จิตติพจน์ ตั้งข้อสังเกต ร่างจัดตั้งศาลภาษีไม่สอดคล้องกัน-ขอชี้แจงเจตนารมณ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในร่างกฎหมายจัดตั้งศาลภาษีอากร โดยเฉพาะประเด็นการใช้ข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาแทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการรวมคดีภาษีกับคดีอาญาในศาลเดียวกัน พร้อมแสดงความกังวลว่าบทบัญญัติในกฎหมายอาจไม่ครอบคลุมกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดตามมาตรา 157 หรือกฎหมายอาญาอื่น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเจตนารมณ์และแนวทางการดำเนินคดีให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีกลับในศาลเดียวกันได้อย่างเป็นธรรม

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ โดยเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ผมเห็นว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีนะครับ สำหรับหลักการที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ กำหนดให้ ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับคดีภาษีอากร และให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้โดยอนุโลม แต่ว่าหลักการนี้น่าจะ เป็นหลักการที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าหากว่าเราดูภายในเนื้อในกฎหมายอาจจะไม่ได้ ตรงกับหลักการเท่าที่ควรนะครับ สาเหตุที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าพอผมมาดู ในมาตรา ๑๗ เขียนว่า กระบวนการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากร ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา ๒๐ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนด ดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม ความหมายของการตรากฎหมายลักษณะนี้ก็คือว่า ถ้าหากว่าในข้อกำหนดตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร มีข้อกำหนดเอาไว้ ข้อกำหนดอันนั้นจะเป็นวิธีการ พิจารณาที่ศาลจะต้องใช้บังคับ และถ้าหากว่าข้อกำหนดนั้น ขัดหรือแย้งกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็จะต้องใช้ข้อกำหนดแทน อันนั้นคือข้อแตกต่างเล็กน้อย เพราะฉะนั้นหลักการบอกว่า ในการพิจารณาคดีอาญาจะใช้ ป.วิ.อาญามาบังคับใช้ โดยอนุโลม แต่ในมาตรา ๑๗ ที่เขียน ประกอบกับมาตรา ๒๐ ของพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลภาษีอากรเดิม ซึ่งผมขออนุญาตอ่านก็แล้วกัน เพื่อเกิดความชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๒๐ ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรเดิมนี่นะครับ เขียนว่า ให้การดำเนินกระบวนการ พิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยอนุมัติประธานศาลฎีกา มีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการ พิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐาน ให้บังคับใช้ในศาลภาษีอากรกลางได้นะครับ ซึ่งกล่าว โดยสรุปเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เจตนารมณ์ของหลักการของกฎหมาย ประสงค์ที่จะให้ใช้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้ว มาบังคับใช้ ในการดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับคดีอาญาในศาลภาษีอากรกลาง แต่พอเราไปร่างใน มาตรา ๑๗ ในทำนองนั้นนะครับ ประกอบกับมาตรา ๒๐ เดิมในพระราชบัญญัติที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้วนะครับ ผลที่ได้ก็คือข้อกำหนดที่ผมเชื่อว่าในที่สุด อธิบดีผู้พิพากษา ศาลภาษีอากรกลางนี่ ท่านก็จะเป็นคนออกข้อกำหนดใหม่ โดยอนุมัติของประธานศาลฎีกาและ ข้อกำหนดนั้นก็จะ Supersede หรือว่ามีผลบังคับใช้มากกว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาเดิม จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมมีความกังวลนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเรียนถาม ไปยังทางรัฐบาลที่เป็นผู้เสนอนะครับว่า จะยังคงหลักการที่ว่า วิธีการพิจารณาในศาลภาษีอากร กลางในส่วนที่เกี่ยวกับคดีอาญานั้นจะใช้ข้อกำหนดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ที่จะมีการตราหรือกำหนดขึ้นมาใหม่ หรือจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามหลักการครับ เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักการกับวิธีการ ตรากฎหมายที่ออกมานะครับ ซึ่งวิธีการแก้ไขก็มีอยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถที่จะปรับปรุง แก้ไขมาตราได้ แต่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมมีความกังวลครับท่านประธาน

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมมีความกังวลเช่นเดียวกันนะครับ ก็คือเรื่องของ หลักการที่ว่าให้เอาคดีอาญามารวมกับคดีภาษีอากรเพื่อให้เกิดความสะดวก ไม่ต้องไปฟ้อง หลาย ๆ ศาล แล้วก็เริ่มต้นใหม่นะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าดูจาก มาตรา ๗/๑ มาตรา ๗/๒ มาตรา ๗/๓ ไม่แน่ใจว่าครอบคลุมกรณีพิพาททั้งหมดแล้วหรือไม่ ไม่แน่ใจนะครับ ตัวนี้ก็อาจจะรบกวนทางรัฐบาลได้ชี้แจงให้ความกระจ่างกับพวกเราด้วยนะครับว่า จริง ๆ แล้วมันครอบคลุมคดีทั้งหมดหรือไม่นะครับ เพราะว่ามันมีคดีอาญาอีกส่วนหนึ่งครับ คือนอกจากว่าจะมีประชาชนทำผิดตามประมวลรัษฎากรแล้วต้องถูกฟ้องเป็นคดีนะครับ แล้วก็อาจจะมีคดีอาญา อย่างเช่น ในเรื่องของคดีที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีการทำเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมทำให้เป็นคดีอาญา ส่วนนี้ผมคิดว่าเหมาะสม และถูกต้องครับ แต่มีอีกกรณีหนึ่งครับท่านประธาน ในอีกส่วนหนึ่งก็คือในกรณีที่ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการประเมินภาษีอากรอาจจะเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย อาญาเองนะครับ ซึ่งถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์ทำนองนั้นขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่า มาตรา ๗/๑ มาตรา ๗/๒ มาตรา ๗/๓ ที่เขียนนี้นะครับ ครอบคลุมการให้โอกาสประชาชนจะฟ้อง เจ้าหน้าที่ของรัฐในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๕๗ หรือมาตราอื่น ๆ ใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่นะครับ อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ ก็จะรบกวนขอความ ชัดเจนจากทางรัฐบาลนะครับว่า ตัวนี้ครอบคลุมถึงการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่กระทำผิดตามกฎหมายอาญาอื่น ๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๕๗ หรือมาตราใด ๆ ก็ตามนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่ามันครอบคลุมการฟ้องแย้งหรืออะไรต่าง ๆ นี่สามารถ พิจารณาในศาลเดียวได้เลยนี่นะครับ มันก็จะทำให้เกิดความสะดวกนะครับ ก็คือถ้าหากว่า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองฟ้องร้องประชาชนหรือนิติบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา หรือประมวลรัษฎากรก็ฟ้องที่ศาลนี้ และถ้าหากว่าประชาชนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ ผิดตามประมวลรัษฎากรหรือผิดประมวลกฎหมายอาญาก็สามารถฟ้องได้ที่ศาลเดียวกัน มันก็จะทำให้คดีเกิดความสมบูรณ์นะครับ ก็เป็นประเด็นที่ผมขออนุญาตฝากความกังวล แล้วก็ขอให้ทางรัฐบาลได้ชี้แจงนะครับ ซึ่งผมก็คิดว่าเรื่องนี้สามารถที่จะแก้ไขในชั้น กรรมาธิการได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ