ชุติพงศ์ ห่วงความปลอดภัยนักเรียน หลังรถทัศนศึกษาไฟไหม้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๒ ตุลาคม ๒๕๖๗

ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ หารือเหตุรถบัสนักเรียนไฟไหม้ แสดงความเสียใจและชื่นชมการรับมือของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสภาพรถ ประตูออกฉุกเฉินที่ใช้งานได้จริง โดยไม่พึ่งระบบไฟฟ้า การฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน และการกำกับดูแลคุณภาพของรถ ผู้ขับ และเส้นทาง โดยเสนอให้ทบทวนรูปแบบการทัศนศึกษาให้เหมาะสมกับช่วงวัย เน้นความปลอดภัยและประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ได้ เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางไกลและป้องกันเหตุสูญเสียในอนาคต

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนจังหวัดระยอง เขต ๔ วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายต่อกรณีรถบัสนักเรียนไฟไหม้ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ก่อนอื่น ผมต้องขอกล่าวแสดงความเสียใจไปยังผู้ปกครอง ญาติมิตร แล้วก็ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการ สูญเสียที่ผ่านมา รวมถึงผมต้องขอกล่าวชื่นชมหน่วยงานทุกหน่วยงานไปจนถึงรัฐบาลที่ได้มี การรับมือปัญหาเฉพาะหน้า แก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีโดยเร็วที่สุด สุดฝีมือ ผมขอชื่นชม การทำหน้าที่ครั้งนี้ แต่หลังจากนี้สิ่งที่เราต้องการในการวางโครงสร้างความปลอดภัยและการ แก้ไขปัญหาในลักษณะของโครงสร้าง เป็นภารกิจที่ทางสภาผู้แทนราษฎรพวกเราทุกคน รวมถึงทางรัฐบาลต้องให้ความใส่ใจในมาตรการหลังจากนี้ ที่ต้องบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เคสที่เกิดขึ้นขอให้มันเป็นเคสสุดท้าย สิ่งที่ผมคิดว่าได้รับฟังมาจากการอภิปรายของ เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนก็มีความครอบคลุมโดยประมาณ ผมขอแยกประเด็นออกเป็น ๒ ประเด็นที่อยากจะให้มีการบ้านฝากไปยังรัฐบาลอย่างชัดเจนนะครับ

อย่างแรก เป็นเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพรถที่ใช้ หลายท่านก็ได้อภิปราย ถึงเรื่องอายุของรถ การตรวจสภาพกฎหมายที่มีการบังคับใช้ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เหตุใด จึงยังเกิดเหตุตรงนี้ขึ้นได้ รวมถึงเมื่อไรที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการตรวจสภาพ ให้มีระบบรักษาความปลอดภัยและการหลบหนีออกจากรถเมื่อเกิดเหตุอย่างเสมอภาค และเป็นจริงสักที ตอนนี้เป็นโจทย์หนักเป็นอย่างยิ่งของทางกระทรวงคมนาคมที่ต้องมีการ บังคับใช้ในการตรวจสภาพรถ ถ้ารถนั้นถูกจดทะเบียนเพื่อใช้ในการขนส่งประชาชน ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นรถที่ใช้ขนส่งเด็ก ๆ ที่เดินทางไปมาระหว่างบ้านและโรงเรียนหรือสถานที่ ต่าง ๆ การทำประตูออกฉุกเฉินที่เปิดได้เมื่อเกิดเหตุโดยง่าย และมีการซักซ้อมให้มีการออก ทางประตูฉุกเฉิน รวมถึงประตูที่ไม่เคยมีก็คือประตูหลังที่จะใช้ออกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินดังข่าว ที่เราเห็นศพจำนวนมากอยู่ที่ทางออกที่เปิดไม่ได้ที่ประตูหลัง ถ้าเกิดมันมีการทำให้ประตูหลัง เปิดได้ง่าย ๆ หรือมีประตูทางออกที่มากพอและใช้ได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้า ผมเชื่อว่า ครั้งนี้คงไม่มีความสูญเสียที่ร้ายแรงขนาดนี้ ข้อเสนอที่อยากจะเสนอไปยังทางกระทรวง คมนาคม ผ่านไปยังทางรัฐบาล ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือถ้าเกิดมีการ ออกเป็นมาตรการว่า รถขนส่งแบบนี้ถ้าไม่มีประตูที่ออกทางข้างหลังและประตูทางออก ที่ตรวจสภาพแล้วว่าเปิดได้จริง ๆ ให้ผ่านไม่ได้ ถ้าเราจะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ถอดบทเรียน ออกมาผมว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำให้ได้ก็ต้องฝากไปยังทางกระทรวงคมนาคมด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการทัศนศึกษา ผมเห็นข่าวว่าจะมีการทบทวนเรื่อง การดูงานหรือทัศนศึกษาของเด็ก ๆ ไปในข่าวแล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราต้องมาแยกแยะ ประเด็นกันให้ชัดเจน คือการทัศนศึกษาครั้งนี้โดยรายละเอียดในการเดินทางมีตั้งแต่เด็ก อนุบาล เด็กประถม เด็กมัธยมและครูไปในที่เดียวกัน จริง ๆ แล้วถ้าเกิดเราจะถอดบทเรียน เราดูของต่างประเทศ ผมว่าดูของญี่ปุ่นก็ได้ครับ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเคยเกิดเหตุแบบนี้และมีการถอดบทเรียน ปรับปรุงต่าง ๆ แล้วก็มีการนำเสนอ ที่บังคับใช้ได้จริงออกมา ผมได้ดูในเว็บไซต์ของ Marumura.com นะครับ ที่มีการเขียน บทความเมื่อวาน แล้วก็มีการเผยแพร่เรื่องการดูงานที่สอดคล้องกับวิธีการในการ จัดการศึกษาตามอุดมการณ์ของรัฐว่าจะทำการศึกษาแบบใด ออกเป็น ๔ รูปแบบ

แบบที่ ๑ คือการจัดการศึกษาแบบโรงเรียนอนุบาล คือให้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ใกล้ตัว เรียนรู้กฎระเบียบจำเป็นพื้นฐาน อย่างเช่น การข้ามถนน กฎความปลอดภัย การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงการฝึกการอดทนและการเดิน ทำอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ ผมคิดว่าเด็กอนุบาลไม่ได้มีความจำเป็น ต้องเดินทางไกลมาก ๆ เพื่อไปศึกษาดูงานหรือไปทัศนศึกษาในสิ่งที่อยู่ไกลจากบ้านและชุมชนของตัวเอง ทักษะ พื้นฐานคือสิ่งที่ถ้าเกิดจัดให้มีการเรียนรู้ เด็กอนุบาลอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเดินทางไป และมีความเสี่ยงที่ถ้าเกิดอะไรขึ้น เด็กในวัยอนุบาลอาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องมาเสี่ยงกับ การที่จะต้องใช้การหลบภัย

แบบที่ ๒ คือระดับโรงเรียนในการศึกษาแบบประถมศึกษา กรอบของเขา ก็คือการขยายขอบเขตการเรียนรู้ ช่วงประถมศึกษานี้สามารถเริ่มการทัศนศึกษาแบบใกล้ ๆ ได้บ้างแล้ว เพื่อให้ไปเรียนรู้ว่านอกจากบริเวณบ้านและชุมชนของเรานี้ เด็ก ๆ ต้องรู้ว่า มีโลกที่กว้างออกไป ต้องมีการเข้าค่ายพักแรม เรียนรู้ชีวิตที่อยู่นอกบ้านบ้าง ภายใต้การยินยอม และการซักซ้อม มีการซักซ้อม ถ้าเกิดจะปูให้เป็นมาตรฐานที่เสนอไปทางกระทรวง ศึกษาธิการเลยนะครับเรื่องนี้ ก็คือก่อนออกไปทัศนศึกษา รอบ ๆ บ้านตั้งแต่เด็กวัยนี้ ต้องมีการซักซ้อมการหลบภัย การออกจากรถ และการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ การว่ายน้ำให้เป็น เรื่องพวกนี้ต้องทำให้ได้แล้ว เพราะนี่คือสิ่งที่จะหล่อหลอมให้เขาเติบโต ขึ้นไปเป็น Skill ติดตัว

ลำดับถัดมาคือระดับมัธยมศึกษาครับ เป็นระดับที่มุ่งไปสู่การเรียนรู้เชิงลึก และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้คนเราเมื่อเข้าสู่วัยมัธยมศึกษา จะเลือกเส้นทางว่าจะเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยหรือเตรียมการที่จะจบการศึกษาเพื่อเข้าสู่ ระบบการทำงาน ช่วงนี้ก็จะมีการจัด Trip การศึกษา การฝึกงาน การศึกษาดูงานบ้าง แต่เรื่องเหล่านี้จะเป็นไปเพื่อมุ่งเน้นไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งก็จะกว้างออกไปกว่า สมัยประถมศึกษา

และสุดท้ายแบบที่ ๔ คือระดับมหาวิทยาลัย ก็คือเปิดประสบการณ์สู่โลกกว้าง การจัดทัศนศึกษาหรือการออกไปดูงานนอกสถานที่ของเด็กมหาวิทยาลัย จะเปิดประตู ออกไปสู่การรู้จักโลกที่กว้างกว่าประเทศของเรา ไปสู่การดูงานต่างประเทศ

เรื่องเหล่านี้ถ้าเกิดเราเริ่มกันว่า การจัดการทัศนศึกษาต้องไม่เอาเด็ก ทุกช่วงวัยมารวมกันพาไปที่เดียว การบริหารจัดการและการรับมือที่ฝึกมาจากแตกต่าง ช่วงวัยนี้ ก็จะทำให้การดูแลจัดการง่ายขึ้น รวมถึงที่สำคัญขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง เรื่องการฝึก การรับมือภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในการศึกษาดูงานเป็นเรื่องจำเป็น เช่น ถ้าเกิดจะออกไปดูงาน ต่างจังหวัด พ่อแม่ครับ เขาฝากฝังลูกไปโรงเรียน เด็กบางคนเพิ่งเคยได้ออกจากบ้านไป ต่างจังหวัดก็ตอนเรียนนี่ละครับ แต่เขาควรจะได้ออกไปอย่างปลอดภัยและนี่เป็นภารกิจ ที่ภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการศึกษาต้องให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองให้ได้ว่า การไปครั้งนี้มีการฝึกซ้อม มีการรับมือมีการตรวจสอบคุณภาพรถ ตรวจสอบคุณภาพคนขับ เส้นทางมีการติด GPS บนรถ แล้วก็วางมาตรการที่จะสร้างความปลอดภัยให้ผู้ปกครอง และประชาชนไว้ใจการทัศนศึกษาให้ได้นี่เป็นโจทย์ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง คมนาคมต้องร่วมกันหาข้อสรุปให้ได้ว่าต้องใช้มาตรการใดบ้าง

สุดท้ายนี้นะครับ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องมาทบทวนกัน อย่างจริงจัง คือการเดินทาง ๒๐๐ กว่ากิโลเมตรครั้งนี้ จากจังหวัดอุทัยธานีมา ความจำเป็น ที่ต้องเดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพราะส่วนหนึ่งประเทศไทยมีทุกอย่างอยู่ที่ กรุงเทพมหานครครับ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งเจริญ เป็นสิ่งที่ศึกษาดูงานได้ เรื่องเหล่านี้เราเอา ทุกอย่างมารวมกันไว้ที่กรุงเทพมหานคร การกระจายอำนาจ การให้บทบาทของแต่ละพื้นที่ พัฒนาพื้นที่ของตัวเองให้มีศักยภาพในการเติบโต และมีการแข่งขันที่มากพอที่จะทำให้ แต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ มีพื้นที่ที่เด็ก ๆ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากการเดินทาง เข้ามาที่กรุงเทพมหานคร ผมว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐเองต้องทบทวน ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากไปยัง ทางนายกรัฐมนตรีว่า มาตรการการกระจายอำนาจเพื่อส่งเสริมให้แต่ละพื้นที่มีความเจริญ เป็นของตัวเอง มีสิ่งดูงานเป็นของตัวเอง มีความภาคภูมิใจในพื้นที่ของตัวเอง และเติบโต ได้ด้วยตัวเอง จะลดปัญหาการทัศนศึกษาที่ต้องเดินทางไกล ที่จะต้องใช้มาตรการข้างต้น ที่กล่าวมาค่อนข้างมาก ต้องฝากเป็นการบ้านและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เพื่อไม่ให้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แล้วก็ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับผู้สูญเสียทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ