เจษฎา เสนอตั้งกรรมาธิการด่วน แก้ปัญหาป่าลด-เพิ่มอนุรักษ์ยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

เจษฎา ดนตรีเสนาะ หารือปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่าที่ต่ำกว่าเป้าหมายการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าต้นน้ำอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าอย่างยั่งยืน และเรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนพื้นที่ป่าและพื้นที่พัฒนาแหล่งน้ำอย่างชัดเจนเพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจษฎา ดนตรีเสนาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวปทุมธานี เขต ๒ พรรคก้าวไกล คนปทุม ลุ่มน้ำเจ้าพระยาครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริม และสนับสนุนการให้บริการของระบบนิเวศในเขตป่าต้นน้ำครับ ประเทศไทยของเรามีพื้นที่ป่า ณ ปัจจุบันเหลือเพียง ๓๑.๕๗ เปอร์เซ็นต์ เริ่มเก็บสถิติ ปี ๒๕๑๖ ที่ ๔๓.๒๑ จากกราฟนี้ ท่านจะเห็นว่าเรามีเป้าหมายในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๑๒ ฉบับปัจจุบันอยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แผน ยุทธศาสตร์ชาติปรับขึ้นไปที่ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ จากสไลด์นี้ท่านก็จะเห็นว่าเราไม่เคยกลับไป แตะเฉียด ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์เลยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ณ ปัจจุบันนี้ ก็ผ่านมาเกือบ ๔๐ กว่าปีแล้ว เราไม่เคยถึงเลย เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงเป้าหมายของ การอนุรักษ์พื้นที่ป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้จึงเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

ปัจจุบันนี้พื้นที่ป่าลดลงทั้งหมด ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ โดยภาพทางซ้ายเป็น ปี ๒๕๕๑ เราเปรียบเทียบ ๒ ปีนี้เฉพาะที่มีสถิติในการเก็บ แล้วก็ปี ๒๕๖๕ จากปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๖๕ พื้นที่ป่าลดลงใน ๑.๘๗ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับพื้นที่ ๕.๑ ล้านไร่ ถามว่าพื้นที่ ๕.๑ ล้านไร่เท่ากับอะไรครับ เท่ากับจังหวัดกำแพงเพชรทั้งจังหวัด โดยจังหวัดกำแพงเพชร พื้นที่ ๕.๓ ล้านไร่โดยประมาณ ระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี ๑๐ กว่าปีพื้นที่ป่าเราลดลงขนาดนี้ครับ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ถึงปี ๒๕๖๕ พื้นที่ป่าหายไปทั้งหมด ๓๖ ล้านไร่ ถามว่า ๓๖ ล้านไร่นี้ถ้าเราปลูกให้ได้ ๓๖ ล้านไร่กลับมา มันแค่กลับไปที่ ๔๓.๒๑ ยังไม่ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ตามที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติตั้งเลย ถ้าหากว่าจะกลับไปที่ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องปลูกขนาดไหน ต้องปลูกขนาด ๗๐ กว่าล้านไร่ แล้ว ๗๐ กว่าล้านไร่ขนาดไหน ก็ ๑๔ เท่า ของจังหวัดกำแพงเพชร ผมว่าก็เกือบ ๆ ภาคกลางกับภาคเหนือรวมกันครับ

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่าง ป่า รัฐ และชุมชน ซึ่งแนวคิดนี้มันเป็นแนวคิดที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแนวคิดที่ใช้ได้จริง เพราะว่าปัจจุบันนี้กฎหมายของเราห้ามชุมชนหรือว่าห้ามประชาชนใช้ประโยชน์จากป่า ค่อนข้างมาก ยกเว้นอาจจะมีกฎหมายเกี่ยวกับป่าชุมชนซึ่งก็ให้ใช้แค่เฉพาะโซนที่เป็น ป่าเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่รวมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่ผมมองว่าพื้นที่ป่าทั้งหมดนี้ประชาชนควร จะต้องใช้ประโยชน์จากป่าได้ เพราะว่าในระบบนิเวศมันมีส่วนงอกเงยจากระบบนิเวศและ สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น อาทิเช่น หน่อไม้ ของป่าต่าง ๆ เห็ดป่าต่าง ๆ ที่มีรสชาติดี แล้วก็ราคาค่อนข้างแพง ไม่ว่าจะเป็นเห็ดโคน เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดไค น้ำผึ้ง ครั่ง ผลไม้ป่าต่าง ๆ ยอดผักป่าต่าง ๆ อย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นวงรอบของวัฏจักรอยู่แล้วครับ ถ้าเราไม่เก็บมา ใช้ประโยชน์ระยะสุดท้ายมันก็จะสูญสลายไป แล้วเดี๋ยวปีหน้ามันก็เกิดขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ที่ว่าเราจะอนุรักษ์โดยห้ามประชาชนใช้ประโยชน์หรือว่าให้ประชาชน ได้ประโยชน์ผลงอกเงยจากระบบนิเวศที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าการอนุรักษ์ป่า อย่างมีส่วนร่วมจากประชาชนน่าจะเป็นทางออกที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการลดลงของป่า อย่างต่อเนื่องได้ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเราใช้กฎหมายในการห้ามประชาชนยุ่งกับป่า มาโดยตลอด กันประชาชนออกจากป่ามาโดยตลอด แต่ป่าไม่เคยเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่เราปลูกป่ากัน ไม่รู้ปีละกี่ล้านไร่ ใช้งบประมาณเท่าไรป่าไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยครับ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้อง เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการดูแลป่าเสียใหม่ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ แล้วก็อาศัยประชาชนในการเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐ เพราะว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่ ๑ คน ดูแลพื้นที่ป่า ๑๐,๐๐๐ กว่าไร่ ชุมชนหนึ่งดูแล ๙๐๐ กว่าไร่ ไม่มีทางเลยครับ ต้องอาศัยประชาชนเท่านั้นถึงจะทำให้ป่าดำรงอยู่ได้ เมื่อเราต้องการพื้นที่ป่า แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องการการพัฒนา ในสไลด์นี้ผมขออนุญาตมุ่งไปที่แหล่งน้ำต้นทุน โดยเฉพาะพวกเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ถามว่าพวกแหล่งเก็บน้ำนี้ก็ย้อนแย้งกับการอนุรักษ์ป่าอีก เพราะว่า ยิ่งเรามีอ่างเก็บน้ำต้นทุนหรือมีแหล่งเก็บกักน้ำจำนวนมากเท่าไรพื้นที่ป่าก็ต้องหายไปจำนวน เท่านั้นครับ มันจึงเกิดเป็นคำถามว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะต้องคิดได้หรือยังว่าเราจะรักษาป่าเป้าหมายที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ ใช่ไหม หรือว่าที่ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าทั้งเลข ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผลงานวิจัยรองรับว่าตัวเลขป่าที่ควรจะต้องมีมันเท่าไร ปัจจุบันก็ยังไม่มี ว่าพื้นที่ป่ากับพื้นที่การพัฒนา โดยเฉพาะแหล่งน้ำต้นทุนหรือว่าแหล่งกักเก็บน้ำที่ส่วนใหญ่ จะต้องอยู่ในพื้นที่ป่าหรือว่าต้องใช้พื้นที่ป่าในการทำจะต้องเป็นตัวเลขที่เท่าไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ดูว่าการดำเนินงานของเราในแง่ของการอนุรักษ์ป่าก็ดี ในแง่ของการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อประชาชนก็ดีจะไร้ทิศทางเพราะว่าไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนในการทำ เพราะฉะนั้นผมจึง เชิญชวนทุกท่านคิดว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่สำคัญมาก หากเรามีตัวเลขในการที่เราจะอนุรักษ์ ป่ากันอย่างจริงจังแล้ว และมีสัดส่วนในการจะใช้พื้นที่ในการทำแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภค บริโภคให้แก่ประชาชนแล้วโดยมีตัวเลขที่ชัดเจนก็จะทำให้การอนุรักษ์ทั้งป่าและการพัฒนา แหล่งน้ำเพื่อประชาชนมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งใช้งบประมาณ อย่างคุ้มค่าแล้วก็เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขออนุญาตสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาแนวทางการส่งเสริมและ สนับสนุนให้บริการของระบบนิเวศในเขตป่าต้นน้ำ ขอบพระคุณครับ