วันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงวาระกระทู้สด-ห่วงธุรกรรมการเงินไทย-เมียนมา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วันมูหะมัดนอร์ มะทา แถลงความพร้อมขององค์ประชุมก่อนเปิดการประชุม พร้อมชี้แจงขั้นตอนการตั้งกระทู้ถามสด และตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ในการตรวจสอบธุรกรรมการเงินระหว่างไทยกับเมียนมาที่อาจถูกใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงจุดยืนและสั่งการอย่างชัดเจนเพื่อรักษาภาพลักษณ์และมาตรฐานการเงินของประเทศ ก่อนกล่าวขอบคุณและเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขึ้นชี้แจงในที่ประชุม

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เป็นอันจบ ข้อปรึกษาหารือของท่านสมาชิกแล้วนะครับ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๕ คน

เรียนท่านสมาชิก ทุกท่าน ขณะนี้มีสมาชิกได้มาลงชื่อเพื่อเข้าประชุมจำนวน ๓๑๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุม ผมจึงขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา

ซึ่งวันนี้มีทั้งหมด ๓ กระทู้ และท่านรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะตอบทั้ง ๓ กระทู้ ก่อนที่จะถามผมก็ขอเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ที่จะถาม ต่อท่านรัฐมนตรีที่จะตอบด้วยว่า กระทู้หนึ่งในกระทู้สดนั้นมีเวลาตามข้อบังคับ ๓๐ นาที ผู้ถามก็จะถามได้ ๓ คำถาม ในเวลา ๑๕ นาที ท่านรัฐมนตรีก็ต้องตอบในเวลา ๑๕ นาทีทั้ง ๓ คำถามเช่นเดียวกันนะครับ ต่อไปเป็น กระทู้ถามที่ ๑.๑.๑

๑. นายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม

นายรังสิมันต์ โรม ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งมาว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ จึงขอเชิญคุณรังสิมันต์ โรม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบท่านมาริษ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาตอบแทน ก็หวังว่าจะเป็นการตอบที่ให้ความชัดเจนถึงจุดยืนของรัฐบาลนี้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่ท่านจะได้แสดงถึงจุดยืนของประเทศไทย ของรัฐบาลนี้ เมื่อเราไปพิจารณา ถึงเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าว เราจะพบว่ารายงานนี้ได้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมา ได้มีการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจนสามารถซื้ออาวุธไปใช้ในการสังหารประชาชนชาวเมียนมา ผ่านระบบธนาคารของประเทศไทย โดยที่แต่เดิมธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ทหารเมียนมาอย่างธนาคาร MFTB และ MICB ธนาคารเหล่านี้จะถูกองค์กรที่เรียกว่า สำนักงาน ควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐหรือ OFAC คว่ำบาตรไป ตั้งแต่ตุลาคม ๒๐๒๓ ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถที่จะทำธุรกรรมเหล่านี้ ได้อีกต่อไป เนื่องจากการทำธุรกรรมจากเมียนมาซึ่งถูกประกาศเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตามประกาศของ FATF ธุรกรรมต่าง ๆ ที่ทำระหว่างไทย เมียนมาจะต้องมีการทำ EDD ตาม หลักเกณฑ์ของ ปปง. ซึ่งหลักเกณฑ์หนึ่งก็คือ ธนาคารจะต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อ ประเมินว่าธุรกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ก็ได้มีการยอมรับว่า SDN List ที่ OFAC ประกาศคว่ำบาตร ตลอดจนข้อมูลการคว่ำบาตร จากประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือ EU ธนาคาร จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาความเสี่ยงในการทำธุรกรรม แต่อย่างไรก็ดี ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานของปี ๒๐๒๔ คือมีธนาคารหนึ่ง ผมไม่ขอ เอ่ยนาม ปรากฏว่าธนาคารนี้มีมูลค่าการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเมียนมา เกี่ยวกับเรื่องที่ผมกำลัง พูดถึงนี้เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีอีกธนาคารหนึ่ง ไม่ใช่ทุกธนาคารของประเทศไทยที่ธุรกรรมเหล่านั้น กลับปรับลดลง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราพิจารณาจากข้อมูล การคว่ำบาตร ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของ ปปง. ธนาคารฝั่งประเทศไทยจะต้องปฏิเสธการทำ ธุรกรรม และยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทดังกล่าว ดังนั้นครับท่านประธาน การที่ กระบวนการตรวจสอบ EDD ของธนาคารไทยมีความลักลั่น ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนี้ จะส่งผลต่อมาตรฐานทางการเงินของไทยหรือไม่ ทั้งที่ในปี ๒๐๒๗ ประเทศไทยจะต้องถูก FATF ประเมินว่าระบบธนาคารของไทยยังได้มาตรฐานหรือไม่ ทั้งนี้ท่านประธานครับ ยังไม่นับรวมว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้เปลี่ยนมาใช้บริษัทที่ยัง ไม่ถูกคว่ำบาตรจาก OFAC เพื่อมาทำธุรกรรมกับธนาคารของประเทศไทย รวมทั้งเปิดบริษัท นายหน้าหรือบริษัท Nominee ซึ่งในรายงานปี ๒๐๒๔ ก็ได้บอกว่าบริษัทไทยอย่างน้อย ๒ บริษัท ได้แก่ CB Energy และตะวันออยล์ อาจเป็น Nominee ของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ถูกนำมาใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และในส่วนของธนาคารครับ ก็ปรากฏชื่อ ของธนาคาร MEB MADB ที่รัฐบาลทหารเมียนมาเลือกใช้บริการแทนธนาคารที่ถูกคว่ำบาตร โดยที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นธนาคารของประเทศไทยได้ยอมรับในกรรมาธิการ ความมั่นคงว่า บัญชีของ MEB ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบันแต่มีมูลค่าไม่มาก ซึ่งเรื่องนี้ เรื่องมูลค่ามากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญก็คือมันมีการใช้ Transaction ลักษณะนี้ในการไปเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ผ่านระบบธนาคารของพวกเรา ดังนั้นประเทศไทย จึงไม่ควรที่จะมีความสัมพันธ์หรือสานสัมพันธ์ เพราะจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ จึงขอถามท่านรัฐมนตรีครับ ถามท่านว่าความชัดเจนด้าน นโยบายจากรัฐบาล ขอความชัดเจนในเรื่องนี้ ท่านสามารถให้ความชัดเจนได้หรือไม่ว่าจุดยืน ของรัฐบาลเรื่องนี้คืออะไร ในการประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐที่ผ่านมา เราได้รับ สัญญาณบวกนะครับ จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล เราพบว่าหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ เป็นการ ส่งสัญญาณที่บวกมาก ประเด็นปัญหาก็คือว่าแม้ทั้ง ๒ หน่วยงานจะมีความตั้งใจ แต่หาก รัฐบาลไม่สามารถให้คำยืนยันหรือมีข้อสั่งการที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้ไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และทบทวนกฎเกณฑ์ที่มี หน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอย่างที่ควร จะเป็นได้ ผมเชื่อนะครับว่าหน่วยงานของรัฐพร้อมที่จะสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลทหารเมียนมาใช้ ธุรกรรมทางการเงินของประเทศไทยเพื่อซื้ออาวุธไปใช้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผมจึงอยาก จะทราบครับว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรต่อจากนี้ รวมถึงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการ อะไรไปแล้วบ้าง เพื่อตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ปรากฏในรายงานดังกล่าว ท่านได้ตรวจสอบ ไปแล้วหรือยัง หากตรวจสอบแล้วมีผลการตรวจสอบอย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ