ศรัณย์ ทิมสุวรรณ เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายให้รองรับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ พร้อมหารือถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อสังคม ทั้งด้านความเหลื่อมล้ำ ความปลอดภัยของข้อมูล และผลกระทบต่อแรงงาน เน้นความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมทั้งในระดับกฎหมายและประชาชน เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงและคว้าโอกาสในยุคดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เนื่องด้วย ในปัจจุบันการแข่งขันในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลากหลาย ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ การแข่งขันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน มากขึ้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของประชาชน ทั้งในเรื่องทั่วไปและในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการงาน ซึ่งในอนาคตก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึง กฎหมายต่าง ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ เราจึงสมควรที่จะต้องมีการพูดคุยและพูดถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้ ผมเรียนอย่างนี้ ครับท่านประธาน ในปัจจุบันนี้เป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงมากที่สุดหัวข้อหนึ่งในการประชุม World Economic Forum และหลายคนเป็นห่วง ยังมีความเห็นที่ตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์นั้นจะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับ การทำงาน เพิ่มศักยภาพให้กับการใช้ชีวิต ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีการพูดถึงจริยธรรมในมุมมองของ AI ว่าการที่ AI เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากฐานข้อมูล ที่มีการรวบรวมมา เพราะฉะนั้น AI ที่ได้รับการพิจารณาแต่ละตัว แต่ละโปรแกรมนั้นก็จะมี ความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามอยู่ก็คือแล้วการตัดสินใจถ้าถึงวันนั้นที่ AI สามารถ ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ตนเองมีได้ จริยธรรม ศีลธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สอนกันได้หรือไม่ แล้วจะมีผลอย่างไร เพราะฉะนั้นในการประชุม World Economic Forum ถึงมีการพูดคุย กันอย่างเผ็ดร้อนเรื่องนี้ว่ามันเป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งความเสี่ยง สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ นอกจากที่เราจะมองในมุมด้านดีว่าจะเข้ามาช่วยทำงาน ช่วยให้ประชาชนสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งคือความอันตรายและความเสี่ยงที่ประชาชน จะต้องได้รับจากการพัฒนาและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ปัญญาประดิษฐ์นั้นก็ยัง เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ท่านเท่าพิภพ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ชี้แจงกับสภาแห่งนี้ว่าในปัจจุบันเราเห็นความคิดเห็นที่แตกต่างมากมายว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์เองนั้นจะมีผลอย่างไร และโลกเราเตรียมพร้อมมากน้อย แค่ไหนกับการที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุย ที่มีการพูดถึง ไม่ใช่แค่ในประเทศเราครับ แต่ทั่วโลก ก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้ในปัจจุบันการแข่งขันในการพัฒนาที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ ตัวหลักหรือผู้ที่มีสิทธิมากกว่าคนอื่นก็คือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น อีกประเด็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญคือเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้มีผลกับประชาชนมากขึ้น มีการแข่งขัน โดยเฉพาะในบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีพลังและอำนาจมันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ที่มากขึ้นในด้านใดบ้าง ประชาชนที่เข้าถึง ประเทศที่เข้าถึง จะทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความเสี่ยง หรือมีประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นอย่างไร นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะเมื่อในปัจจุบันกฎระเบียบต่าง ๆ ผมไม่ได้พูดถึงแค่กฎหมาย แต่พูดถึงข้อจำกัด ต่าง ๆ ที่เราใช้กันอยู่อาจจะยังไม่สามารถมีคำตอบให้กับปัญหาที่เราจะต้องเจอในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางด้านแรงงาน เรื่องความเป็นส่วนตัว เรื่องการเข้าถึงข้อมูล หรือแม้กระทั่งเรื่องความเป็นเจ้าของในข้อมูลของประชาชนเอง ยังไม่รวมถึงความปลอดภัย ในการใช้ระบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญ และสภาแห่งนี้ก็เป็น จุดหนึ่งที่จะสามารถช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้ให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมสำหรับ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับโลกทั้งใบได้ กฎระเบียบในปัจจุบันผมเชื่อว่าเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนทราบดีว่ายังต้องมีการปรับปรุงอีกมากมาย ไม่นับเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยี เรื่องการ Update กฎหมายต่าง ๆ เรายังมีกฎหมายมากมายที่ยังขาดการปรับปรุง ดูแลให้ทันกับยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอเรื่องนี้ในสภาเพื่อที่เราจะได้มาช่วยกันดูว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จุดใดบ้างที่อาจจะเป็นปัญหา จุดใดบ้างที่เราจะต้องปรับปรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และเพื่อที่จะสามารถรับกับโอกาสต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เราเห็นว่ารัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกเองพยายาม ออกไปเจรจา ออกไปเจอกับต่างประเทศเพื่อดึงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการดึง Data Center ดึงบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาเพื่อที่จะสร้างงานให้กับคนในประเทศ สิ่งที่ตามมาครับ สิ่งที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้พร้อมและทำให้กับคนไทยพร้อมที่จะรับมือกับ เทคโนโลยีที่เรากำลังจะได้รับการลงทุน คือเราต้องมีกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อที่สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้คนไทยเสียโอกาส และทำให้เราสามารถตักตวง ผลประโยชน์จากสิ่งที่รัฐกำลังทำได้ ผมกลับมาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ครับท่านประธาน ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันเรามีการพูดถึงและมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายวงการ เมื่อสักครู่มีการยกตัวอย่างวงการ Generate Art ในปัจจุบันไม่เพียงแต่งานศิลปะ งานศิลปะ รูปภาพ ดนตรี แม้แต่เสียง เสียงพูดนะครับ ไม่ใช่เสียงเพลง แม้แต่การ Generate เสียงพูด เราอยากให้ใครสักคนหนึ่งพูดประโยคใดด้วยข้อมูลที่เพียงพอเราสามารถทำปลอมขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเจอ และสร้างไปถึงปัญหาอื่น ๆ ในปัจจุบัน เรื่อง Call Center เองก็ได้มีการพูดถึง เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กลุ่มอาชญากรใช้ได้มากขึ้น ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงแวดวงต่าง ๆ ได้มากขึ้น การใช้ต่าง ๆ มันไม่ได้มี แต่ข้อดี อย่างที่ผมบอกครับ ความเสี่ยงที่ตามมากับเทคโนโลยีคือสิ่งที่เราต้องรับให้ได้ เราพร้อมหรือยังที่จะให้คำตอบกับคนไทยว่าเราสามารถป้องกันได้ เราสามารถตรวจสอบได้ ว่าเรื่องใดจริง เรื่องใดไม่จริง โดยเฉพาะในอดีตที่เรามีคดีมากมายที่เกิดขึ้นจากเสียงบันทึก ต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเกิดจากใคร แล้วในปัจจุบันที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์ สามารถสร้างเสียงเลียนแบบเหล่านี้ขึ้นมาได้แทบจะเหมือนจริง เราจะจัดการกับปัญหา เหล่านี้ได้อย่างไร ภาครัฐของเราเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้าเราต้องเจอกับปัญหานี้จะไม่กระทบ กับสิ่งที่ประชาชนต้องเจอใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะต้องเป็นห่วง ส่วนเรื่อง ความเหลื่อมล้ำที่เราพูดถึง กลับมาที่กฎหมายเกี่ยวกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของ ประชาชน อย่างที่บอกครับท่านประธาน ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะใน โลกปัจจุบันสิ่งที่แข่งขันกันมากที่สุดคือใครเข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด ยิ่งเข้าถึงข้อมูลได้ ยิ่งสามารถชี้นำสังคม ชี้นำคนที่ใช้โปรแกรมได้ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ในปัจจุบันไม่ว่า จะเป็นโปรแกรม Chat ต่าง ๆ ที่เราเห็น โปรแกรม AI ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยิน ไม่ว่า จะเป็น Chat GPT เอง หรือจะเป็น Bard เอง ทั้งหมดเกิดขึ้นจาก AI เหล่านี้ต้องมีการ ฝึกซ้อมและเข้าถึงข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราก็ยังไม่มีความพร้อมและยังไม่มีกฎหมายที่ดีพอ ในการควบคุมว่าบริษัทต่าง ๆ เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนใดได้มากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับประชาชน แต่แม้แต่บริษัทหรือผู้แข่งขัน ในการพัฒนาเทคโนโลยีเองก็ตาม สุดท้ายแล้วเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้แข่งขัน คนที่ ได้รับความเสี่ยงมากที่สุดก็คือประชาชน เพราะว่าถ้าวันใดวันหนึ่ง บริษัทใดบริษัทหนึ่ง สามารถเป็นเจ้าตลาดได้ เป็นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของประชาชนได้ สามารถ สร้างปัญญาประดิษฐ์ที่วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้ มันอาจจะทำให้เขาสามารถชี้นำสังคมได้ ในระดับที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวมาอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นสิ่งที่มีแนวโน้มและทุกประเทศก็ให้ความสำคัญ ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น อเมริกาเอง ยุโรปเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และผมว่าเมืองไทยเอง ประเทศไทยเอง เราก็ควรจะต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เราอาจจะไม่สามารถยกกฎหมายที่ต่างประเทศ ใช้มาใช้บังคับใช้ในไทยได้ทันที เนื่องจากความแตกต่างต่าง ๆ แต่อย่างน้อยเราควรจะต้องมี การศึกษาเพื่อให้ทราบว่าข้อใดที่สำคัญ ข้อใดที่เป็นจุดที่จะสามารถส่งเสริมการทำงานของ รัฐบาลและทำให้ประชาชนได้รับโอกาสที่เหมาะสม และยังสามารถปิดข้อเสียและจุดเสี่ยง ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหลอก เมื่อไร ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ นี้กระทบถึงประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นยิ่งมีการพูดคุย กันมาก ยิ่งเราร่วมมือร่วมใจกันก็จะยิ่งดี อีกทั้งการที่เราจะปรับปรุงเราจะยังสามารถใช้เป็นจุดแข็งในการดึงการลงทุนจากต่างชาติ มาได้ เราเห็นแล้วว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ พยายาม มาลงทุนในไทยมากขึ้นและมากขึ้น การที่เราสามารถแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศของเรา พร้อมทั้งในฝ่ายบริหารและในฝ่ายนิติบัญญัติจะยิ่งทำให้ประเทศของเราได้รับโอกาส และสามารถพัฒนาความเจริญและองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับประชาชนและประเทศของเรา ได้มากขึ้น
สุดท้ายครับท่านประธาน ถ้าเราทำอะไรช้าเกินไป หรือเราไม่สามารถออก กฎหมายเปลี่ยนแปลง หรือทำให้ประชาชนมีความพร้อมได้มากพอ มันจะไม่ใช่แค่ ความเสี่ยงที่เราจะช้า มันจะไม่ใช่แค่เรื่องที่เราจะเสียโอกาส แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเราจะ ไม่เพียงแค่ช้าในการพัฒนา แต่เราอาจจะโดนนำและสูญเสียอะไรอีกมากมาย เราพูดถึงข้อมูล ไปแล้ว ถ้าในอนาคตเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การเข้ามาแทนที่ผลกระทบที่เกิดจาก เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ใช้หรือแรงงานต่าง ๆ ที่จะเข้ามาแทนแรงงานของ ภาคประชาชน ในปัจจุบันเราเห็นถึงการพยายามใช้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์หรือ AI ต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์โรคก็ดี หรือวิเคราะห์ภาพวิดีโอต่าง ๆ ก็ดี สิ่งเหล่านี้กำลัง Disrupt งานของประชาชน เพราะฉะนั้นนอกจากเราจะต้องแก้ไขข้อบังคับต่าง ๆ ให้ เหมาะสมแล้ว เรายังจะต้องทำให้ประชาชนทราบถึงความเสี่ยงต่าง ๆ และเตรียมพร้อม ให้ประชาชนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคตที่กำลังจะมาถึง
สุดท้ายครับ ผมหวังว่าในสภาของเราจะมีความเห็นและความเป็นห่วงถึง เรื่องเหล่านี้ และหวังว่าเราก็จะสามารถสร้างและปรับปรุงกฎหมายให้สามารถเดินไปข้างหน้า ทำให้ประเทศของเราได้รับทั้งโอกาสและปิดทุกความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตได้ ผมว่าสภาของเราครับ นี่คือหน้าที่ของเรา ขอบคุณครับท่านประธาน