กัณวีร์ ตั้งคำถามโครงการแลนด์บริดจ์ ห่วงหนี้ต่างชาติ-กระทบสิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

กัณวีร์ สืบแสง แสดงความกังวลต่อผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความยั่งยืนและเสี่ยงต่อการติดหนี้จากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในบริบทของโครงการ Belt Road Initiative ของจีน พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบทบาทของประเทศในเวทีโลก และเรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบจากการสร้างท่าเรือที่จังหวัดระนองและชุมพร ซึ่งกระทบต่อพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น ย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาที่คำนึงถึงท้องถิ่นนิยมและไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายไม่ยอมรับรายงานผลการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการที่เรียกว่า แลนด์บริดจ์ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมไม่ยอมรับ ไม่ใช่ว่า ผมปฏิเสธการพัฒนา แต่ผมจะยอมรับการพัฒนาที่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น การที่มี ผลการศึกษาออกมาอย่างนี้เป็นการตอบโจทย์ที่ไม่ตรงจุด การตอบโจทย์ที่ไม่ตรงจุดนี้จะแบ่ง ด้วยกันเป็น ๒ เหตุ เหตุแรก โจทย์อันแรกที่ตอบมาก็คือโจทย์ที่มีการตอบโจทย์ของระหว่าง ประเทศ แง่มุมระหว่างประเทศครับท่านประธาน เราเห็นว่าผลการพิจารณาออกมาบอกว่า ในเวทีระหว่างประเทศมีประเทศหลาย ๆ ประเทศสนใจในการที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ แลนด์บริดจ์ในประเทศไทยระหว่างกัน มีท่าเรือที่ชุมพรและระนอง มีหลาย ๆ คนอยากจะ ลงทุนตรงนี้ แต่ท่านประธานครับ ในเวทีระหว่างประเทศ มีนักวิชาการระหว่างประเทศ ที่เป็นนักวิชาการประเทศอินเดีย ชื่อว่า เชลานี (Charany) ได้เคยพูดไว้ในเรื่องหนึ่ง เหตุผล ในการทำของประเทศจีนร่วมกับ BRI หรือว่า Belt Road Initiative โครงการจีนเชื่อมโลก เขาพูดชัดเจน Debt-Trap Diplomacy คือการทูตในการขุดหลุมพราง การติดหนี้ อันนี้ ชัดเจนเพราะว่ามันเป็นปัญหาของจุดยืนทางการทูตของประเทศไทยที่เราไม่เคยมี การเปลี่ยนแปลง เราไม่เคยมองเห็นว่าสิ่งจำเป็นต่าง ๆ เหล่านี้ของประเทศไทยเราคืออะไร ประเทศไทยเราอยู่จุดไหนในเวทีระหว่างประเทศ ประเทศไทยเราพร้อมหรือไม่ในการที่ได้รับ การพัฒนา Megaproject อันนี้ เข้ามาในประเทศไทย Debt-Trap Diplomacy คือสิ่งที่ เรียกว่าคนที่จะทำงานโครงการเชื่อมจีนเชื่อมโลกนี้ประเทศจีนยืนยันชัดเจนบอกว่าเขาไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการให้กู้เงินให้กับบริษัทต่าง ๆ ที่จะมาลงทุนกับ BRI ผมว่า BRI นี้ เกี่ยวข้องกับ โครงการแลนด์บริดจ์ แต่ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาหรือไม่ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ BRI นักลงทุนจะกู้เงิน จะยืมเงินเข้ามาใช้กับลงทุน ๑ ล้านล้านบาท ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไป บอกว่าเราไม่ต้องลงทุน ให้นักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นภาระของรัฐบาลไทย หรือคนไทยเรื่องใช้ภาษีของเราในการพิจารณา แต่ไม่ใช่นะครับ ดูให้ชัดนะครับ Debt-Trap Diplomacy นี้จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างยาวนาน หากเขามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว ท่านคิดหรือว่าเงินลงทุนต่าง ๆ เศรษฐกิจ ดอกเบี้ยเงินต่าง ๆ นานา ดอกผลต่าง ๆ จะเข้ามา สู่ประเทศไทย เข้าเท่าไร เขาลงทุนเท่าไร เขาไปเท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแถบแอฟริกา ในแถบยุโรปเราเห็นชัดเจนการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งคมนาคมต่าง ๆ เราเห็นว่าได้ Debt-Trap Diplomacy เกือบจริง แต่หลาย ๆ คนบอกว่าไม่จริง เพราะว่ารัฐบาลจีนก็บอกว่า ไม่ได้เอาเงินมาจากรัฐบาลจีนมาให้กับบริษัทต่าง ๆ ในการลงทุนเรื่องเกี่ยวโครงข่าย โครงสร้างคมนาคมนี้ ให้เขาไปติดต่อกันเองกับบริษัทต่าง ๆ การกู้ยืมเงิน แต่สุดท้ายแล้วมันก็ กลับเข้ามาโครงข่ายเดิม ๆ คือ Debt-Trap Diplomacy การขุดหลุมพรางการติดกับดักหนี้นี้ ต่อไปในอนาคตประเทศไทยเราจะทำอย่างไรในเมื่อเม็ดเงินต่าง ๆ ที่ลงทุนมาไม่ได้มาจากเรา ในเมื่อดอกเบี้ยต่าง ๆ ผลกำไรต่าง ๆ ที่ได้รับมาก็ส่งกลับไปประเทศต้นกำเนิด ไปสู่บริษัท ต่าง ๆ ที่มาลงทุน ที่เราบอกเราจะได้เงินเข้ามา ท่านมีความมั่นใจได้อย่างไร ท่านมีการศึกษา หรือไม่ว่ากำไรต่าง ๆ นั้นจะเข้ามาสู่ประเทศไทย เต็มที่พี่น้องที่อยู่รอบ ๆ นั้น จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง ทำอะไรบ้างครับ ผมยังเชื่อมั่น เปิดร้านอาหารได้ ทำการค้าขายต่าง ๆ นานาได้ แต่คนที่ท่านให้ความสำคัญที่สุดคือบริษัทที่เข้ามาลงทุน นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใครจะเป็น ผู้บริหารจัดการ คนไทยหรือ ท่านได้ศึกษาหรือยัง ถ้าท่านบอกว่า PPP : Public Private Partnership ที่จะเกิดขึ้น การลงทุนรัฐ เอกชน เป็นหุ้นส่วนกัน ท่านว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทย รัฐบาลไทยจะได้เงินเข้ามาให้กับพี่น้องประชาชนเท่าไร อันนี้ท่านต้องตอบนะครับ ผมยัง ไม่เห็นในรายงานของท่าน

อันที่ ๒ ผลกระทบอีกอันหนึ่งภายในประเทศ แง่มุมภายในประเทศ การสร้างท่าเรือนี้ฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง ฝั่งแปซิฟิกอยู่ที่จังหวัดชุมพร รวมกันแล้ว แค่ท่าเรืออย่างเดียว ๑๒,๐๐๐ ไร่ กินพื้นที่ ๒๔ ชุมชน ๖ ตำบล ๔ อำเภอของ ๒ จังหวัด ท่านรู้หรือไม่เวลาการสร้างออกไปแล้วการเชื่อมโยงระหว่าง ๒ ท่าเรือนี้กินพื้นที่ที่มี สวนทุเรียนของพี่น้องตรงนั้นเท่าไร เม็ดเงินเท่าไรแต่ละปีที่พี่น้องอยู่ด้วยกันตรงนั้นมา ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่เขาสามารถทำได้ ทำไมเราไม่มองว่าเรามีต้นทุนทรัพยากรอะไร ทำไม เราไม่เอาการลงทุนต่าง ๆ นานานั้นมาช่วยสนับสนุนทรัพยากรท้องถิ่นของเราให้มีการพัฒนา นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบในเรื่องอุทยานแห่งชาติ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลชายฝั่ง ป่าสงวน แห่งชาติพื้นที่ชีวิตคุณภาพลุ่มน้ำ พื้นที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. แหล่งปะการังธรรมชาติและ แหล่งปะการังเทียม รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเลและบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติหรือคนไทยพลัดถิ่น ที่ตอนนี้กำลังเรียกร้องสัญชาติตัวเขาอยู่ หากท่านไล่เขาออกไปจากพื้นที่แล้วคนที่ไม่มีตัวตน จะไม่สามารถมีตัวตนได้อีกต่อไป ท่านคิดว่าคนเพียงไม่กี่พันคนเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญหรือ พวกเรา ฝ่ายนิติบัญญัตินี้เราจะมองว่าคนหนึ่งคนมีชีวิตจิตใจเหมือนกันไม่มีค่า ไม่ใช่นะ ผมว่าไม่ได้ เราต้องพิจารณาให้ดีครับ ผลกระทบทางธรรมชาติยังไม่ได้พูดถึงในเรื่องเกี่ยวกับการที่สร้าง ท่าเรือตรงอุทยานแห่งชาติแหลมสน ปากอ่าวคลองระโนด ป่าชายเลนที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก และกำลังจะเป็นมรดกโลก ท่านจะตอบโจทย์โลกอย่างไรหากเราไปทำลายทรัพยากรตรงนั้นเสีย แล้วเราจะรักษามรดกโลกนี้ไว้ให้กับลูกหลานเราต่อไปอย่างไร การทำประมงที่เป็นปากท้อง ของชาวจังหวัดระนอง เราจะตอบโจทย์อย่างไรครับท่านประธาน ประเทศไทยต้องดูนะครับ จุดยืนทางการทูตของเราว่าเราเป็นประเทศขนาดกลางเราจำเป็นต้องมีการพัฒนา ไม่ได้ตอบ ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นจำเป็นต้องตอบโจทย์ของประเทศเรา สิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้พูดไปหลาย ๆ ครั้งว่าการพัฒนานี้ต้องไม่ใช่มองแค่โลกาภิวัตน์ เราต้องดูเรื่องเกี่ยวกับ Localization หรือที่เรียกว่าท้องถิ่นนิยม เราต้องพยายามพาประเทศไทยพาขึ้นไปให้ได้สู่ จุดสูงสุดของโลกาภิวัตน์ แต่ต้องไม่ลืมชุมชนท้องถิ่น ขอบคุณครับท่านประธาน