ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อรับรองสมรสเท่าเทียม ย้ำถึงความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกเพศตามหลักนิติธรรม เสรีภาพในการทำสัญญา และประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
จะพยายามค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอใช้เวทีสภาแห่งนี้อภิปรายยืนยันในหลักการ ว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้อง มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อให้สิทธิแก่บุคคลที่อยู่ในเพศใดก็ตาม สามารถแต่งงานกันได้ หรือที่เราเรียกว่าสมรสเท่าเทียม โดยก่อนอื่นเราต้องไม่ปฏิเสธว่า ความหลากหลายทางเพศนั้นมีอยู่จริง และคนที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นก็คือมนุษย์ คนหนึ่งที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีสิทธิที่จะรักและมีสิทธิที่จะได้รับความรักไม่ต่างจากทุกคน ในสังคม ดังนั้นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีตัวตนหรือผู้ที่มีความผิดแผก แต่อย่างใด อันจะเป็นข้ออ้างที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้รับ อย่างไรก็ดีกฎหมายที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันมันยังพัฒนาไปไม่ทันกับวิวัฒนาการของสังคม และการตระหนักรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ของความหลากหลายทางเพศ กฎหมายของเราจึงยัง ไม่สามารถทำหน้าที่ที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งเมื่อเรา ไปดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มันประกอบไปด้วยบทบัญญัติทั้งหมด ๖ บรรพ ด้วยกัน ล้อไปตามช่วงชีวิตของมนุษย์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมตั้งแต่เกิดเป็นบุคคล สร้างครอบครัว มีลูกไปจนตาย และไปจนถึงการจัดการมรดก โดยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เริ่มมีผลใช้บังคับในครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๖๘ และกฎหมายฉบับนี้ก็ได้รับการแก้ไขเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน ดิฉันขอเน้นบรรพ ๕ ที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัวอันเกี่ยวกับการสมรสค่ะ ซึ่งก็เคยมี การแก้ไขด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการแก้ไขในปี ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้อง กับแนวคิดและค่านิยมที่ว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์นั้นมีพลวัตรตามสังคมอยู่ตลอด แต่บรรพ ๕ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันค่ะ ก็ยังไม่อาจเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม วิถีชีวิต ค่านิยมที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป อย่างมาก ดังนั้นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกครั้งก็จะเป็นประโยชน์กับ ประชาชน และถือเป็นวิวัฒนาการของกฎหมายที่พัฒนาไปตามวิถีชีวิตของประชาชน ท่านประธานคะ มีประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือประเด็นทางด้านศาสนา ซึ่งดิฉันเข้าใจและเคารพในความเชื่อและความศรัทธาตามหลักศาสนาของเพื่อนสมาชิก บางท่านที่ไม่อาจสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อกการสมรสเท่าเทียมได้ แต่หากเรา มองว่าสมรสเท่าเทียมเป็นประเด็นทางกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสก็เป็นสัญญาหนึ่ง ที่เหมือนนิติกรรมสัญญาอื่น ๆ ที่คู่บุคคล ๒ คน มีอิสระที่จะตกลงกันในข้อสัญญาต่าง ๆ ซึ่งทางกฎหมายเรียกว่า หลักอิสระทางแพ่งและหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ซึ่งสิ่งนี้ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือพิธีกรรมทางศาสนา การรับสิทธิตามกฎหมายจาก การจดทะเบียนสมรสจึงไม่เกี่ยวข้องกับการรับสินสมรสทางจิตวิญญาณ รัฐไทยเราเป็นรัฐ ฆราวาส หรือเรียกว่า Secular State ที่กฎหมายต้องไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง แต่กฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้กับประชาชนทั้งประเทศที่เต็มไปด้วยความเชื่อ และศาสนา รวมถึงพื้นที่ไม่มีศาสนาด้วย เช่นในโลกของศาสนาคริสต์ หลายประเทศที่มี คริสต์ศาสนิกชนได้ออกกฎหมายห้ามรักเพศเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Sodomy Law โดยมี ที่มาจากพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีโทษจำคุกไปจนถึงประหารชีวิต แต่เมื่อสังคมและเพดาน ความคิดความเข้าใจของรัฐในเรื่องสิทธิเสรีภาพมีสูงขึ้น Sodomy Law จึงถูกยกเลิกไปใน โลกตะวันตก รวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่เคยอยู่อาณานิคม เมื่อ ๒ วันก่อนเราจะเห็นข่าวความ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อโป๊ปฟรานซิส พระสันตะปาปา เป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์ คริสตจักรที่ประทานอนุญาตให้บาทหลวง สามารถอำนวยพรให้แก่คู่รักเพศทางเลือกได้แม้ว่า จะยังทำพิธีศีลสมรสไม่ได้ก็ตาม ท่านประธานคะ ดิฉันขอพูดถึงมิติทางเศรษฐกิจค่ะ มีงานวิจัยของต่างประเทศที่ได้จากการสำรวจ ๑๓๒ ประเทศ และสำรวจมาตั้งแต่ปี ๑๙๖๖ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิทางกฎหมายและการเติบโตทางเศรษฐกิจใน ประเทศ หรือ GDP นั้นแปรผันไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือถ้ากฎหมายคุ้มครองสิทธิมากขึ้น เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มจะพัฒนามากขึ้น ประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจแล้วประชาชนมีรายได้ ต่อหัวสูงขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิบุคคลรวมถึง LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งนั่น เป็นตัวบ่งชี้ถึงวัฒนธรรมพื้นฐานที่เปิดกว้างและเอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์นำไปสู่การลงทุน จากต่างชาติ ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีอคติทางเพศและการเลือกปฏิบัติ จำกัดสิทธิ เสรีภาพ เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ช้ากว่า ยกตัวอย่างในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ปี ๒๐๑๙ ประเทศไต้หวันเป็นที่แรกในเอเชียที่ออกกฎหมายรับรองการสมรสของคนเพศ เดียวกัน ซึ่ง ณ ตอนนั้นบริษัทข้ามชาติรายใหญ่หลายแห่งได้พูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศไต้หวันจากผลของการรับรองกฎหมายนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มี การเปรียบเทียบว่าก่อนจะมีการสมรสเท่าเทียมในสหรัฐอเมริกาคู่รักเพศเดียวกันต้องแบก รับภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตมากกว่าคู่รักต่างเพศถึง ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ นั่นเพราะอาจไม่สามารถทำประกันคู่สมรสที่ทำงานได้ จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการพบแพทย์ เมื่อเจ็บป่วย นำไปสู่ค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ต้องรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังในภายหลัง และเมื่อศาลสูงของสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินให้การสมรสของคู่รักเพศเดียวกันถูกกฎหมาย ครอบคลุม ๕๐ รัฐทั่วประเทศ ก็มีรายงานตัวเลขว่าภายใน ๕ ปี คือตั้งแต่ปี ๒๐๑๕ ถึงปี ๒๐๒๐ นั้น มีคู่รักเพศเดียวกันกว่า ๓,๐๐๐ คู่ได้จดทะเบียนสมรสและใช้จ่ายเกี่ยวกับ การแต่งงานเป็นจำนวนกว่า ๓,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การจ้างงานกว่า ๔๕,๐๐๐ ตำแหน่งค่ะ เพราะการจัดงานแต่งงานย่อมมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าโรงแรม ค่าดอกไม้ ค่าชุดแต่งงาน ค่าอาหาร ซึ่งการบริโภคเหล่านี้มันช่วยกระจายรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากภาษีการขายและนำภาษีมาสู่รัฐและท้องถิ่น และสำหรับคู่แต่งงาน เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเวลาอยู่ตัวคนเดียว การครองเรือนด้วยกันยังช่วยลดต้นทุนค่าครอง ชีพอย่างมาก เพราะมันมีทรัพยากรที่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่นค่าเช่าบ้านหรือว่าค่าสาธารณูปโภค ดังนั้น การที่คู่รักเพศเดียวกันได้จดทะเบียนสมรสเหมือนคู่รักต่างเพศมันเป็นการยืนยันถึง การเคารพในศักดิ์ศรีของทุกเพศสภาพและเพศวิถีอย่างเสมอภาคกัน และแม้การจดทะเบียน สมรสจะเป็นทางเลือก แต่การมีทางเลือกย่อมดีกว่าการถูกปิดกั้นทางเลือกและตัดโอกาส เช่นเดียวกันการสมรสเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของ LGBTQ+ แต่เป็นเรื่องของประชาชน ทุกอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศที่มีคุณค่าเท่าเทียมกันค่ะ ขอต่ออีกนิดหนึ่งค่ะท่าน ในแง่ของหลักสากล ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองในหลักยอกยาการ์ตา เมื่อปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีผลผูกพันให้รัฐภาคีต้องขจัดการละเมิดสิทธิอันเนื่องมาจากวิถีและ อัตลักษณ์ทางเพศ โดยหลักในข้อ ๒๔ ได้กล่าวไว้ว่า ทุกคนมีสิทธิในการก่อตั้งครอบครัว โดยไม่ขึ้นอยู่กับวิถีทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ และเมื่อปี ๒๕๕๙ ประเทศใดได้ให้ คำปฏิญาณโดยสมัครใจกับกระบวนการทบทวนสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนว่าจะมี การทบทวนเงื่อนไขการสมรสมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านประธานคะ สมรสเท่าเทียมจะยังคงเป็นประเด็นถกเถียงไปอีกนานในสังคม แต่เราไม่มีเหตุผลที่จะต้อง กีดกันการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อรอจนกว่าทุกคนในสังคมจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณค่ะ