รังสิมันต์ โรม แสดงความกังวลต่อการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในสังคมจากเหตุความรุนแรงต่อนักเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่และสื่อ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการไม่ดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ สะท้อนถึงการใช้กฎหมายอย่างไม่สัดส่วนและท่าทีที่เลือนลางของผู้นำ พร้อมเรียกร้องให้มีการใช้สติและเปิดพื้นที่รับฟังเสียงคัดค้านในสังคมอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับในญัตติเรื่องนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการแสดงความคิดเห็นว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาบรรยากาศที่เกิดขึ้น หลังจากที่เราเห็นภาพในข่าว ต้องยอมรับว่าบรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ซึ่งต้องยอมรับต่อไปว่ามันเลยไปจากสถานการณ์แห่งความเป็นจริงอย่างมาก ผมเข้าใจครับ ผมเข้าใจว่าท่านทั้งหลายจะมีความรู้สึกต่อเรื่องนี้ต่าง ๆ นานา แต่หากเราไม่พิจารณาเรื่องนี้ อย่างมีวุฒิภาวะด้วยจิตใจที่มั่นคง สิ่งที่ท่านทั้งหลายกำลังร่วมกันสร้างคือการสร้าง บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ซึ่งหลักฐานสำคัญว่าการสร้างบรรยากาศแห่งความ หวาดกลัวได้เกิดขึ้นนั้น ก็คือการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว โดยเกิดขึ้น ต่อหน้าตำรวจ เกิดขึ้นต่อหน้าสื่อมวลชน เกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง ที่คนผ่านไปผ่านมาเยอะแยะเต็มไปหมด ท่านประธานครับ และจนถึงวันนี้หลังจาก มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เท่าที่ผม Check ข่าวล่าสุด Check จากข่าวนะครับ ก็ไม่ได้มี การดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อความรุนแรงดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ ในการขับรถ ติดตามขบวนเสด็จของคุณตะวันและเพื่อน ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากเราพิจารณากันอย่างละเอียดเราจะพบว่าเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างใจเย็นเป็นอย่างมาก การควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยท่าทีเช่นนี้ทำให้ สถานการณ์ไม่ลุกลามบานปลาย เป็นวิธีการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและมี วุฒิภาวะ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งผมเชื่อว่าหากกลุ่มนักเคลื่อนไหวมี ความพยายามกระทำบางอย่างที่มากกว่าที่เราเห็น อย่างการบีบแตร อย่างการขับรถจี้ท้ายนี้ หากมันมีมากกว่านั้นผมก็เชื่อว่าตำรวจที่รักษาความปลอดภัยก็คงจะมีมาตรการที่มากขึ้น เพื่อรักษาความปลอดภัยให้บรรลุผลให้ได้ แล้วหากเราพิจารณาต่อไปด้วยวิธีคิดตามตัวบท กฎหมายที่มี อย่าง พ.ร.บ. การถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ ตามมาตรา ๕ ประกอบ มาตรา ๗ เราก็จะพบว่ากฎหมายได้ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและเพียงพอที่จะรักษาความ ปลอดภัยได้อยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดอย่างเฉพาะเจาะจงนะครับ แต่กฎหมายได้อนุญาต ให้ผู้มีอำนาจสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจในการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ เกิดขึ้นได้จริง ทั้งหมดที่ผมพูดมาก็เพื่อจะบอกว่าวันนี้สิ่งที่เราต้องมีคือสติ แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้น ของบรรดากลุ่มนักเคลื่อนไหว หากมีการกระทำที่มีความผิดจริงตามกฎหมาย เรื่องนี้เข้าใจครับ ถ้าจะว่ากันไปตามกฎหมาย เข้าใจ แต่ถึงที่สุดหากจะมีการปรับใช้กฎหมาย สิ่งสำคัญ ที่มากไปกว่านั้นก็คือมันต้องมีการใช้อย่างโปร่งใสได้สัดส่วนกับความผิดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งคำถามสำคัญก็คือวันนี้ความผิดดังกล่าวกับกฎหมายที่กำลังปรับใช้นั้นได้สัดส่วนหรือไม่ ซึ่งผู้มีอำนาจต้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้ หากมิฉะนั้นมันก็จะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ เป็นความขัดแย้งที่อาจจะลุกลามบานปลายแล้วไม่จบสิ้น ปัญหาเดิมยังไม่แก้ ปัญหาใหม่ กำลังจะมา ท่านประธานครับ พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ผมรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของ นายกรัฐมนตรี ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีของบ้านเมืองนี้ การพูดว่าผมและ คณะรัฐมนตรีไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่าง เคร่งครัดเพื่อปกป้องสถาบัน แปลว่าอะไรครับ ผมฟังท่อนแรกเกือบจะดีครับ แต่ท่อนต่อมา ที่ฟังไปแล้วผมไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ท่านกำลังเรียกร้องให้มีการใช้กฎหมายอย่าง เคร่งครัดกับผู้ที่ก่อความรุนแรงเลย ท่านไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง แต่ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ มีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ก่อความรุนแรง เช่นนี้แล้วเราจะปกครองบ้านเมืองกันอย่างไร คำพูดแบบนี้จะกลายเป็นการเขียนเช็คเปล่าให้กับผู้ที่ใช้ความรุนแรงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผู้นำ ควรจะปฏิบัติจริง ๆ หรือครับ ผมอยากให้พวกท่านทั้งหลายที่กำลังทำหน้าที่ที่สำคัญ ก่อนพูดอะไรลองถามตัวเองก่อนว่า ที่พูดไปนั้น พูดไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมา หากเราถอยไปสักนิดนะครับ เราไปย้อนดูสักหน่อย การกระทำของกลุ่มนักเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้พวกเขาก็พยายามนำเสนอวิธีการอย่างสงบ ในการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เราอาจจะเห็นเขาตั้งคำถามหลาย ๆ คำถามที่เสียดแทง จิตใจของคนในสังคม ผ่านการให้คนติด Sticker เราอาจจะไม่ชอบวิธีการที่เขาใช้ เราอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับการที่เขาถาม แต่เราต้องยอมรับว่าการตั้งคำถามและติด Sticker แม้อาจจะ ทำให้คนบางคนปวดร้าวในจิตใจ แต่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่ได้ลงมือทำร้ายใครครับ เขาทำแบบนี้อาจจะเพราะที่ผ่านมาเรากำลังทำหน้าที่ในสภานี้ไม่ดีพอ เราไม่สามารถที่จะเอา บทสนทนาที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเข้ามาสู่สภาและพูดแทนพวกเขาได้ เราอาจกำลังล้มเหลว แล้วปล่อยให้พวกเขาต้องไปดิ้นรนหาวิธีการกันเอง และสิ่งที่ตามมาคือการบังคับใช้กฎหมาย นิติสงคราม ทำให้คนที่รณรงค์ผ่านการถามด้วย Sticker กลายเป็นต้องใช้วิธีการอื่นเพื่อทำให้ ประเด็นของพวกเขาถูกสนใจ