ชวาล พลเมืองดี วิจารณ์การรั่วไหลของน้ำมันในประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยชี้ว่าภาครัฐขาดมาตรการป้องกันและเยียวยาที่จริงจัง รวมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับบริษัทต้นตอต่างจากต่างประเทศ และวิพากษ์วิจารณ์การจัดการล่าสุดในจังหวัดชลบุรีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อตอนที่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของน้ำมัน ในหลายต่อหลายครั้งในประเทศไทยของเรา ไม่มีความพยายามจากภาครัฐที่จะมาสร้าง มาตรการใด ๆ ในการแก้ไข ป้องกัน เยียวยา และฟื้นฟู หรือเอาผิดอย่างจริง ๆ จัง ๆ กับ ผู้ที่ก่อเกิดมลพิษหรือผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายได้เลยสักรายเดียวครับท่านประธาน ผมลองมาเทียบการรับผิดชอบและการชดเชยค่าเสียหายของบริษัทที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด การรั่วไหลของน้ำมันที่ต่างประเทศ อย่างที่สเปนเรือบรรทุกน้ำมัน Prestige อับปางทำให้ น้ำมันรั่วไหลลงทะเลกว่า ๗๗ ล้านลิตร บริษัทน้ำมัน Prestige ต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวน มากในการทำความสะอาดคราบน้ำมันออกจากทะเล ตั้งแต่ชายฝั่งตอนเหนือไปจนถึง ตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส หรือที่อเมริกาเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน Exxon Valdez มีน้ำมันดิบรั่วออกมาถึงขนาด ๔๑.๖ ล้านลิตร หลังจากเกิดเหตุบริษัท ExxonMobil ก็ได้จ่ายเงินเป็นจำนวนมูลค่า ๒๕ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๘๐๐ ล้านบาทไทย และเหตุการณ์ ที่โด่งดังไปทั่วโลกครับท่านประธานอย่างแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ระเบิด ทำให้มีน้ำมันดิบปริมาณ ๗๐๐ ล้านกว่าลิตรรั่วไหลลงสู่ทะเล ทางบริษัท BP ก็ต้องยอมจ่าย ค่าเสียหาย เป็นมูลค่ากว่า ๑.๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๖.๓ แสนล้านบาทไทย ทำให้บริษัท พวกนี้ประสบปัญหาทางการเงินและเกือบถึงขั้นล้มละลายกันเลยครับท่านประธาน แต่ท่าน ประธานครับ ทีนี้ประเทศไทยเกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้ที่เป็นต้นเหตุหน้าเดิม ๆ แต่กลับมี กำไรรวยขึ้นเป็นกอบเป็นกำ อย่างเหตุการณ์ปี ๒๕๕๖ ที่จังหวัดระยอง บริษัท PTTGC ทำน้ำมันรั่วไหลกว่า ๕๐,๐๐๐ ลิตร ทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย เกาะเสม็ดเต็มไปด้วย คราบน้ำมัน ประชาชนและแหล่งท่องเที่ยวเสียหายเป็นล้านล้านบาท ผู้เสียหายต้องไปรวมตัว กันฟ้องร้องกันเอง และได้มาเพียงคนละ ๖๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเองครับ ท่านประธาน แต่ในขณะเดียวกัน บริษัท PTTEP ไปทำน้ำมันรั่วไหลที่ทะเลติมอร์ เจอรัฐบาล อินโดนีเซียฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไปกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่แหล่ง มอนทารา อีกทั้งยังถูกคำสั่งยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการ และถูกยึดทรัพย์ นี่สะท้อนให้ เห็นถึงความขาดของรัฐไทย ที่ไม่กล้าเข้าไปแตะต้องกับกลุ่มนายทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ของ ประเทศ แม้ในปี ๒๕๖๕ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ออกระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการหนึ่ง คือ กจน. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการทำหน้าที่ในการจัดทำแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ เนื่องจาก น้ำมันแห่งชาติขึ้น จนถึงทุกวันนี้ท่านประธานยังไม่มีแผนการป้องกันและขจัดคราบมลพิษ ทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันแห่งชาติขึ้นเลยสักฉบับเดียว ไม่มีขั้นตอน ไม่มีลำดับในการปฏิบัติการ เมื่อเกิดเหตุก็มีหน่วยงานจากหลาย ๆ ภาคส่วนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็น การทำงานที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการรับมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือ ตามหลักมาตรฐานสากลหรือไม่ อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่จังหวัดชลบุรีก็แสดงให้เห็นถึง หน่วยงานที่เข้ามาแก้ไขปัญหายังขาดความรู้ ไร้มาตรการในการควบคุมแก้ไขสถานการณ์ โดยการเอาข้าราชการระดับสูง นายทหารเรือยศใหญ่ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญชำนาญเรื่องนี้เข้า มานั่งเป็นหัวเรือในการแก้ปัญหา ผลก็คือ ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบผิด ๆ เช่นนำสารเคมีมากด คราบน้ำมันลงจมสู่ใต้ท้องทะเลในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งครับท่านประธาน รวมถึงการเอานักวิชาการที่เป็นกรรมการของบริษัทผู้ถือหุ้น ของบริษัทที่เป็นต้นเหตุมาออก ความคิดเห็นโน้มน้าวประชาชน โดยพยายามใส่ร้ายโทษไปที่ Plankton Bloom ว่าเป็น สาเหตุที่ทำให้ปลาตาย อีกทั้งหากมาดูตามแผนจัดการมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันและ เคมีภัณฑ์ที่กำหนดให้ศูนย์ประสานงานมีหน้าที่รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษให้ชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขจัดครบน้ำมัน ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนจากภาครัฐดำเนินคดี ดำเนินการฟ้องร้องกับบริษัทที่เป็นต้นตอก่อให้เกิด ความเสียหายเลยสักรายเดียว โดยที่ผ่านมาเมื่อบริษัทที่เป็นตัวต้นเหตุก่อให้เกิดความเสียหาย ได้รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เรื่องก็เงียบหายไม่มีการฟ้องร้องใด ๆ ตามมา ในภายหลัง รวมไปถึงความไม่ชัดเจนของข้อมูลในการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการจัดการ มลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ไม่ได้อำนวย ความสะดวกข้อเท็จจริงหรือข้อมูลทั้งหมดแก่สาธารณะ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบการเรียกร้องค่าเสียหายเยียวยาหรือ หาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืนเลยสักครั้งครับ ท่านประธานครับมันเป็นอย่างนี้เพราะอะไรครับ หรือว่าเพราะรัฐไทยไม่มีความพยายามที่จะออกตัวปกป้องผู้เสียหาย เรียกร้องความ รับผิดชอบหรือเอาผิดกับผู้ที่ก่อเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ หรือเรากลัวนายทุนพลังงานยักษ์ใหญ่จะเสียผลประโยชน์ หรือกลัวนักการเมืองในประเทศนี้ จะขาดอู่ข้าวอู่น้ำ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเราเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาข้อเท็จจริงและ หามาตรการในการรองรับ เพราะผมไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่จะ เกิดขึ้นในประเทศนี้ แล้วผมไม่เชื่อว่าทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้จะเพิกเฉยต่อชะตากรรมของ ผู้ที่ได้รับผลกระทบเหตุโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเรามาร่วมกันหาแนวทางหา มาตรการมาป้องกันดูแลแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาและเอาผิดกับต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างจริง ๆ จัง ๆ กันสักครั้งครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ