เทอดชาต weakened ชัยพงษ์ หารือภาพรวมและข้อเสนอปรับปรุงระบบบำนาญของประเทศ โดยเน้นความเพียงพอ ความยั่งยืน และความครบถ้วนของสวัสดิการ พร้อมเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกลางรับผิดชอบบริหารระบบบำนาญแห่งชาติอย่างเป็นเอกภาพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ ต่อกรณีของการรายงานผลการพิจารณาการศึกษา เรื่อง การพัฒนาระบบบำนาญพื้นฐาน ประชาชน ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ทำให้เห็น ภาพรวมของการดำเนินการเกี่ยวกับระบบบำนาญของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาระบบบำนาญพื้นฐานภาคประชาชนนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นวิวัฒนาการของสวัสดิการพื้นฐานทางสังคม เป็นการให้สิทธิขั้นพื้นฐานต่อประชาชน ชาวไทยอย่างถ้วนหน้า อย่างไรก็ตามประเทศไทยนั้นเราได้มีระบบบำนาญอยู่ในอันดับรั้งท้าย ของโลก จาก ๔๔ ประเทศ คะแนนรวม ๔๑.๗ ซึ่งประเทศที่มีระบบบำนาญที่ดีที่สุดก็คือไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก ในอาเซียนเรา ก็มีสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซียและญี่ปุ่น ตัวชี้วัดสำคัญเน้นหนักไป ๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คือ ความเพียงพอ นั่นคือการมอบสวัสดิการให้กับกลุ่มคนจนและกลุ่มคนผู้มีรายได้ระดับต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ตัวชี้วัดที่ ๒ คือความยั่งยืนนี่พิจารณาจากอัตราการมีส่วนร่วมแรงงาน ของประชากรผู้สูงอายุ และระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องของ ความยั่งยืนนั้นมันผูกพันระหว่างจำนวนของประชากรที่มีส่วนร่วมเรื่องของทักษะ อาชีพ รายได้ และการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ จะมีความผูกกันเนื่องจากเป็นเรื่องของสวัสดิการ และต้องใช้งบประมาณ ดัชนีชี้วัดที่ ๓ ก็คือความครบถ้วน ๓ ด้าน ด้านแรก ก็คือกฎระเบียบ และธรรมาภิบาล กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบบำนาญแห่งประเทศไทย ด้านที่ ๒ คือความคุ้มครองและการสื่อสารสำหรับสมาชิก ด้านที่ ๓ คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ในประเทศไทยนั้นข้าราชการทุกคนหลังจากที่เกษียณอายุราชการ อายุ ๖๐ ปีแล้ว ก็สามารถ เลือกที่จะรับบำเหน็จหรือบำนาญได้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ข้าราชการทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ อันนี้คือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับ สวัสดิการจากภาครัฐ หลังจากที่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติมานาน สร้างคุณประโยชน์ ให้ประเทศชาติมานาน ส่วนภาคประชาชนนั้นก็มีวิวัฒนาการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ สมัยรัฐบาลท่านอานันท์ ปันยารชุน สงเคราะห์เบี้ยยังชีพ ปี ๒๕๓๖ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นหมู่บ้านละ ๓-๕ คน คนละ ๒๐๐ บาท รวม ๒๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ เดือน ปี ๒๕๕๑ ท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุถ้วนหน้า ๕๐๐ บาทต่อคน เว้นผู้ที่ได้รับสวัสดิการอื่น ปี ๒๕๕๔ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ใหม่ ในสมัยนั้นรัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แบบถ้วนหน้าเป็นแบบขั้นบันได ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน และปี ๒๕๖๖ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปรับเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รายใหม่ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ นี่คือวิวัฒนาการของการให้ บำนาญภาคประชาชนมาอย่างยาวนาน ในสภาพปัจจุบันครับ เรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลัก ๆ อยู่ประมาณ ๔ ฉบับ ๑. พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ๒๕๓๙ ๒. พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พุทธศักราช ๒๕๔๖ ๓. พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ๔. พระราชบัญญัติประกันสังคม ๒๕๓๓ และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องของการออม กองทุนการออมแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ มี ๕ ฉบับ เพราะนั้นประชาชน ๖๐ ปีขึ้นไป ในปี ๒๕๖๓ เรามีสูงถึง ๑๙ เปอร์เซ็นต์ อัตราการเกิดน้อยลง แต่อัตราที่จะมีสังคมผู้สูงอายุและผู้สูงวัยนั้น เพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๖๓-๒๕๘๓ เราจะมีประชากรสูงวัยตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ซึ่งนับว่าไม่น้อย เพราะฉะนั้นระบบบำนาญของข้าราชการในประเทศไทย ขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนผ่านไปยังท่านประธานครับ ว่าที่พูดวันนี้ไม่ได้พูดถึงเฉพาะ ข้าราชการ แต่เป็นระบบบำนาญประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการหรือแรงงาน ในระบบและแรงงานนอกระบบ รวมถึงผู้สูงวัย ๖๐ ปีขึ้นไป ที่สามารถที่ได้ระบบบำนาญ ของประเทศไทยได้ ปัจจุบันนั้นได้มีการจ่ายบำนาญในระบบราชการและแรงงานในระบบ และนอกระบบในกองทุนผู้สูงอายุ กองทุนประกันสังคม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและพระราชบัญญัติ กองทุนการออมแห่งชาติ อันนี้เป็นเรื่องที่เราได้ดำเนินการมาในปัจจุบันแล้ว แต่ต่อไปนี้ ภาคประชาชนเองที่จะต้องดำเนินชีวิตในสังคม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มสูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น มีความอ่อนไหวเปราะบาง และเป็นผู้ที่ต้องดูแลตัวเอง บางคนก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่มีลูกไม่มีหลานดูแล ภาครัฐจึงจำเป็นจะต้องให้สวัสดิการสังคมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยถ้วนหน้า ข้อเสนอแนะครับท่านประธาน ๑. ให้มีหน่วยงานรับผิดชอบระบบบำนาญ แห่งชาติโดยตรง ให้บริหารจัดการเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นสวัสดิการแห่งรัฐและคุณภาพชีวิต ของคนไทยทั้งหมด ๒. แก้ไขกฎหมายระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นข้อจำกัด ถือว่านี่คือสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรมีสิทธิได้รับอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ๓. ต้องเพิ่มแหล่งรายได้ ของรัฐ เช่น การปฏิรูประบบภาษี เช่น การสร้างแหล่ง Entertainment Complex สถาน บันเทิงครบวงจรที่เป็นรายได้เข้าภาครัฐ และรายได้อื่น ๆ ที่ไม่กระทบต่อการดำรงชีพ ของประชาชน เพื่อที่จะมาจัดระบบสวัสดิการอย่างทั่วถึงแก่ภาครัฐ ไม่เพิ่มภาระใช้จ่ายให้แก่ ประชาชน เป็นการหารายได้เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เกิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับบำนาญ อย่างถ้วนหน้า เป็นการจัดสรรปันส่วนงบประมาณที่เป็นธรรมและอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ขอกราบเรียนว่าการพัฒนาระบบบำนาญขั้นพื้นฐานของประชาชนนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยควรจะได้รับ เป็นการบริหารจัดการที่เป็นธรรม เพื่อคุณภาพชีวิต ของประชาชนคนไทยทุกคน และเป็นความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศชาติร่วมกัน ขอบคุณท่านประธาน