มานพ คีรีภูวดล อภิปรายร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด โดยเน้นปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าภาคเหนือที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ พร้อมนำเสนอหลักฐานจากคลิปวิดีโอเรียกร้องให้มีการบูรณาการบทบาทของชุมชน หน่วยงานรัฐ และการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดนะครับ ผมอภิปรายเรื่องของไฟป่าและ หมอกควัน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายคนก็บอกว่ามันรุนแรงขนาดนั้นหรือ วันนี้ผมคิดว่าความสุกงอมของปัญหาและการรับรู้ในสังคมมีความพร้อมนะครับ ผมเข้าใจว่า นอกจากเงื่อนไขทางธรรมชาติที่พวกเราควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความกดอากาศ กระแสลม แต่ว่าสิ่งที่มันเป็นสาเหตุที่มนุษย์ก่อขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ก่อสร้าง เกษตร แล้วก็ภาคป่า ผมอยากจะลงลึกในกรณีภาคป่าครับท่านประธาน เดี๋ยวสิ่งที่ผมจะเปิด คลิปนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้องที่อยู่ในภาคป่า โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในภาคเหนือ ไล่ตั้งแต่ จังหวัดตากไปถึงเชียงราย ๙ จังหวัด ฝ่ายโสตผมขอคลิปด้วยครับ นี่เป็นข้อตกลงระหว่าง ผู้บริหารประเทศก็คือท่านรัฐมนตรี
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
ผมคิดว่าอันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ระหว่างพี่น้องประชาชนกับผู้บริหารที่ได้มีโอกาสได้คุยกันในกรณีสาเหตุของฝุ่นควันที่อยู่ ในภาคป่าครับท่านประธาน ท่านประธานทราบไหมว่าในพื้นที่ของภาคเหนือมีป่าค่อนข้าง ที่จะเยอะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นป่าเต็งรังคือป่าผลัดใบ เพราะฉะนั้นคือความเสี่ยงที่สุดที่จะ เกิดไฟในพื้นที่ตรงนี้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนครับ เขตอุทยาน เขตป่าสงวน ในประเทศไทยที่ไม่มีชุมชนตั้งอยู่มีที่เดียวครับคืออุทยานเขาใหญ่ครับท่านประธาน นอกนั้น พี่น้องประชาชนตั้งอยู่ก่อนที่กฎหมายจะประกาศเกือบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นกุญแจสำคัญก็คือ การจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้มีบทบาท ได้มีส่วนร่วม ซึ่งผมก็เข้าใจว่า ตลอดที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนเขาก็มีองค์ความรู้ และหลายพื้นที่ก็พยายามทำงาน ใช้คำ ภาษาที่หรูหน่อยก็ได้ก็คือว่าบูรณาการหรือการมีส่วนร่วมค่อนข้างที่จะได้ดีมากครับ พี่น้อง ประชาชนได้บอกกับพี่น้องส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในฐานะที่ผู้ถืองบประมาณว่าเราไม่ควร จะแยกว่าเป็นกรมป่าไม้ เป็นกรมอุทยานหรือว่าหน่วยนั้นหน่วยนี้ เพราะว่าไฟป่ามันไม่เคย แยกกรมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคือการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง การใช้พื้นที่ในการ บริหารงานโดยมีหน่วยงานส่วนต่าง ๆ เข้ามา ผมเชื่อมั่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ ตอนนี้ปี ๒๕๖๗ แล้ว ๑๐ กว่าปี ผมเชื่อมั่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเรื่องความรู้ เรื่องเทคโนโลยี เรื่องกระบวนการบริหารพอมีอยู่ แต่ว่าระบบในการจัดการให้แต่ละส่วน มีบทบาทในการดำเนินการอย่างไร ผมคิดว่านี่ยังเป็นปัญหาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างเชียงใหม่มีอยู่ ๒,๕๐๐ กว่าหมู่บ้าน หมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่า และหมู่บ้านที่อยู่ติดกับป่ามีประมาณครึ่งหนึ่ง มีประมาณ ๑,๒๐๐ กว่าหมู่บ้าน ผมถามว่า หมู่บ้านที่มันมีไฟเกิดซ้ำซาก ไฟเกิดตลอดเกิดทุกปีสาเหตุมันคืออะไร และที่สำคัญคือเขามี รูปแบบการบริหารการจัดการอย่างไร การจัดการไฟป่าท่านประธานครับ ผมยืนยัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าถ้าหากว่าคนที่จะบริหารจัดการไฟป่าถ้าไม่เข้าใจระบบนิเวศป่าผมคิดว่า อันนี้ยากมาก เพราะว่าท่านจะเอาวิธีคิดหรือว่ากระบวนทัศน์อีกแบบหนึ่งเข้ามาครอบ ซึ่งมัน จะเกิดความขัดแย้งกับผู้คนในพื้นที่อีก ป่าของเราก็มีไม่เยอะครับท่านประธาน มีประมาณสัก ๕-๖ รูปแบบ ไล่ตั้งแต่ป่าชายเลน ป่าพรุ ขึ้นมาเป็นป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขาครับ เพราะฉะนั้นก็คือมันมีบางประเภทที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดไฟส่วนใหญ่ ก็จะเป็นป่าผลัดใบ กรณีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีเวทีกับพี่น้อง ภาคประชาสังคมและองค์กรภาคีในจังหวัดเชียงใหม่ อันนี้คือตัวอย่างครับท่านประธาน ถ้าหากว่าเราตรึงพื้นที่ของเชียงใหม่ ๑,๒๐๐ กว่าหมู่บ้าน เชียงรายก็เหมือนกัน ตาก ก็เหมือนกัน ถ้าเรามีกองทุนสนับสนุนให้กับพี่น้องประชาชนโดยการมีส่วนร่วมของ ส่วนราชการต่าง ๆ เราจะเห็นว่าเรื่องนี้กระบวนการตัดสินใจ รูปแบบการทำงานก็จะเป็นของ คนพื้นที่ ความรับผิดชอบสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็เป็นของคนพื้นที่ เพราะฉะนั้นก็คือเราสามารถ ที่จะติดตามว่าทั้งหมดที่มาเป็นพื้นที่เสี่ยงนี้มันมีจุดไหนที่มันมีความเปราะบางและจุดไหน ที่จะไปเติมลงไป อันนี้คือประเด็นกรณีเรื่องของพื้นที่ในเขตป่าครับท่านประธาน ทีนี้ในพื้นที่ เกษตร ตอนนี้เรายังมีพื้นที่เกษตรที่อยู่ในเขตป่า ไม่ว่าจะอยู่ในเขตอุทยานหรือเขตป่าสงวน หรือเขตใด ๆ ของรัฐ ปัญหาตอนนี้ก็คือที่มันไม่ชอบด้วยกฎหมายครับท่านประธาน เรามี นโยบายจะทำ คทช. เรามีนโยบายหลาย ๆ เรื่องที่จะออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ของรัฐต่าง ๆ วันนี้การดำเนินการล่าช้า เพราะนั่นคือรูปแบบของพี่น้องประชาชนที่จะพัฒนารูปแบบ การเกษตรที่มันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงในสิทธิไม่มี ความเสี่ยงตรงนี้พี่น้อง ประชาชนไม่กล้าที่จะลงทุนครับ ส่วนราชการก็เข้าไม่ได้ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทานต่าง ๆ จะเข้ามาพัฒนาโครงสร้างในการดำเนินการการเกษตรก็ไม่สามารถ ที่จะเข้าได้ อันนี้คือเป็นประเด็นสำคัญ ผมทราบว่าท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็มาด้วยนะครับ ผมคิดว่ากรณีโครงการแม่แจ่มโมเดลที่ท่านดำเนินการลงไป การมีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูลระบบต่าง ๆ เพื่อที่จะแยกป่ากับที่ทำกินออกมาโดยการมี ส่วนร่วมของท้องถิ่น อบต. เทศบาล แล้วก็องค์กรประชาชน หลังจากนั้นก็คือค่อยไปรับรอง เรื่องสิทธิว่าจะอยู่ในเงื่อนไขใด ๆ ที่กฎหมายให้มา แบบนี้ต่างหากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา กรณีภาคเกษตร ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ผมยกเป็นหลักการแล้วข้อเท็จจริง ในพื้นที่ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการในชุดนี้ที่มาจากผู้เสนอทุกร่าง ที่มาจากทั้งภาครัฐบาล แล้วก็ในส่วนของฝ่ายค้านจะต้องเอาประเด็นข้อเท็จจริงตรงนี้เขียนลงไปในกฎหมาย แล้วก็ เปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตป่าซึ่งมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือได้มี ส่วนร่วมในเชิงงบประมาณและการบริหารจัดการครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน