ธนา แจงแก้แรงงานต้องสมดุล หวั่นกระทบเอสเอ็มอี-เศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๗

ธนา กิจไพบูลย์ชัย อภิปรายร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเห็นด้วยกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แรงงานแต่คัดค้านร่างที่อาจเพิ่มต้นทุนการผลิตสูงถึงร้อยละ 20 เพราะจะกระทบวิกฤติ SMEs และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีจนคนตกงานมากขึ้น จึงเรียกร้องให้กฎหมายมีความสมดุลระหว่างลูกจ้างและนายจ้างเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว

นายธนา กิจไพบูลย์ชัย ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยกระผมเห็นด้วยกับทั้ง ๒ ร่างของท่าน สส. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากพรรค ภูมิใจไทย แล้วก็ของท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน จากพรรคก้าวไกล แต่ผมขออนุญาต ไม่เห็นด้วยกับร่างของท่าน สส. เซีย จำปาทอง โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างและแรงงานที่เขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กับ วันหยุดที่มากจนเกินไป ต้นทุนการผลิตที่มากขึ้น อย่างเช่นท่าน สส. ธนยศ ทิมสุวรรณ ได้กล่าวอ้างมาก่อนหน้านี้ วันนี้ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายก็เพราะด้วยความรัก และความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่าน และรวมไปถึงกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ ตลาดแรงงานในอนาคตครับ เนื่องจากตลาดแรงงานนั้นไม่ได้มีแต่เพียงฝั่งนายจ้างหรือลูกจ้าง หากแต่เราในฝ่ายนิติบัญญัติจะเทความสำคัญในด้านใดด้านหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้ครับ ท่านประธาน เราควรแก้ไขพระราชบัญญัติให้เกิดความสมดุลระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อแรงงานของไทย ทุกท่านลองคิดตามผมว่าถ้าต้นทุนต้องเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ SMEs ในประเทศไทยจะกระทบแค่ไหน ถ้ามีการเลิกจ้าง SMEs หรือโรงงาน มันจะกระทบเศรษฐกิจแบบลูกโซ่ครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเป็น การเก็บภาษีซึ่งมันจะกระทบต่อฐานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมาก ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจครับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ท่านทราบไหมว่า SMEs ที่มีอัตราส่วนเป็น ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีรายงานไว้ว่า SMEs ในประเทศปิดกิจการไปแล้วกว่า ๑๗,๕๘๕ ราย ซึ่งมันกระทบและสร้างความเสียหาย เป็นมูลค่าถึง ๑๐๗,๗๒๘.๙ ล้านบาท โดย ๓ ภาคธุรกิจที่ถูกเลิกกิจการมากที่สุดได้แก่ ก่อสร้าง ธุรกิจร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับครับ เราทุกคนทราบอยู่แล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเราได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือสงครามในภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลาง มันส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน เรามีการส่งออกและการท่องเที่ยว เป็นเศรษฐกิจหลัก ถ้าสมมุติวิกฤติในเศรษฐกิจโลกยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมันจะยิ่งฉุดรั้ง ให้เศรษฐกิจของโลกแย่ขึ้นไปอีกครับ และเมื่อเศรษฐกิจไทยฝืดเคืองพี่น้องประชาชนย่อม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคโดยหันมารัดเข็มขัด ใช้จ่ายน้อยลง SMEs ไทยที่มีการแข่งขัน สูงอยู่แล้วก็ถูกบีบให้ยอดขายลดลงจนปิดกิจการตามตัวเลขที่ผมได้กล่าวอ้างไว้ก่อนหน้านี้ ทุกท่านคงจะเห็นว่าหากร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานของท่าน สส. เซีย จำปาทอง ประกาศใช้ จะส่งผลกระทบให้ต้นทุนในการผลิตมากขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงฝากถามไปยังพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ ทุกท่านจะเลือกซ้ำเติม SMEs ไทยภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ แบบนี้อีกหรือครับ ผมเองรู้ครับ รู้ถึงความรู้สึก เพราะผมเคยเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง มาก่อน รู้ถึงความยากลำบากของพี่น้องแรงงานทุกท่าน แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่าเรากำลังจะ เผชิญกับวิกฤติ Digital Disruption แล้วทุกสายอาชีพครับ ไม่เว้นแม้แต่ สส. ในสภาแห่งนี้ เรากำลังจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI แต่ร่างที่เสนอมานั้นกำลังจะเป็นตัวเร่ง เร่งให้เกิดเหตุการณ์ Digital Disruption เหตุการณ์นี้จะเกิดอะไร มันจะทำให้คนตกงาน มากขึ้นครับ ในระหว่างที่พวกเราในสภาแห่งนี้อยากเห็นนักลงทุนต่างชาติ อยากเห็นนักธุรกิจ ขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศเรา เราเชิญครับ เราไปเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติ แล้วก็ นักลงทุนในประเทศให้ขยายการผลิตและย้ายการผลิตมาที่ประเทศไทยเพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้ เพิ่มการสร้างงานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทย พวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เราเองที่จะเป็นฝ่ายสกัดการลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศด้วยการ เขียนกฎหมายที่จะทำให้ต้นทุนของเขาเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเองได้มีโอกาสพูดคุยกับ เจ้าของแรงงาน เจ้าของแรงงานเขาบอกผมว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาเองได้มีการวางแผน ใช้แรงงานหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI มากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เนื่องจากเครื่องจักรไม่รู้จัก เหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องพัก เสียก็เปลี่ยนได้ทันที แต่จะมีเพียงแค่ ๒ เหตุผลที่เขายังจะจ้าง แรงงานที่เป็นมนุษย์ คือ ๑. ทักษะแรงงาน และ ๒. ความยืดหยุ่นในการทำงานครับ ท่านประธาน ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเราควรจะใส่ใจกับการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ยกระดับฝีมือแรงงาน เพิ่มทักษะด้านความสามารถ ทุกท่านคิดว่ามันจะ ไม่ดีกว่าหรือครับ การที่มีวันหยุดมากจนเกินไปมันกระทบต้นทุนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้เจ้าของธุรกิจอาจถึงขั้นล้มละลายเลย เลิกกิจการไป จากต้นทุนที่สูงขึ้นถึง ๑ ใน ๕ ทำให้พี่น้องตกงาน แถมยังสร้างเงื่อนไขให้เงินทุนทั้งในและนอกประเทศ ไม่สนใจ เข้ามาลงทุนในประเทศ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในประเทศอื่น ๆ ผมย้ำว่าประเทศเราตอนนี้ สู้ประเทศอื่นไม่ได้ แล้วลูกหลานเราจะมีงานทำหรือครับ สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมขอเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของท่าน สส. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน เพราะผมมีความมั่นใจว่าผลประโยชน์ที่พี่น้องแรงงาน จะได้รับ เขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่มันจะไม่กระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของฝ่ายนายจ้าง จนเกินไป และสร้างความสมดุลที่เหมาะสมกับตลาดแรงงานของไทยครับ ขอบพระคุณมากครับ