ศักดิ์ชาย ตันเจริญ หารือปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับประชาชนที่ทวีความรุนแรงจากช้างที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่ป่าที่หดตัว ส่งผลให้ชุมชนได้รับความเดือดร้อนทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจ จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐดำเนินการบูรณาการทั้งการฟื้นฟูแหล่งน้ำและอาหารในป่า การพัฒนาระบบเตือนภัย และการปรับปรุงรั้วไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทั้งช้างและประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขอมาอภิปรายเรื่องปัญหาช้างป่ากับประชาชน จากการสำรวจจำนวนช้างป่า ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ได้รับข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า มีประชากรช้างป่าในประเทศประมาณ ๙,๑๔๑ ตัว แบ่งเป็นช้างบ้าน ๔,๗๑๙ เชือก และช้างป่า ๔,๔๒๒ ตัว นับว่าสัดส่วนระหว่างช้างบ้านกับช้างป่ามีจำนวนใกล้เคียงกัน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน ๙๓ แห่ง และ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบางแห่งมีพื้นที่เป็นแหล่งอาศัยของช้างป่ารวมทั้งสิ้นประมาณ ๕๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โดยกลุ่มป่าที่มีจำนวนช้างป่ามาก ที่สุดและมีปัญหาช้างป่ามากที่สุดในประเทศ ประกอบด้วย ๕ กลุ่มป่า คือกลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าตะวันออก กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว และกลุ่มป่า แก่งกระจาน โดยพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีอัตราเพิ่มขึ้นของจำนวนช้างป่าอย่างรวดเร็ว ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทำให้เกิดปัญหาช้างป่าออกจากพื้นที่เขตป่าอนุรักมารุกล้ำ ทำลายพืชผลการเกษตร ที่อยู่อาศัยของประชาชนได้รับความเสียหาย ประชาชนได้รับ บาดเจ็บเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และปัญหายังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจาก ความเสียหายทางตรงที่เกิดขึ้นแล้วยังมีผลกระทบทางอ้อมอีกด้วย เช่น การสูญเสียโอกาส ในการสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพและความเสียหายด้านจิตใจ พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาช้างป่าไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาเป็นธรรม อัตราการเยียวยา ไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่ครอบคลุมทั่วถึง หน่วยงานภาครัฐยังไม่ สามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกับ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศชาติ กระผมเห็นว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการ แก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างต่อไป ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอ ญัตติด่วนมาเพื่อให้สภาได้พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหา ช้างป่าต่อ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดนั้นกระผมขอกราบเรียนต่อไปนี้
พื้นที่ที่พบช้างป่าในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ ๒๗ จังหวัด แบ่งเป็น ๕ กลุ่มป่า ประกอบไปด้วยกลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มป่าตะวันตกซึ่งมี ๖ จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี กลุ่มที่ ๒ ป่าตะวันออก มี ๕ จังหวัด ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สระแก้ว และตราด กลุ่มที่ ๓ ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มี ๖ จังหวัด นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้วและบุรีรัมย์ กลุ่มที่ ๔ ป่าภูเขียว-น้ำหนาว ๗ จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิและลพบุรี กลุ่มสุดท้ายกลุ่มแก่งกระจาน ๓ จังหวัด ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจำนวนช้าง มีเพิ่มขึ้นประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ทุกปี ในขณะที่พื้นที่ป่าแหล่งอาศัยและที่หากินในป่า มีแนวโน้มลดลงสวนทางกันทุกปี ทำให้ช้างป่าออกจากพื้นที่อยู่อาศัยมาหากินในเขตชุมชน ก่อให้เกิดปัญหากระทบกระเทือนระหว่างช้างป่ากับประชาชนอยู่อาศัยใกล้เคียงอย่าง ต่อเนื่องตลอดมา
โดยพบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๖ มีสถิติปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ อุทยานอนุรักษ์รวมทั้งสิ้น ๓๗,๑๓๕ ครั้ง เฉลี่ยปีละ ๑๒,๓๗๘ ครั้ง มีการบุกรุกพื้นที่ทำลาย เกษตรจำนวน ๓,๓๗๙ ครั้ง มีช้างป่าสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประมาณ ๔๙๘ ครั้ง แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๕-๒๕๖๗ มีช้างป่าทำร้ายประชาชนบาดเจ็บจำนวน ๑๙๔ ราย เสียชีวิต จำนวน ๒๑๘ รายรวมทั้งประเทศ โดยจากสถิติพบว่าสัดส่วนที่มากที่สุด จากกลุ่มป่า ภาคตะวันออกจะมีผู้บาดเจ็บมากถึง ๑๕๐ ราย และผู้เสียชีวิตก็มี ๑๔๗ ราย นับว่าเป็น จำนวนเกินครึ่งของทุกกลุ่มป่าทั้งประเทศร่วมกันครับ แต่ปัจจุบันที่ประชาชนโดนทำร้ายหรือ เสียชีวิตเริ่มจะนับเป็นรายวันแล้วนะครับ แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. ช้างป่าบัญญัติขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยประกาศใช้ในปี ๒๕๖๔ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว บัญญัติให้เรื่องโทษที่ประชาชนกระทำต่อช้าง บางครั้งอาจจะเป็น ความจำใจต้องป้องกันตนเอง ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเกิด อุบัติเหตุ ยกตัวอย่าง ประชาชนขับรถไปชนช้างในหมู่บ้านตัวเองในที่อยู่อาศัย หรือการใช้ อาวุธป้องกันตนเอง ทรัพย์สินและพืชผล ทำให้ช้างป่าได้รับบาดเจ็บล้มตายโดยไม่ได้เจตนา ในทางกฎหมายแล้วนับว่าได้กระทำผิด มีโทษตาม พ.ร.บ. สำหรับรักษาช้างป่า มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ที่ว่าผู้ใดทำร้ายหรือฆ่าช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตามมีความผิด แต่ประชาชน ก็ควรได้รับความคุ้มครองจากช้างป่าเช่นกัน แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ ของสัตว์ป่า แต่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนก็ควรจะได้รับความคุ้มครองเช่นกัน ปัญหานี้จึงสมควรได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาปราศรัยในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ นอกจาก เพื่อแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างช้างป่ากับประชาชนแล้ว เรื่องนี้ ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับช้างที่ถือว่าเป็นสัตว์สำคัญของประเทศ เพราะประเทศไทยเรามีช้างเป็น สัตว์สำคัญของประเทศชาติมาแต่โบราณ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การกอบกู้ชาติบ้านเมือง อีกทั้ง เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของป่าและระบบนิเวศซึ่งสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ปัญหานี้มาหลายครั้งแล้ว แต่สภาพปัญหาก็ยังคงอยู่ และประชาชนก็ยังได้รับความเดือดร้อน อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสภาแห่งนี้จึงควรได้พิจารณาหนทางแก้ไขในลักษณะของการบริหาร จัดการอย่างบูรณาการ เพื่อจะได้ยุติปัญหาเหล่านี้ได้อย่างสิ้นเชิงเสียทีครับ โดยแนวทางแก้ไข ที่เคยได้ดำเนินการมาในอดีต เช่น การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และงบประมาณในการดูแล ช้างป่าก็ยังไม่เพียงพอเช่นกัน เพราะว่าจำนวนช้างป่ามีเพิ่มขึ้นทุกปี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ไขปัญหาช้างป่า ยังไม่เป็นระบบ ไม่สามารถมาบูรณาการให้ หน่วยงานรัฐหรือเอกชนสามารถใช้งานในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่ ที่จะทำให้ช้างไม่ต้อง ออกมาจากป่ามาหากินในชุมชน อย่างเช่นที่อยู่ในปัจจุบัน ถ้าจัดระบบเฝ้าระวังเตือนภัยช้างป่า หรือที่เรียกกันว่า Early Warning System ก็มีเพียงไม่กี่ที่เท่านั้นที่ยังทดลองใช้อยู่ คือกลุ่ม อุทยานแห่งชาติกุยบุรีกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน ในส่วนการติดตั้งวิทยุติดตามตัวก็ ติดตั้งได้เพียง ๕๐ ตัว จากจำนวนช้างป่าเกือบ ๕,๐๐๐ ตัว การสร้างรั้วไฟฟ้ากันช้างก็ยังมี การจัดสร้างเพียง ๓ ที่ ซึ่งตัวผมเองก็ได้ลงพื้นที่ที่ฉะเชิงเทราด้วยตนเอง แล้วได้ไปพบว่า ปัญหาของรั้วไฟฟ้าก็มีอยู่ คือบางจุดไม่มีไฟเลยครับ แล้วก็ได้โดนช้างทำลายรั้ว พอผมได้ถาม เจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่มีไฟ ผมก็โดนเขาตอบมาแบบงง ๆ ก็คือว่าค่าไฟมันแพงครับ นอกจากนั้นก็ยังเป็นการใช้การก่อสร้างรั้วกันช้าง การก่อสร้างคูกันช้าง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไข เรื่องช้างป่าบุกรุกพื้นที่ทำกินของประชาชนได้อย่างถาวร ในขณะที่การสร้างแนวกันรั้วเพื่อ ป้องกันช้างมาบุกรุกที่ดินประชาชน ก็ยังเป็นปัญหาว่ารั้วเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันช้าง บุกรุกได้ เพราะต้องใช้ Barrier ที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรง มีราคาแพง ดังนั้นแนวคิดการใช้รั้ว ที่มีอาจจะใช้กันช้างได้ แต่ในทางกลับกันสามารถป้องกันคนไม่ให้บุกรุกในที่เขตหากินและ ที่อยู่อาศัยของช้างป่า ส่วนการป้องกันช้างป่าไม่ให้ออกจากป่านั้น แนวรั้วที่ดีที่สุดคือ การสร้างแหล่งอาหารในป่าให้เพียงพอ การฟื้นฟูเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำในเขตป่าอนุรักษ์ เนื่องจากช้างป่าต่อ ๑ ตัวมีความต้องการน้ำเฉลี่ยวันละ ๒๕๐ ลิตรต่อวัน ต้องการอาหาร เฉลี่ยประมาณ ๑๗๐ กิโลกรัมต่อวัน ในปัจจุบันปริมาณน้ำและอาหารในพื้นที่อนุรักษ์ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของช้างป่า ทำให้ช้างป่าต้องออกมาหากินนอกเขต ถ้าเกิดเรา เอาช้างกลับไปอยู่ในป่าได้ ช้างป่าก็จะเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าได้ ซึ่งเมื่อช้างได้กินอาหารก็จะขับถ่ายเมล็ดพันธุ์ให้กระจายยังพื้นที่ป่ารอบ ๆ และเป็นปุ๋ยให้ ต้นไม้ต่าง ๆ ได้เติบโต เมื่อเรามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ป่าไม้นั้นก็จะช่วยควบคุมสภาพ อากาศให้เหมาะสม เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ ลดการเกิดไฟป่าที่ทำให้เกิดฝุ่นมลพิษ PM2.5 การบริหารจัดการช้างป่าที่ดีอาจเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว ประเทศไทยเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากทั่วโลกรู้จักช้างไทยดีอยู่แล้ว ดังเห็นจาก Soft Power กางเกงช้าง หรือไม่ก็เห็นจากนักท่องเที่ยวที่เวลามาเมืองไทยเราจะเห็นตาม Social ที่เขาได้ ขึ้นไปทางเหนือ ที่ไปถ่ายรูปช้างหรือว่าไปอยุธยาหรือไปทางใต้ ทะเล ซึ่งในเรื่องของช้างป่า ท่านลองพิจารณาเปรียบเทียบดูนะครับ การจัดทัวร์ชมเที่ยวดูสัตว์ป่าซาฟารีในแถบแอฟริกา ซึ่งมีภูมิประเทศแห้งแล้ง ไม่อำนวยความสะดวก แต่ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก ไปดูได้ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง ในขณะที่ประเทศไทยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนครบครัน หากสามารถดึงดูดให้คนมาดูช้างหรือสัตว์ป่าในประเทศไทยได้ เช่น มาดูช้างที่เขาใหญ่ ซึ่งเรา มีโขลงช้างหลายโขลง แต่ละโขลงมีจำนวนหลายสิบตัว ก็น่าจะทำความตื่นตาตื่นใจให้กับ นักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย นอกเหนือจากการมาชมช้างบ้านหรือศูนย์ฝึกช้างแบบเดิม ๆ แต่ทั้งนี้ การที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างป่าให้สำเร็จลุล่วงได้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย และจำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจกับประชาชน ที่อยู่รายรอบ อีกทั้งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทั้งในด้านข้อมูลข่าวสารและการระวังป้องกัน เพื่อมาใช้ในการบริหารจัดการ ประกอบกับปัจจุบันปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกินของประชาชน ถือว่าเป็นปัญหาที่เร่งด่วน และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องได้รับการร่วมมือช่วยเหลือ จากทุกหน่วยงาน ทุก ๆ องค์กร เราจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความชำนาญและมีความรู้เป็น จำนวนมาก รวมทั้งเราควรหานวัตกรรมการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ มาใช้ เพราะฉะนั้นจากข้อมูล ทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายนำเสนอต่อเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานสภา จะเห็นความจำเป็นที่ สภาแห่งนี้สมควรแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อทำการพิจารณาศึกษาแนวทางการ บริหารจัดการช้างป่าอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันมิให้ช้างป่าก่อความเสียหายให้กับประชาชน และแสวงหาหนทางที่จะทำให้คนและช้างสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข กระผม จึงใคร่ขอความสนับสนุนจากท่านสมาชิกแต่ละจังหวัด ที่พี่น้องประชาชนของท่านได้รับ ผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้เข้ามาร่วมระดมความคิด หาแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จ สิ้นกันต่อไป และขอฝากผ่านท่านประธาน ขอให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ