เพชรรัตน์ เสนอตั้งคณะกรรมการสามระดับแก้ปัญหาฝุ่นพิษอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๑ มกราคม ๒๕๖๗

เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู หารือร่าง พ.ร.บ. แก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 หลังพื้นที่เชียงใหม่ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนจากความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและขาดการบูรณาการ จึงเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจสามระดับจากหน่วยงานเดิมเพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การกระจายอำนาจ การบูรณาการข้ามหน่วยงาน รวมถึงผลักดันกฎหมายที่เข้มแข็งเพื่อจัดการมลพิษทางอากาศและรายงานสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจอย่างเร่งด่วน

นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงใหม่ จากประชาชน ชาวเชียงใหม่ เขต ๑ ค่ะ วันนี้ดิฉันได้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ที่จะเกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเขตพื้นที่ของดิฉันก็เป็นพื้นที่ ที่พี่น้องประชาชนกระทบกับปัญหานี้เช่นกัน ดิฉันได้เคยต่อสู้ในภาคประชาสังคม ภาคประชาชนในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหานี้มาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว จนวันนี้ ดิฉันได้มาเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรจึงขอใช้โอกาสนี้ในการร่วมอภิปรายเพื่อที่จะใช้ ร่าง พ.ร.บ. นี้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ให้กับพี่น้องประชาชนในเขตของดิฉันค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

การอภิปรายในครั้งนี้ดิฉันขอเน้น เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการทำงานในปัจจุบันที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคและไม่สามารถ แก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ได้ และแผนการทำงานที่ควรจะบรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. ฝุ่นพิษ หรือ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขฝุ่นควัน PM2.5 ด้วยค่ะ อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีจาก บทความงานวิจัยต่าง ๆ ที่บอกถึงผลกระทบของฝุ่นควัน PM2.5 ที่กระทบทั้งชีวิต การดำรงชีวิต สุขภาพ เศรษฐกิจ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่พี่น้องประชาชนจะต้องแบกรับ เพิ่มขึ้นในช่วงฝุ่นพิษ PM2.5 นี้ แล้วอย่างจังหวัดเชียงใหม่เองเป็นจังหวัดที่มีรายได้หลักมา จากการท่องเที่ยว ฝุ่นพิษนี้ก็ทำให้รายได้หลักของจังหวัดเชียงใหม่ลดลง เราจึงต้องมี การกำหนดกลไกการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ กำหนดให้ มีการพัฒนาและมีการบูรณาการกัน บริหารจัดการปัญหาของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษนี้ในปัจจุบันจากโครงสร้างกลไกของรัฐ อำนาจการจัดการ ปัญหานี้ต้นตออยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งส่วนกลางนี้ประกอบด้วย ๘ กระทรวง ๑๒ กรม ๓ สำนักงาน ๒ กอง ๑ คณะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่มีการบูรณาการร่วมงานกัน กระจัดกระจาย แบบนี้ ต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ฉะนั้นการแก้ปัญหาด้วยหน่วยงานที่มีมากมายขนาดนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรอกค่ะ ท่านประธาน นอกจากต่างคนต่างทำแล้วในร่างพระราชบัญญัติปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่เพื่อนสมาชิกในที่นี้ได้ร่วมอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ของบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและดับไฟป่า ทางกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นได้ขอ ไปอยู่ที่ ๑,๗๐๙ ล้านบาท แต่ได้รับจริงเพียงแค่ ๕๐ ล้านบาท ฉะนั้นยิ่งเป็นการตอกย้ำให้รู้ อีกว่าปัญหานี้จะอยู่กับพวกเราไปอีกยาวนาน ถ้าพวกเราไม่ทำอะไรเลย ขณะที่ส่วนภูมิภาค คือจังหวัด อำเภอที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดนั่งหัวโต๊ะเป็นหัวเรือใหญ่ในการที่จะแก้ไขปัญหานี้ ในระดับจังหวัด ซึ่งทำได้เพียงแค่การประสานงานร่วมมือ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เพราะจากที่ทุกคนรู้ดีอยู่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลางมาอยู่ที่ จังหวัดแต่ละจังหวัดอาจจะไม่ถึง ๑ ปี หรือ ๑-๒ ปีก็เป็นได้ จึงขาดความต่อเนื่องในการแก้ไข ปัญหานี้ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ทำหน้าที่ได้เพียงแค่ให้เงินอุดหนุนหมู่บ้าน ผ่านมูลนิธิป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน หรือทำได้เพียงติดตั้งจุดวัดค่าอากาศ เอารถดับเพลิงออกมาฉีดน้ำเพื่อบรรเทาสถานการณ์ หรือสิ่งที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ก็คือการแจก หน้ากากอนามัย N95 เห็นได้ชัดว่าส่วนท้องถิ่นทำได้แค่เพียงบรรเทาผลกระทบปลายทาง ของปัญหาไม่สามารถแก้ที่ต้นตอของปัญหาได้ ประเด็นปัญหาจึงเป็นเรื่องของระดับชาติและ วาระเร่งด่วนที่ต้องอาศัยฝั่งนิติบัญญัติหรือสภาแห่งนี้ในการร่วมพิจารณากฎหมายที่จะ แก้ปัญหาเร่งด่วนที่กล่าวไปได้ นั่นก็คือการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ถ้าพูดถึงการกระจายอำนาจแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าล่าช้าไป แต่สิ่งที่ทำควบคู่กัน ไปได้คือการที่ทำให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นี้เกิดขึ้นให้จงได้ค่ะ ดิฉันจึงขอเสนอแนะให้มีกลไกคณะกรรมการอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่เน้น หน่วยงานที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเป็นหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าเราตั้งหน่วยงานใหม่ จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่ทุกคนได้ฟัง และได้อภิปรายร่วมกันในสัปดาห์ที่แล้ว จะรู้ว่างบประมาณกว่า ๑.๒ ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับบุคลากรทั้งหมด ซึ่งถ้ายังตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ไม่ใช้หน่วยงานเดิม โดยเพิ่ม ภารกิจเข้าไปก็จะทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีของเราเพิ่มสูงขึ้นค่ะ จึงอยากจะแนะนำ และขอเสนอว่าการทำงานของคณะกรรมการของ ๓ ส่วนนี้

ในส่วนแรกคณะกรรมการระดับนโยบาย โดยใช้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมีหน้าที่ในการเสนอเพิ่มเติมดังนี้ ข้อแรก ในการเสนอแผนนโยบายและแผน ข้อ ๒ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศบริสุทธิ์ ข้อ ๓ กำหนดมาตรฐานเพื่อสร้างเสริม ความร่วมมือการบูรณาการในการทำงานระหว่างราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนและ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ข้อ ๔ จัดให้มีการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบแบบ ย้อนกลับต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน และข้อที่ ๕ ออกระเบียบให้ธุรกิจต้องจัดทำรายงาน ด้านสิ่งแวดล้อมโดยครอบคลุมตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำค่ะ

ส่วนต่อมาก็คือคณะกรรมการกลางที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบฝุ่นพิษและ การก่อมลพิษข้ามพรมแดนที่จะทำการตรวจสอบนโยบาย และกรรมการระดับต่อมาก็คือ กรรมการระดับจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ซึ่งเมื่ออยู่ใกล้ชิด ประชาชนมากที่สุดก็ต้องยึดโยงจากประชาชน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งตำแหน่ง ที่มีอยู่แล้วก็คือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีวาระ ๔ ปี ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ไม่สามารถ ที่จะมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหานี้ได้เราก็เลือกตั้งกันใหม่ค่ะ เลือกคนใหม่เข้ามาทำงาน ทำหน้าที่ มีอำนาจ มีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน ปลดล็อก ภารกิจที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการแก้ไขปัญหานี้ ดิฉันจึงอยากฝากข้อเสนอแนะดังกล่าว ให้กับเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณานำกลไกการทำงานทั้ง ๓ ส่วนนี้ ไปประกอบในร่างพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษและ PM2.5 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ขอบคุณค่ะ