วรายุทธ ทองสุข หารือร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยชี้ว่าหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าวมีประโยชน์ในการลบล้างผลพวงการรัฐประหารและเสนอให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งรวม ๒๓ ฉบับ ซึ่งรวมถึงประกาศที่รับรองการรัฐประหารและคำสั่งที่เพิ่มอำนาจกองทัพ วรายุทธ ทองสุข วิพากษ์วิจารณ์ประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ละเมิดสิทธิพลเมือง โดยชี้ว่าคำสั่งบางฉบับถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว แม้จะไม่มีผลลบล้างการละเมิดที่เกิดขึ้น พร้อมหารือถึงร่าง พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการและการปกครองท้องถิ่น โดยเห็นว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๖/๒๕๕๗ เป็นส่วนหนึ่งของการแทรกแซงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแม้จะเห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่ระบุว่ายังไม่แก้ปัญหาที่
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรายุทธ ทองสุข ผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคประชาชน ที่มาจากประชาชนครับ จากที่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศ คสช. และคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอมานั้น ผมเห็นว่าร่างฉบับดังกล่าวเป็นร่างกฎหมาย ที่มีหลักการและเหตุผลที่ดีครับ และยังช่วยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบ หรือผลพวงของ การรัฐประหารได้เป็นอย่างดี โดยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการระบุให้ยกเลิกประกาศและคำสั่ง หัวหน้า คสช. รวมแล้ว ๒๓ ฉบับ ซึ่งผมพอจะแบ่งบรรดาประกาศและคำสั่งที่ต้องยกเลิก ออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๑. ประกาศและคำสั่งที่รับรองการรัฐประหาร และอำนาจคณะรัฐประหาร เช่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๐/๒๕๕๗ ที่กำหนดให้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็น อำนาจหน้าที่ของหัวหน้า คสช. หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ ที่กำหนดเกี่ยวกับการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ หรือการฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ โดยประกาศทั้ง ๒ ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของประกาศที่ไม่ได้มีความจำเป็นและหมดสภาพ บังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ และเลวร้ายกว่านั้นครับ คือรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ยังคงให้การรับรองการรัฐประหารและอำนาจคณะรัฐประหารไว้ในมาตรา ๒๗๙ ครับ ดังนั้นการยกเลิกประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีครับท่านประธาน แต่ไม่ใช่การลบล้างผลพวง ของการรัฐประหาร
๒. ประกาศและคำสั่งที่เพิ่มอำนาจให้กับกองทัพและรัฐราชการ เช่น คำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๕๘ ที่เพิ่มอำนาจทหารให้เข้ามาคุมปัญหารุกที่ป่า ที่สาธารณะ และการกีดขวางจราจร คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๓/๒๕๕๘ ที่เพิ่มอำนาจทหารให้เข้ามา เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหายาเสพติดครับ จากหนังสือของสำนักคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่แนบมากับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าประกาศทั้ง ๒ ฉบับ เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจทหารดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หรือแม้แต่ ในความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังระบุว่าหน่วยงานรัฐ มีมาตรการทางกฎหมายอื่นที่เพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งสะท้อนของการใช้อำนาจ ตามอำเภอใจของ คสช.
๓. บรรดาประกาศและคำสั่งที่ละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ประกาศ คสช. ที่ ๒๕/๒๕๕๗ ที่ ๒๙/๒๕๕๗ ที่ ๔๑/๒๕๕๗ ที่กำหนดให้บุคคลต้องมา รายงานตัว และกำหนดความผิดของบุคคลที่ไม่มารายงานตัวกับ คสช. ประกาศ คสช. ที่ ๒๖/๒๕๕๗ ที่เพิ่มอำนาจรัฐในการเข้ามาสอดส่องหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของ ประชาชนที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐประหาร จากประกาศ คสช. ที่ยกมาครับ จะพบว่ามี ๒ ฉบับ ที่ไม่มีสภาพบังคับใช้แล้วครับท่านประธาน เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็น กฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุครับ และการกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ที่ ไม่ไปรายงานตัว ก็เป็นการกำหนดโทษย้อนหลัง ดังนั้นการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นเรื่อง ที่ดีครับ เพียงแต่ไม่มีผลในการลบล้าง หรือเยียวยาการละเมิดสิทธิจากประกาศคำสั่งดังกล่าว
๔. บรรดาประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบราชการ หรือการปกครองท้องถิ่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๖/๒๕๕๗ ที่ให้งดการเลือกตั้งท้องถิ่น ในกรุงเทพมหานคร ประกาศ คสช. ฉบับนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าไป แทรกแซงองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จริง ๆ แล้วมีการศึกษาอย่างมากมายครับ ท่านประธานว่าการใช้อำนาจตามประกาศคำสั่ง คสช. มีผลต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ของรัฐราชการส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะการเอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน ดังนั้นจากที่ผมได้ทำความเข้าใจทั้งหมดครับท่านประธาน ผมจึงมีความคิด ที่จะลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานครับ แม้ผมจะเห็นด้วยกับหลักการ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ผมก็เห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอครับ เพราะมันไม่ได้นำไปสู่การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๙ ยังคงรับรองอำนาจและการกระทำของ คสช. อยู่ หรือพูดง่าย ๆ ว่าต่อให้ ยกเลิกกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดคนทำรัฐประหารได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้นิรโทษ ให้ คสช. อยู่ครับ เช่นเดียวกันครับกับการยกเลิกบรรดาประกาศและคำสั่งที่ละเมิด สิทธิมนุษยชนและหลักนิติรัฐ แม้ว่าจะเป็นหลักการที่ดีครับ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไปไม่ถึง สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นการคืนความยุติธรรม ให้กับประชาชนที่เคยถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ การค้นหาความจริง และการหามาตรการ เยียวยา รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมครับ นอกจากนี้ หากนำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปเทียบกับร่าง พ.ร.บ. ที่อดีต สส. พรรคก้าวไกลเสนอจะพบว่า ยังมีบรรดาประกาศและคำสั่งอีกหลายฉบับที่ไม่ถูกหยิบมาพิจารณาครับท่านประธาน เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ที่ให้อำนาจทหารในการจับกุมประชาชนจากการ แสดงออกทางการเมือง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๙ ที่ให้งดเว้นการบังคับใช้ผังเมือง และเปิดทางให้โรงงานอุตสาหกรรม จนละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมครับ รวมไปถึง การที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีข้อกำหนดในการลบล้างคดีความและคำพิพากษาภายใต้คำสั่ง คสช. ที่ไม่เป็นธรรม
สุดท้ายนี้ครับ ผมเห็นว่าการยกเลิกบรรดาประกาศคำสั่ง คสช. เป็นเพียง ส่วนหนึ่ง แต่ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง คือการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ หรือยกเลิกการนิรโทษกรรมของ คสช. ผมหวังว่าในอนาคตสภาแห่งนี้จะต้องช่วยกันผลักดัน ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อลบล้างผลพวงการรัฐประหาร เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของ การสร้างความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ประเทศไทยกลับสู่ความเป็นปกติ ปกครองด้วยหลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักประชาธิปไตยครับ ขอบคุณครับ