วรวัจน์ สนับสนุน Digital Wallet ชูกระจายรายได้-กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สนับสนุนโครงการ Digital Wallet ภายใต้งบประมาณปี 2567 จำนวน 122,000 ล้านบาท โดยมองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การแจกเงินแบบรัฐสวัสดิการ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการในอดีตเพื่อยืนยันแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก และเน้นย้ำความจำเป็นของโครงการในการแก้ไขวิกฤติหนี้ครัวเรือนและเสริมสภาพคล่องให้ประชาชนผ่านการหมุนเวียนของเงินในระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ จำนวนเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณจำนวนนี้ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วนะครับ จริง ๆ แล้วรัฐบาล ตั้งใจจะมาดำเนินโครงการ Digital Wallet แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่าโครงการ Digital Wallet คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ Digital Wallet เป็นนวัตกรรมทางการเงินจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน แล้วก็สร้างรายได้ให้กับประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ แนวคิดของโครงการ Digital Wallet ไม่เหมือนกับแนวคิดของคำว่ารัฐสวัสดิการ ที่คิดว่าพอไปเป็นรัฐบาลแล้ว ต้องไปหาเงินเอามาแจก แจกแล้วก็แจกอีก ปีนี้แจกปีหน้าแจก แจกแล้วก็แจกอีก แจกเท่าไร ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นครับ เพราะนั่นคือเป็นการแจกเงินไปเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำให้ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ไม่เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินโครงการ เรื่อง Digital Wallet ที่จริงต้องบอกว่าท่านที่อภิปรายบอกว่าโครงการ Digital Wallet ทำได้อย่างไร เอาเงินที่ไหน จะทำอย่างไร ท่านต้องมาศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นท่านไม่มีสิทธิที่จะไปพูดโครงการของรัฐสวัสดิการ ซึ่งใช้เงินมากกว่านี้ และใช้ทุกปี และมีแต่จ่ายออกไม่มีรับเข้าเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ท่านต้องศึกษานะครับว่า วันนี้รัฐบาลเขาทำอย่างไร ไม่อย่างนั้นท่านจะไม่มีโอกาสที่จะมาตอบโต้เลยครับว่า นี่เป็นโครงการที่ท่านก็ยังไม่เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร ต้องกราบเรียนนะครับ โครงการ Digital Wallet เป็นนวัตกรรมทางการเงินในการบริหารการเงินภาครัฐครับ ซึ่งใหม่มาก มีการใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นการสร้างระบบเงินหมุนเวียนให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะมี การบริหารจัดการเป็นระบบอยู่ในระดับจังหวัด อำเภอ กระจายไปทั้งประเทศ ไม่ใช่แจกไปทั่ว ไม่มีเป้าหมายไม่ใช่ครับ เขามีเป้าหมาย เขาวิธีการ เขามีระบบ เขามีแผนกำกับ ท่านอาจจะถามว่า แล้วระบบนี้แตกต่างจากระบบการแจกเงินหรือการใช้จ่ายเงินอย่างไร ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ต้องมาดูข้อเท็จจริงของการใช้งบประมาณ ในช่วงที่ผ่านมาของหลาย ๆ รัฐบาล ส่วนใหญ่รัฐบาลเป็นรัฐบาลแล้วก็จะใช้จ่ายงบประมาณ ใส่ลงไปตามหน่วยงานของรัฐแล้วเอาไปดำเนินโครงการกับพี่น้องประชาชน บางโครงการ เหมือนจะได้ใช้นะครับ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประชาชนเท่าที่ควร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟัง ประวัติศาสตร์เรื่องของการทำนวัตกรรมทางการเงิน ที่เคยเกิดขึ้น ขออนุญาตย้อนกลับไป ท่านประธานคงจำได้ในสมัยประมาณปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล เป็นครั้งแรกครับ แล้วก็เริ่มนำนวัตกรรมทางการเงิน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ท่านคิดใหม่มากครับ ท่านคิดแตกต่างจากรัฐบาล ในอดีตทั้งสิ้นเลย ท่านเริ่มแนวคิดในการบริหารการเงินภาครัฐ โดยท่านบอกว่าจะมีการรดน้ำ ต้นไม้หรือว่าที่ราก ก็คือการใส่เงินลงไปสู่พี่น้องประชาชนโดยให้ผ่านหน่วยงานของรัฐน้อยที่สุด ท่านประธานคงจำได้นะครับ ช่วงนั้นเราพูดกันถึงเรื่องโครงการกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ตอนนั้นมีแต่เสียงคัดค้านครับ เอาเงินที่ไหน เป็นไปได้อย่างไร โครงการหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แล้วเป็นอย่างไรครับ พรรคไทยรักไทยทำสำเร็จครับ แล้วโครงการกองทุนหมู่บ้านเป็นหนึ่งในโครงการที่ครองใจพี่น้องประชาชนมาจนถึง ทุกวันนี้ครับ นั่นเป็นการเริ่มต้นใส่เงินลงไปที่พี่น้องประชาชนให้ประชาชนบริหารเอง แต่นั่นบริหารในระดับหมู่บ้าน นอกจากนั้นหลายท่านคงยังจำได้ครับ โครงการอย่าง SML คือโครงการหมู่บ้านขนาดเล็ก หมู่บ้านขนาดกลาง หมู่บ้านขนาดใหญ่ ใส่เงินลงไปที่หมู่บ้าน ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณเอง ดีไหมครับ ดีครับ พี่น้องประชาชนชอบ รวมไปถึงโครงการที่ลงไปดูแลพี่น้องประชาชนโดยตรงเลย สมัยก่อนพี่น้องประชาชนมีปัญหา เรื่องการรักษาพยาบาล ใครป่วยไปโรงพยาบาลทีหนึ่งก็ใช้จ่ายเม็ดเงินหมดเนื้อหมดตัว กู้หนี้ ยืมสิน ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคิดโครงการครับ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ยังจำได้ไหมครับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศบอกว่าเป็นโครงการที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะดูแลพี่น้อง ประชาชนที่รากเลย รวมถึงยังมีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ลงไปกระตุ้นที่ราก กระตุ้นที่ชุมชนให้เกิดการผลิตสินค้าทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน รายได้หมุนเวียนสะพัด สร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนเป็นกอบเป็นกำ แต่ตอนนั้นก็มีคนไม่เข้าใจเหมือนช่วงนี้เลยครับ มันทำอย่างไร เป็นไปได้อย่างไร เขาจะบริหารอย่างไร เอาเงินที่ไหน คิดเหมือนกันเลยครับ แต่ขอโทษครับ วันนี้เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการที่สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชน แล้วโครงการ Digital Wallet เป็นอย่างไรครับ เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างไร แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรกับโครงการนี้ ท่านต้องตั้งใจฟัง โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่จะใช้เม็ดเงินผ่านโครงการ Application ทางรัฐของรัฐบาล จะรวมพี่น้อง ประชาชนทั้งหมดมาอยู่ในโครงการนี้ ใช้จ่ายเม็ดเงินไปที่คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป ซึ่งเริ่มมีศักยภาพ ในการใช้จ่ายเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน ซึ่งประชาชนทุกคนจะเป็นทั้งผู้ใช้จ่ายเม็ดเงิน จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะที่เขาจ่ายออกไปครับ มี ๒ ขา ขณะที่จ่ายออกไปแล้ว ในขณะเดียวกันคนอื่นก็จะนำเงินมาจ่ายให้เขาเหมือนกัน เขาก็จะรับเงินจากที่อื่นลงมา รับเงินจากหลาย ๆ ที่มา ไม่ใช่การจ่ายขาดนะครับ เพราะมันเป็นระบบ มันหมุนเวียน เงินที่จะมาหมดจากที่ทุกที่ มาหมดเลยครับ มาจากทุกที่เลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจ่ายไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วหมดนะครับ ในขณะที่จ่ายออกไปแล้ว เขาเป็นทั้งผู้จ่ายและเป็นทั้งผู้รับด้วยครับ สุดท้ายเม็ดเงินก้อนนี้ก็จะใหญ่พอที่เขาจะนำไป ลงทุนทำโน่นทำนี่ บ้านหนึ่งมี ๕ คน มี ๑๐ คน ก็มี ๕๐,๐๐๐ บาท มี ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีการค้าขาย มีการรับเงินกลับเข้ามาอีก ผมว่าเงินนี่เขาหมุนอย่างเป็นระบบ แล้วเงินหมุน เป็นระบบนี่เป็นอย่างไรครับ เมื่อหมุนมากขึ้น ๆ มากขึ้น รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษี เก็บมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เราเอาเม็ดเงินภาษีนั้นครับ เอาไปจ่ายคืนโครงการ Digital Wallet มันจะหมุนกันอย่างเป็นระบบ นี่คือการบริหารการเงินภาครัฐเป็นระบบครับ ไม่ใช่รายจ่าย ไม่เหมือนที่ท่านคิดครับ รัฐสวัสดิการ แบบนั้นใช้เท่าไรมันก็ไม่มีวันที่ จะเพียงพอ รัฐจ่ายทุกปีด้วย จ่ายมากกว่านี้ด้วยครับ ถึงบอกว่านวัตกรรมทางการเงิน ที่ท่านต้องทำความเข้าใจ ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมานี้ผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า เกิดจากการใช้จ่ายเงินเม็ดเงินของภาครัฐเป็นลักษณะ Top Down นะครับ เป็นโครงการ ที่จ่ายไปแล้วไม่สร้างรายได้ให้เกิดกับพี่น้องประชาชน และสิ่งที่เกิดขึ้นมาคืออะไรครับ ท่านประธาน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประชาชนก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอ ในการใช้จ่ายแล้วก็เกิดหนี้สินขึ้นมาเยอะ ตลอด ๑ ปีที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ เราเห็นปัญหามากมายที่สะสมอยู่มาจากอดีต วันนี้โดยสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้หมุนอย่างเป็นระบบด้วย จำเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานทราบไหมครับ จากข้อมูล ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือว่า Credit Bureau เขาบอกว่า ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ของคนไทยมีหนี้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนอกจากนั้นครับ กลุ่มที่มีหนี้เกิน ๑ ล้านบาท มีถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมที่ผ่านมาคนไทยมีรายได้ที่น้อยลง แล้วมีหนี้สินเพิ่มเกือบ ๒ เท่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ แล้วปัจจุบันนี้ที่ผ่านมานั้น ปริมาณหนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ และมีโอกาสขึ้นไปแตะถึงร้อยละ ๙๑ ของ GDP ครับ ท่านประธาน สูงมากนะครับ นี่คือปัญหาเรื่องหนี้ของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ทำให้พี่น้องประชาชนขาดสภาพคล่องไม่สามารถสร้างรายได้มาใหม่ได้ การเงินติดขัดหมด ไปดูพี่น้องประชาชนวันนี้สิครับ ลำบากมากนะครับ ไม่มีเงินติดขัดหมดครับ แล้วจะจับจ่ายใช้สอยอย่างไร หมุนเวียนอย่างไร ไปไม่ได้เลย แล้วนอกจากนั้น ๒ ใน ๓ ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่เอาไปแล้วไม่สร้างรายได้ และกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็น ๒ กลุ่มที่มีสัดส่วนของภาระหนี้ต่อรายได้สูงที่สุดครับ สูงอย่างไรครับ ท่านประธานครับ โดยเฉลี่ยในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรอยู่ที่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าหารายได้มา ๑๐๐ บาท ต้องไปจ่ายหนี้แล้ว ๓๔ บาท ผู้มีรายได้น้อยถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือหามาได้ ๑๐๐ บาท ต้องไปจ่ายหนี้ถึง ๔๑ บาท แล้วมันจะเพียงพอได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการสร้างรายได้ใหม่ ให้กับพี่น้องประชาชนโดยรดน้ำที่ราก คือให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ดำเนินการสร้างรายได้เอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ แล้วเราก็มีประวัติศาสตร์นะครับ เราก็มีสิ่งที่รัฐบาลในอดีต เช่น พรรคไทยรักไทยทำสำเร็จมาแล้วนะครับ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะดำเนินการแก้ไข ปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน โครงการ Digital Wallet ก็คือ โครงการใส่เม็ดเงินไปในมือของพี่น้องประชาชนทุกคนที่อยู่ในวัยที่พร้อมจะทำงานครับ ท่านประธาน ซึ่งผู้จ่ายออกไป ๑๐,๐๐๐ บาท ก็มีโอกาสเป็นผู้รับเช่นกัน แล้วก็จะเชื่อมโยง ไปเรื่อย ๆ เป็นระบบ ๆ ระบบ อยู่ในวงจรย่อย ๆ ในระดับจังหวัด อำเภอ ไม่หมุนเวียน กลับมาสู่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นจะหมุนหลายรอบมากครับ หมุนไปหมุนมาอยู่ในระบบ นี่คือ การสร้างรายได้ที่ท่านต้องทำความเข้าใจนะครับ นี่คือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ที่ท่านต้อง ทำความเข้าใจนะครับ แล้วแน่นอนครับ ท่านบอกว่าจ่ายเงินออกไปแล้วเงินมาที่ไหน เดี๋ยวพอจ่ายหมุนหลายรอบเข้า หลายรอบเข้า คนมีเงิน มีรายได้ มีกำไรเยอะ ๆ เดี๋ยวรัฐบาล ก็มีเม็ดเงินภาษีกลับคืนมาเอง ผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า ในปี ๒๕๕๖ จากการที่ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลช่วงนั้นครับ เราสามารถเก็บภาษีได้ถึงร้อยละ ๑๘.๔๔ ของ GDP ในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ และพอหลังจากนั้นถูกปฏิวัติการเก็บภาษีก็ ลดลง ๆ ลดลง ลงเหลือแค่ ๑๕.๗๑ ต่ำลง เพราะฉะนั้นครั้งนี้ถ้าเรากระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนเดิม แน่นอนครับ อนาคตรัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ โครงการ Digital Wallet นี้ก็ยังทำให้ทุกคนมีบัญชีส่วนตัว ไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยธนาคาร เหมือนอย่างในปัจจุบัน สามารถโอนต่อกันไปได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม โอนกันข้ามไปได้ ทั่วโลก ปัญหาพวก Call Center ที่อยู่นอกระบบเหมือน Application ทางรัฐของรัฐบาล ก็จะไม่มีโอกาสมาฉ้อโกงพี่น้องประชาชน เป็นการปิดโอกาสหลาย ๆ อย่าง ทำให้เกิด ความมั่นคงทางการเงิน เกิดความปลอดภัยทางการเงินมากขึ้นครับ แล้วพี่น้องประชาชนก็ เอาเม็ดเงินเหล่านี้ไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สร้างรายได้กลับเข้ามาได้ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากให้พวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พี่น้อง ประชาชนไว้วางใจมานี้ได้มองเห็นประโยชน์จากการใช้จ่ายเม็ดเงินในโครงการ Digital Wallet นะครับ ขอได้โปรดคำนึงถึงหนี้ครัวเรือนและวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ในปัจจุบัน พวกเราเป็น สส. ที่ประชาชนเลือกมา ผมอยากให้ทุกท่านได้มองเห็นประโยชน์ แล้วก็ร่วมกันสนับสนุนการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาลในครั้งนี้ครับ ผมอยากให้ ท่านปล่อยวางความคิดที่จะคัดค้าน คิดถึงความลำบากของพี่น้องประชาชนบ้าง เขารอเงิน เม็ดนี้อยู่นะครับ ขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่วันนี้ท่านตั้งใจทำโครงการนี้ แม้จะได้รับแรงกระแทก ได้รับเสียงกล่าวถึงแต่ว่าท่านตั้งใจ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านทำนี้จะเกิด ประโยชน์อเนกอนันต์ต่อพี่น้องประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ในอนาคตต่อไป เหมือนเช่นสมัยของพรรคไทยรักไทย เหมือนเช่นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เหมือนเช่นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เคยได้ทำไว้ กราบเรียนท่าน สส. ทุกท่านนะครับ ขอความกรุณาช่วยสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล เพื่อทำโครงการ Digital Wallet ในครั้งนี้ด้วยครับ โปรดคิดถึงพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ เราจะแก้หนี้ด้วยการสร้างรายได้ Digital Wallet จะแก้วิกฤติให้กับประเทศ ขอบคุณครับ