พริษฐ์ วัชรสินธุ แสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ยืนยันความเห็นชอบกับญัตติของเพื่อนสมาชิก และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันระหว่างทุกฝ่ายในสภาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต โดยเสนอแนวทางปฏิรูปกฎเกณฑ์และงบประมาณด้านการศึกษา เพื่อความปลอดภัยในการทัศนศึกษา ผ่านการกำหนดอายุขั้นต่ำ ระยะทาง ระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงสัดส่วนครูต่อนักเรียน การซักซ้อมแผนฉุกเฉิน และการประเมินความเสี่ยงผ่าน Checklist พร้อมทั้งเรียกร้องให้เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากรายหัวเป็นสูตรที่คำนึงถึงหลายปัจจัย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยในอนาคต
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่ออดีตพรรคก้าวไกล พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเริ่มต้นโดยการแสดงความเสียใจ แล้วก็ให้กำลังใจ กับครอบครัว ของผู้เสียชีวิตทุกคน ทุกท่าน ในเหตุการณ์เมื่อวานนี้ แล้วก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อวานนั้นกลับมาแข็งแรง แล้วก็เข้มแข็งโดยเร็ว ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มต้นโดยการยืนยัน แล้วก็ขอแสดง ความเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนสมาชิกท่านเจเศรษฐ์ที่ได้เปิดญัตติในวันนี้นะครับ ว่าในสภาวะที่ประเทศเผชิญกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่พวกเรา ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เราร่วมกันสนับสนุนกันและกันในการทำงาน แล้วก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมไปถึงการวางมาตรการและแนวทางในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น อีกในอนาคต เมื่อวานนี้ครับ ผมต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานที่เราเห็นชัดว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วก็เข้าไปรับมือบริหารจัดการ กับสถานการณ์ เบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ได้อย่างดีนะครับ แม้ผมเข้าใจว่าหลายข้อเสนอที่ผม แสดงความเห็นในวันนี้อาจจะเป็นข้อเสนอที่ทางรัฐบาลเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว หรือคิด อยู่บ้างแล้ว แต่ผมก็อยากจะเรียนกับท่านประธาน ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ ๓ โจทย์สำคัญ ที่ผมคิดว่าเราต้องร่วมมือกันเดินหน้า
-๗๒/๑
โจทย์ที่ ๑ นั่นก็คือเรื่องของการฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบเหตุและครอบครัว อย่างรวดเร็ว แล้วก็ทั่วถึงนะครับ ในส่วนค่ารักษาพยาบาลและเงินเยียวยา ผมก็เห็นข่าว เมื่อเช้านี้ว่าทางนายกรัฐมนตรีและทางรัฐบาลได้ประกาศทั้งเรื่องของสิทธิทางกฎหมาย ที่ผู้ประสบเหตุและครอบครัวจะได้รับ รวมไปถึงการอนุมัติเงินเยียวยาเพิ่มเติมไปเรียบร้อยแล้ว แต่หากมีอะไรที่ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ดังกล่าวได้เพิ่มเติม ก็ขอให้ทำอย่างเต็มที่ แต่ประเด็นเรื่องการฟื้นฟูเยียวยาที่ผมอยากจะ พูดถึงในวันนี้ คือ เรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือว่าคุณครูที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือว่าคนรู้จักของผู้สูญเสีย ทุกคน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ แล้วก็อาสาสมัครที่เกี่ยวข้องทุกคนด้วยเช่นกัน เบื้องต้นผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทางกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้มีการระดมทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา แล้วก็บุคลากร เข้าใจว่าประมาณ ๗๐ กว่าคน เพื่อเข้าไปดูแล แล้วก็ประเมินความเสี่ยง เรื่องของสุขภาพจิตของผู้ประสบเหตุ เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูสภาพจิตใจของพวกเขาเป็นการ เฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญเช่นกัน คือ การมองถึงการฟื้นฟูสุขภาพจิตในระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว เพราะหากเราไปดูกรณีศึกษาจากหลายประเทศที่ประสบโศกนาฏกรรม เช่นนี้ แล้วก็งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เราจะเห็นว่าหลายครั้งผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ ส่งผลต่อสุขภาพจิต สุขภาพใจของผู้ประสบเหตุในระยะยาว ผู้ประสบเหตุอาจจะเผชิญ กับปัญหาบางปัญหาที่ต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสภาวะซึมเศร้า สภาวะวิตกกังวล หรือว่าโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือว่า PTSD เราเห็นว่าบางครั้งผู้ประสบเหตุก็อาจจะยังไม่ได้แสดงอาการ เรื่องของปัญหาสุขภาพจิต ระยะสั้น แต่ไปแสดงอาการในระยะยาว รวมไปถึงหลายงานวิจัยก็ชี้เห็นชัดว่า หากเกิดขึ้น กับกรณีเด็กและเยาวชน บางครั้งก็กระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนเหล่านั้นเช่นกัน ดังนั้น ในเมื่อการฟื้นฟูนั้นจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการแล้วก็ติดตาม อย่างต่อเนื่อง ก็ขอให้ทางรัฐบาลนั้นสนับสนุนทั้งในส่วนของงบประมาณ และบุคลากร อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โจทย์ที่ ๒ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปบางส่วนแล้วนะครับ ก็คือเรื่องของ การทบทวนมาตรฐานทั้งหมด เกี่ยวการตรวจสภาพและการรักษาความปลอดภัย ของยานพาหนะให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมคิดว่าโจทย์นี้ความจริงมันแบ่งออกเป็น ๒ ระดับด้วยกัน ในระดับที่ ๑ ในขั้นพื้นฐาน ผมคิดว่าไม่ว่ายานพาหนะจะรับส่งเด็ก หรือว่าผู้ใหญ่ หรือใครก็ตาม รถโดยสารสาธารณะทุกคันบนท้องถนนนั้นจะต้องมีความ ปลอดภัย หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วถึงหลายข้อเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดจุดเสี่ยง ของยานพาหนะที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น คำถามเรื่องการติดตั้งถังก๊าซที่มีการ ถามอยู่ในสังคม ณ ปัจจุบัน หรือไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ฉุกเฉิน ให้ครบถ้วนแล้วก็ใช้งานได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นประตูฉุกเฉินที่อาจจะต้องมีมากกว่าหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค้อนทุบกระจก หรือว่าถังดับเพลิง เป็นต้น รวมไปถึงแนวทางในการ อบรมคนขับ แล้วก็เจ้าหน้าที่ในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ผมก็มีความเชื่อมั่นครับว่า หากเราสืบสวนสาเหตุในโศกนาฏกรรมครั้งนี้อย่างจริงจัง และเปิดเผยผลการสอบสวน ดังกล่าวให้สาธารณะรับทราบ เราก็น่าจะค้นพบทั้งช่องโหว่ทางกฎหมาย แล้วก็ช่องโหว่ ในการบังคับใช้กฎหมายที่พวกเราทุกคนนั้นต้องรีบเดินหน้าในการปิดนะครับ แต่หากเรามอง มากกว่าแค่ระดับพื้นฐานและมามองถึงระดับ หรือว่ามาตรการเฉพาะในกรณีที่เป็น ยานพาหนะที่รับส่งเด็กที่อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นรถรับส่งโรงเรียน หรือว่ารถที่นำพานักเรียนไปทัศนศึกษา ผมเห็นว่าก็มีหลายข้อเสนอที่มีการพูดถึงกัน ที่เราจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมให้เด็กนั้นสามารถรับมือ กับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ หรือว่าการซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เด็กนั้น สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ หรือแม้กระทั่งข้อเสนอเรื่องการใช้เทคโนโลยี ในการติดตั้ง GPS ในยานพาหนะต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ปกครองนั้น สามารถติดตามสถานการณ์ได้ หรือหากเราลองไปดูตัวอย่างของต่างประเทศ ผมลองไป หยิบยกกฎหมาย School Bus Safety Act ของสหรัฐอเมริกามาก็จะเห็นว่าก็จะมีกฎระเบียบ บางอย่างที่วางมาตรการเฉพาะไว้เลย สำหรับยานพาหนะที่มีการรับส่งเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นระบบเกี่ยวกับเข็มขัดนิรภัย หรือว่าระบบเกี่ยวกับการเบรกอัตโนมัติ ในกรณี ที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น
โจทย์ที่ ๓ โจทย์สุดท้ายที่อยากจะนำเสนอในวันนี้ ก็คือเรื่องของการ วางเกณฑ์เกี่ยวกับการทัศนศึกษาที่ปลอดภัย ในประเด็นนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจถึงความห่วงใย แล้วก็ความรู้สึกของทุกฝ่าย ในมุมหนึ่งเราก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่า หลายฝ่ายก็มองว่า ทัศนศึกษานั้นเป็นประโยชน์ ในการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ยิ่งในสภาวะ ที่ปัจจุบันแหล่งการเรียนรู้ในประเทศเราก็กระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานคร แล้วก็เมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมเองก็เข้าใจถึงหัวอกคนที่เป็นคุณพ่อ คุณแม่คนเช่นกัน ที่ก็อดจะเป็นห่วงลูกไม่ได้ ยิ่งเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ ผมคิดว่าเราทุกคนน่าจะเห็นตรงกัน นั่นก็คือทัศนศึกษานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน ก็ต่อเมื่อทัศนศึกษานั้นมีความปลอดภัย ถ้าจะรับประกันความปลอดภัยได้ ผมเห็นว่ามี ๒ เรื่องที่จำเป็นต้องทำ
อย่างที่ ๑ คือการทบทวน แล้วก็วางกฎเกณฑ์การกำกับดูแลให้รัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการมาทบทวนเรื่องของอายุขั้นต่ำของเด็กที่จะไปทัศนศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการ มาพูดคุยกันถึงเพดานเรื่องของระยะทาง หรือว่าระยะเวลาในการเดินทางไปทัศนศึกษา ซึ่งเราอาจจะกำหนดไว้แตกต่างกันสำหรับบางช่วงอายุก็เป็นไปได้ หรือไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอ เกี่ยวกับสัดส่วนครูต่อนักเรียนที่เหมาะสม ข้อเสนอเกี่ยวกับการซักซ้อมแผนเหตุฉุกเฉิน ที่เราอาจจะบรรจุในตัวหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเลย รวมไปถึงการมี Checklist สำหรับ ทุก ๆ ครั้งเพื่อจะประเมินความเสี่ยงก่อนที่จะออกเดินทางไปทัศนศึกษา แต่ทิ้งท้ายแบบนี้ครับ ท่านประธาน นอกจากเรื่องของกฎเกณฑ์กำกับดูแลแล้ว ผมคิดว่าอีกอย่างหนึ่งที่จำเป็น ในการรับประกันความปลอดภัย คือเรื่องของงบประมาณในการดำเนินการ เราจะเห็นว่า ปัจจุบันพองบประมาณสำหรับโรงเรียนนั้นถูกจัดสรรเป็นงบรายหัว ก็จะทำให้โรงเรียน ที่มีขนาดเล็กอาจจะเสียเปรียบ และหลายครั้งไม่มีงบประมาณเพียงพอในการบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งการออกแบบกิจกรรมทัศนศึกษา ที่เรามั่นใจได้ว่าจะรัดกุมเรื่องของ ความปลอดภัย ดังนั้น หากเราจะทำให้ทุกโรงเรียนมีงบประมาณเพียงพอ ในการรับประกัน ความปลอดภัยให้กับนักเรียนทุกคน ผมเห็นว่าเราต้องปฏิรูปเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ด้านการศึกษา เปลี่ยนจากการคำนวณแบบรายหัวมาเป็นการใช้สูตรที่อาจจะคำนึงถึง หลายปัจจัยมากขึ้น รวมไปถึงว่าพอส่งงบประมาณไปให้โรงเรียนแล้ว แทนที่จำกัดเป็น ๕ หมวดหมู่ หรือว่า ๕ แท่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน อาจจะต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้แต่ละ โรงเรียนนั้นใช้ดุลยพินิจของตัวเองมากขึ้น ว่าจะใช้กับประเด็นหรือว่าโครงการด้านอะไร ดังนั้น ผมทิ้งท้ายแบบนี้ครับ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้มันสะเทือนใจพวกเราทุกคน ทั่วประเทศ คงไม่มีคำพูดไหน หรือการกระทำใดที่จะไปชดเชยความสูญเสีย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ได้สำหรับหลายครอบครัว แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ คือการไม่ปล่อยให้ พวกเขาต้องฝ่าฟันสถานการณ์นี้เพียงลำพัง แล้วก็เดินหน้าในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ ขอบคุณครับท่านประธาน