ศศินันท์ ชี้คดีตากใบหมดอายุความ ตอกย้ำวัฒนธรรมพ้นผิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ อภิปรายญัตติกรณีคดีตากใบเรียกร้องความยุติธรรมก่อนหมดอายุความ เน้นย้ำความรับผิดชอบของรัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเรียกร้องไม่ให้ปล่อยให้ความรุนแรงโดยรัฐถูกละเลยซ้ำรอย

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคประชาชนค่ะ และอดีตทนายความสิทธิมนุษยชนค่ะ วันนี้ขอร่วมอภิปรายญัตติเกี่ยวกับ เรื่องของเหตุการณ์ตากใบที่จะสิ้นสุดหมดอายุความในคืนนี้ ท่านประธานคะ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ตากใบเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่รัฐได้มีการ ใช้ความรุนแรงกับประชาชนจนนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมาก คดีตากใบทั้ง ๒ คดีที่มีการฟ้องรัฐ อาจจะนำไปสู่การคืนความยุติธรรมให้แก่บรรดาญาติ ของผู้เสียชีวิตและไม่สานต่อวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลของการใช้ความรุนแรง โดยรัฐ ต่อประชาชน และอาจนำไปสู่เงื่อนไขในการลดความขัดแย้งในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังจะหมดอายุความลง สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดแบบ ไม่มีสิ้นสุดในประเทศไทย มองย้อนไปตั้งแต่เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม และอาจจะมองยาวไปถึง คดีการเมืองอีกหลายคดีในอนาคต ภาพของประชาชนที่ถูกไพล่หลังมัดข้อมือนอนราบไปกับพื้น มันต่างอะไรกับเหตุการณ์ ๖ ตุลาคะ ภาพของประชาชนที่ถูกไพล่หลังมัดข้อมือนอนราบ ไปกับพื้นต่างอะไรกับเหตุการณ์ของคนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ ภาพของประชาชนที่ถูกไพล่หลัง มัดข้อมือนอนราบลงไปกับพื้นนี้ต่างอะไรกับเหตุการณ์ที่กลุ่มวีโว่และประชาชน ๔๕ คน ถูกกระทำเมื่อปี ๒๕๖๔ ซึ่งดิฉันก็เป็นหนึ่งในทนายความในคดีนี้เช่นเดียวกัน จากปี ๒๕๑๙ มาปี ๒๕๔๗ มาปี ๒๕๕๓ แล้วก็ปี ๒๕๖๔ ล่าสุดนี่นะคะ วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดก็ยังคง ส่งต่อแบบไม่รู้จบ ดิฉันขอมองเหตุการณ์คดีตากใบนี้ในมุมที่ว่า การหมดอายุความครั้งนี้ อาจจะทำให้สังคมนี้ชาชินกับความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐหรือไม่ ทำให้ประชาชนรู้สึก หมดหวังกับความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐหรือไม่ และแน่นอนการอภิปรายในครั้งนี้ไม่ได้ เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บแต่อย่างใดค่ะ การต่อสู้คดีของประชาชนไม่ได้เป็นการจะมาเอาคืน รัฐแต่อย่างใด ดิฉันขออนุญาตยกปาฐกถาของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ที่ได้กล่าวเอาไว้ ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา มาเล่าให้ทุกท่านฟังไว้ว่า ท่านอาจารย์ธงชัยบอกว่า ความเจ็บปวด และความคับแค้นนั้นเป็นคนละเรื่องกันค่ะ และการก้าวข้ามความขัดแย้งโดยที่ไม่มี ความยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล การเรียกหาความยุติธรรม ไม่ได้นำไปสู่ความคับแค้นหรือความเจ็บปวดเสมอไป และอาชญากรรมโดยรัฐไม่ได้เป็นเรื่อง ส่วนบุคคลแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่องค์กรหรือรัฐต้องรับผิดชอบที่ทำให้เกิดขึ้น และไม่ว่า ผู้นำในปัจจุบันจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือไม่ ก็ต้องมีความจำเป็นที่ต้องออกมาขอโทษ ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นเดียวกัน เพราะอาชญากรรมสาธารณะนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่อง ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเกิดในรัฐบาลนั้นหรือไม่ การก้าวข้ามความขัดแย้งจะเป็นไป ด้วยความยุติธรรมได้หรือไม่ อาจารย์ธงชัยบอกว่าต้องพิจารณา ๓ ข้อค่ะ ๑. คือมีความ สมานฉันท์เกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างที่ท่านกัณวีร์ได้เสนอไปเมื่อสักครู่ มีกระบวนการนำไปสู่ ความสมานฉันท์เกิดขึ้นแล้วหรือยัง ๒. มีการก้าวข้ามออกจากความขัดแย้งแล้วหรือยัง มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังหรือไม่ รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างไร และข้อที่ ๓ สำคัญคือว่า มีการทวงคืนความยุติธรรมหรือไม่ หากเราตอบ ๓ ข้อนี้ไม่ได้เราไม่มีวัน Move On ไปจากความขัดแย้งได้ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างที่เมืองเมืองหนึ่งที่ไต้หวัน ที่มีเหตุการณ์ White Terror เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขามีการทำ Project ที่เรียกว่า Transitional in Justice ค่ะ รัฐบาลของเขาต้องออกมาขอโทษประชาชนทุกปี ไม่ว่าจะเกิดในรัฐบาลของ ตัวเองหรือไม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาประมาณ ๕๐ กว่าปีแล้วนะคะ แต่เขาก็ยังมีการพูดถึง เรื่องนี้ทุกปีในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ มีการออกมาขอโทษ มีการพูดถึงความเจ็บปวด มีการ พูดถึงความสูญเสีย เขาบอกว่าเขาไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือมาทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดขึ้นอีกระลอกค่ะ แต่เป็นการเตือนไปยังประชาชนทุกคนและผู้มีอำนาจทุกคนว่า ต้อง Never Again หรือว่ามันจะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ซึ่งการที่เกิดขึ้นซ้ำอย่างที่ดิฉันบอก ทั้งปี ๒๕๑๙ ๒๕๔๗ ๒๕๕๓ ๒๕๖๔ มันทำให้เห็นว่าประเทศไทยเราไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้เลย การที่เราพยายามเอาสิ่งเหล่านี้เข้าใต้พรมมันทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปล่อยให้คดีตากใบหมดอายุความครั้งนี้จะกลายเป็นอีก ๑ กรณีที่เป็นเหมือนใบเบิกทาง ให้การละเมิดมนุษยชนยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประเทศไทย และเที่ยงคืนวันนี้นะคะ จะเป็นอีก ๑ บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐ ในการอำนวย ความยุติธรรมให้กับผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน หากคดีหมดอายุความในคืนนี้นอกจากจะเป็น บาดแผลในจิตใจของญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว จะเป็นบาดแผลของประเทศไทยที่ตอก ย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นอย่างไม่รู้จบค่ะ ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ