เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เสนอแนะให้รัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนในการดูแลรักษาพื้นที่ป่าและพื้นที่ป่าต้นน้ำ เพื่อจัดเก็บน้ำและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ครับ ผมขอสไลด์เดิมด้วย แล้วก็ ไปที่สไลด์ที่ ๔
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ น้ำมี อยู่ทุกที่ โดยเฉพาะในระบบนิเวศของสังคมไทยเป็นระบบนิเวศป่าดิบชื้น ป่าร้อน แล้วก็เป็น เขตร้อนที่มีปริมาณฝนมากพอสมควร แล้วยิ่งโดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนยิ่งมีฝนในปริมาณ ที่มาก เราก็จะเห็นว่าพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นเขตร้อน ร้อนชื้น มีปริมาณ ฝนที่มากกว่าพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยป่า แล้วก็เป็นพื้นที่ป่าบนภูเขา ผมพูด อย่างนี้เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีการใช้น้ำโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคน แล้วก็พื้นที่ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมใช้น้ำในปริมาณที่มาก ในขณะที่มีพื้นที่ในการจัดเก็บน้ำ ที่น้อย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บน้ำที่เราสร้างขึ้นมาหรือพื้นที่จัดเก็บน้ำที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า เมื่อเรามีพื้นที่ในการจัดเก็บน้ำที่น้อย ฝนที่ตกลงมาต่อให้มีปริมาณที่มาก ก็ไม่สามารถจัดเก็บไว้ให้ได้เพียงพอต่อความต้องการทั้งปี เราก็เลยจำเป็นที่จะต้องอาศัยน้ำ ที่มาจากต้นน้ำที่เป็นพื้นที่ป่า ซึ่งโดยปริมาณแล้วจะมีปริมาณน้ำที่น้อยกว่าพื้นที่ที่เราใช้ทำ ประโยชน์หรือว่าอยู่อาศัย เพราะฉะนั้นมันก็จึงมีความจำเป็นโดยปริยายที่เราจะต้องดูแล รักษา จัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้สามารถที่จะมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้ในระหว่างนี้ไป การที่จะทำให้น้ำเพียงพอ ต่อความต้องการใช้ นอกจากการดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำแล้ว พื้นที่ราบ พื้นที่เขตเมือง พื้นที่ ทำการเกษตรที่ไม่มีป่าแล้วก็ต้องมีวิธีการในการจัดเก็บน้ำด้วย การสร้างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ ทำการเกษตรหรือว่าพื้นที่ทำประโยชน์อันนี้ก็เป็นวิธีการหนึ่ง ลำพังถ้าเราใช้พื้นที่ป่า อย่างเดียวมันไม่เพียงพอแน่ ๆ ผมขอไปที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตรา ๔๓ ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่าง สมดุลและยั่งยืนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ มาตรานี้เป็นกฎหมาย แม่บทที่บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเป็นเจ้าของ แล้วก็ร่วมในการบริหารจัดการ พื้นที่ป่า สิทธิของชุมชน ชุมชนจะทำหน้าที่ในการจัดการพื้นที่ป่า ดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้แก่ประเทศไทยได้จริง มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องส่งเสริมแล้วก็สนับสนุนด้วย ๒ ประการที่ผมอยากจะย้ำก็คือ ประการแรก ให้มีสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหรือ เป็นนโยบายของรัฐบาลก็แล้วแต่ ประการที่ ๒ ก็คืองบประมาณไปสนับสนุนให้ชุมชน สามารถที่จะทำกิจกรรมหรือว่าดำเนินกิจการต่าง ๆ ในการดูแลแล้วก็บริหารจัดการพื้นที่ป่า ของชุมชนได้ ด้วย ๒ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นในที่นี้สิ่งที่ผมอยากจะ เสนอแนะต่อทางรัฐบาลก็คือจำเป็นต้องพัฒนากลไกกฎหมาย หรือนโยบาย หรือกลไกที่จะ ทำให้ชุมชนมี ๒ ประการที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ ประการที่ ๑ ก็คือว่ามีสิทธิตามกฎหมาย ประการที่ ๒ ก็คือมีงบประมาณที่เพียงพอในการทำงาน ถ้ารัฐบาลสามารถที่จะดำเนินการ แบบนี้ได้ชุมชนก็จะมีแรงจูงใจในการที่จะดูแลรักษาพื้นที่ป่า รวมทั้งเอาพื้นที่ทำประโยชน์ ของตัวเองไปสร้างเป็นป่า โดยที่ตัวเจ้าของพื้นที่หรือชุมชนก็ยังเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วก็ได้รับ ประโยชน์จากการที่เอาพื้นที่ของตัวเองไปสร้างเป็นป่าด้วย อันนี้ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจ แล้วก็ทำให้พื้นที่ป่า พื้นที่ที่จะดูดซับน้ำเกิดขึ้นได้จริง เราคงไม่สามารถที่จะคาดหวังให้ ประชาชนเป็นอาสาสมัครทำงานด้วยจิตอาสา เอาชีวิต ทรัพย์สิน ของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อที่จะ ทำให้รัฐมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นอย่างเดียว อย่างนี้มันคงเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยาก รัฐสามารถที่จะ ทำได้ แล้วสิ่งที่ผมพูดไปก็ไม่ได้เกินกว่ากำลัง ไม่ได้เกินไปกว่าอำนาจที่จะสามารถดำเนินการ อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่ารัฐบาลควรมีนโยบายในการไปส่งเสริมและสนับสนุน แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นกฎหมายที่เป็นทางการเพื่อที่จะรับรองให้ประชาชนที่อยากจะเข้ามามีส่วน ในการดูแลรักษา แล้วก็จัดการบริหารพื้นที่ป่าต้นน้ำได้มีโอกาสที่จะทำได้อย่างถูกต้องจริง ๆ ขอบคุณทุกท่านมากเลยครับ