมันขึ้นได้เองทุกวัน ต้นทุนก็ไม่เคยรู้ ผมเพิ่งเป็นคนแรกที่ประกาศให้แจ้ง ต้นทุนราคาน้ำมัน ซึ่งแจ้งมาแล้ว ทำให้ผมได้รู้ปัญหาอีกหลายเรื่อง แต่ทางเอกชนที่เป็น เจ้าของข้อมูลเขาบอกต้องเป็นความลับ ผมก็พูดไม่ได้ แต่ผมได้ข้อมูลมาเพื่อจะแก้ไขปัญหา ต่อไป สิ่งที่ผมกำลังทำตอนนี้ถ้าท่านถาม ผมกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายน้ำมันใหม่ครับ เพื่อให้ปัญหาที่ท่านพูดเหมือนที่ผมทราบแล้วผมเป็นห่วงเหมือนท่าน มีวิธีการอื่นที่จะมา แก้ไขปัญหาของกองทุนน้ำมันและวิธีการที่จะดูแลปัญหาตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ๔๐-๕๐ ปีไม่มีใครมาลองทำ ครั้งนี้ผมจะได้ลองทำเหมือนที่ท่านพูด ก็ขอให้เมื่อมีกฎหมายเข้า ท่านก็ช่วยสนับสนุนด้วยแล้วกันนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ