ชลน่าน ศรีแก้ว ชี้แจงเหตุผลการออกกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ในระดับ "เล็กน้อย" ไม่เกิน 5 เม็ดหรือ 500 มิลลิกรัม เพื่อแยกผู้เสพออกจากผู้ค้า โดยพิจารณาจากหลักการแพทย์ พฤติกรรมผู้เสพ และการป้องกันการค้าในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หลงผิดได้รับการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีและลดผลกระทบต่อสังคม พร้อมยืนยันกระบวนการออกกฎที่ผ่านการรับฟังความเห็นประชาชน และขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีจนถึงการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องขอบคุณผ่านท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านสัญญา นิลสุพรรณ ที่ได้ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้เกี่ยวกับเรื่องของกฎกระทรวงที่กำหนดปริมาณ ยาเสพติดที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ในคำถามแรก เหตุผลที่มาของการกำหนดกฎกระทรวงและกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์เป็นมาอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิก เหตุผลประการที่ ๑ เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายประมวลยาเสพติด ในมาตรา ๑๐๗ บทบัญญัติกฎหมายมาตรา ๑๐๗ ในวรรคสองได้เขียนไว้ในกรณีที่มี การครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ ประเภท ๑ ประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อย ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำหนดในกฎกระทรวงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้เพื่อเสพ ตรงนี้มันเป็นที่มาของว่า จำเป็นต้องออกกฎกระทรวงรองรับการใช้บังคับตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรานี้ แต่ก่อนถึงวรรคสองผมขยายความนิดเดียวครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าไปออกกฎกระทรวง เพื่อยกเว้นความผิด ท่านประธานที่เคารพ ในวรรคหนึ่งเขาห้ามครับ มาตรา ๑๐๗ ห้ามครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๕ วัตถุออกฤทธิ์ประเภท ๑ ประเภท ๒ ห้ามหมดครับ บทห้ามนี้มีบทลงโทษ พูดง่าย ๆ ครอบครองถือว่ามีความผิด ตามกฎหมาย แต่วรรคสองที่ออกมาตรงนี้เพื่อรองรับเจตนารมณ์หรือจุดมุ่งหมายของ กฎหมายฉบับนี้ที่ต้องการให้โอกาสกับผู้ที่หลงผิด ผมเน้นนะครับ ให้โอกาสกับผู้ที่หลงผิดได้มี โอกาสกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีในสังคมได้ และต้องการแยกผู้เสพออกจากผู้ค้า ผู้ที่หลงผิด อยู่ขณะนี้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่มีพฤติกรรมการเสพ เป็นผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติด ๑,๙๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านี้อยู่ในชุมชน อยู่ในบ้านเมืองเรา ถ้าเราไม่แก้ปัญหาให้คนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้ก็จะมี พฤติกรรมที่เลวร้ายหนักแน่นขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็หนักหนาสาหัสไป แล้วก็ผันตัวเองไปเป็น ผู้ค้า เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เลยให้โอกาสว่าจะต้องแก้ไขคนกลุ่มนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มใหม่ก็เลยให้โอกาส ถ้ามีครอบครองไว้ไม่เกินกำหนดให้สันนิษฐาน เบื้องต้นไว้ก่อนว่า เป็นการสันนิษฐานเบื้องต้นนะครับ ไม่ใช่สันนิษฐานเด็ดขาด มีไว้เพื่อเสพ เพื่ออะไรครับ เพื่อเข้าสู่การบำบัดรักษา ตรงนั้นจะเป็นข้อชี้บ่งว่าเมื่อเข้าสู่การบำบัดรักษา แล้วเขาจะได้มีโอกาสไม่ต้องรับโทษ เพราะฉะนั้นเหตุผลแรกเป็นอย่างนี้ว่าเป็นไปตาม กฎหมาย
เรื่องที่ ๒ ที่มาของการกำหนดปริมาณมาอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพว่า ๑. เรามีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรรมการที่อยู่ในกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานอยู่ ประกอบด้วยฝ่ายของ ป.ป.ส. ทางยุติธรรม ทางทหาร ทางตำรวจ ทางอัยการ ทางกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณา ว่าปริมาณที่เหมาะสมที่จะตอบโจทย์ของคำว่า ในปริมาณที่เล็กน้อย ตามกฎหมายบัญญัติไว้ คืออะไร ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่ายาบ้า แอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีนมีข้อสรุป อยู่ที่ ๕ เม็ด หรือ ๕ หน่วยการใช้ น้ำหนักสุทธิไม่เกิน ๕๐๐ มิลลิกรัม เม็ดหนึ่ง ๑๐๐ มิลลิกรัมครับ อันนี้เป็นสิ่งที่กรรมการพิจารณาออกมา เหตุผลที่ผมได้รับทราบ แล้วนั่งฟังกรรมการเขาพิจารณา เหตุผลที่ ๑ เป็นเหตุผลการแพทย์ เหตุผลที่ ๒ เป็นเหตุผล เกี่ยวกับตัวผู้เสพ เหตุผลที่ ๓ เป็นเกี่ยวกับกระบวนการการค้าการขาย เขาใช้เหตุผล ๓ เหตุผลมาประกอบกันแล้วก็พิจารณากำหนดจำนวนเม็ดออกมา
เหตุผลที่ ๑ เกี่ยวกับการแพทย์ ทำไมเป็น ๕ เม็ดครับ ใช้ลักษณะของอาการ ที่เกิดขึ้นจากยาเสพติดเป็นตัวชี้วัด ในทางการแพทย์ถ้ามีผู้เสพยาบ้า แอมเฟตามีน หรือ เมทแอมเฟตามีนในปริมาณที่เกิน ๕ เม็ดจะเริ่มมีอาการทางจิต หวาดระแวง กระสับกระส่าย ก้าวร้าว จะเริ่มมีอาการ เพราะฉะนั้นเราใช้อาการทางการแพทย์เป็นตัววัดว่าถ้าเราปล่อยให้ เกิดมีอาการอย่างนี้มันจะเข้าสู่การเป็นอันตรายต่อสังคม เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถกำหนด ไว้ที่ไม่เกิน ๕ เม็ด และสามารถที่จะเอาเขาเข้าสู่การบำบัดได้ก่อนก็จะเป็นการป้องกัน
เหตุผลที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของตัวผู้เสพ พฤติกรรมการเสพ ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยตรง เขาให้เหตุผลว่าสิ่งที่เขาพบคือผู้เสพมักจะพกยาอยู่ที่ ๑ เม็ด ๒ เม็ดหรือ ๓ เม็ด มักจะไม่เกิน ๕ เม็ดเพื่อไว้เสพ เพราะฉะนั้นเลยเป็นข้อสันนิษฐานว่าถ้าเกิน ๕ เม็ดมันน่าจะมี เหตุผลอื่นแล้วเกี่ยวกับพฤติกรรมของการเสพของผู้พกยาเสพติดนั้น
เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของการค้า เขาให้เหตุผลว่าผู้ค้าส่วนใหญ่จะทำ Packaging อยู่ที่ ๑๐ เม็ด ๑๐ เม็ด ๑๐ เม็ด สำหรับผู้ค้ารายย่อย เพื่อคุ้มทุน เพื่อเปิดโอกาส ให้ได้มีโอกาสได้ขายมากขึ้น การที่จะไปแบ่งซอยย่อยเป็น ๕ เม็ด ๕ เม็ดนี้โอกาสที่มันจะ ไม่คุ้มทุนมีเยอะ และ ๑๐ เม็ดนี้เขาเห็นว่าผู้ซื้อสามารถที่จะมีทุนทรัพย์หรือมีเงินที่จะซื้อได้ ก็เป็นเหตุผลโดยรวมเขาก็เลยกำหนดอยู่ที่ ๕ เม็ด ซึ่งการกำหนดของคณะกรรมการไม่ได้ สิ้นสุด ก็เสนอเป็นร่างกฎกระทรวง ในคำถามนี้ผมต้องขออนุญาตอธิบายให้ลงชัดไปว่า แล้วกฎกระทรวงออกมาได้อย่างไร เสนอเป็นร่างกฎกระทรวงแล้ว เราเอาร่างกฎกระทรวงนี้ เข้าสู่เวทีการรับฟังความเห็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ๑๕ วัน เปิด Platform ต่าง ๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อม Website ให้ทุกคนมาแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เกี่ยวกับร่างกฎกระทรวง ที่กำหนดปริมาณยานี้ หลังจาก ๑๕ วันแล้วเราก็เอาความคิดเห็นทั้งหลายมาประมวลว่า เห็นด้วย เห็นต่างอย่างไร แน่นอนครับ มีเห็นต่าง แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วย เมื่อเห็นด้วยเราจึง นำร่างนี้เสนอคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ปี ๒๕๖๖ ว่า เห็นชอบกับร่างและหลักการของการกำหนดปริมาณยา ร่างนี้จึงถูกส่งให้กฤษฎีกาตรวจร่าง พิจารณาร่างว่าเป็นไปตามแบบแผนขั้นตอนการเสนอกฎกระทรวงหรือไม่ หลังจากนั้น กฤษฎีกาส่งกลับมาที่กระทรวงสาธารณสุข ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็มีหน้าที่และอำนาจที่จะลงนามในกฎกระทรวงนั้น ผมลงนามเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗ แล้วก็ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ นี่คือที่มาที่ไปของการออก กฎกระทรวง ขออนุญาตตอบคำถามแรกครับ ขอบคุณครับ