สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗

ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์นำเสนอผลการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยเน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ผลงานวิจัยในช่วงปี 2565 และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับอุตสาหกรรมและชุมชน รวมถึงการทำงานร่วมกับ 44 จังหวัด 377 ชุมชน และแสดงรายงานสถานะทางการเงินของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ 2565

ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่เคารพทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขอเรียนนำเสนอผลการดำเนินงานของ สวทช. ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะขออนุญาตใช้สไลด์ประกอบการ นำเสนอครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

สำหรับผลงานที่จะนำเสนอในครั้งนี้เป็นผลงาน ประจำปี ๒๕๖๕ ต้องเรียนท่านสมาชิกว่าผมมารับตำแหน่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ดังนั้นจะขออนุญาตนำเสนอผลงานทั้งในส่วนของ สวทช. ที่ดำเนินการมาก่อนที่ผมจะเป็นผู้อำนวยการไล่จนกระทั่งถึงในช่วงที่เป็นผู้อำนวยการ โดยเป็นเนื้อเดียว สำหรับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมหลัก สวทช. เป็นขุมพลังหลักของ ประเทศในการใช้ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือตัวย่อคือ วทน. ของภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและ นวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญนำสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นในส่วนของการ ที่จะดำเนินการตรงนี้ให้สำเร็จจะมองความร่วมมือในภาคฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐเอง ทั้งภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคชุมชน โดย สวทช. จะเป็น Key ของการเอาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปให้เกิดมรรคเกิดผลในทุกภาค ในภาพใหญ่ของ สวทช. มีบุคลากรอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๖๕ มีอยู่ ๓,๐๔๗ คน ปัจจุบันมีอยู่ ๒,๙๓๐ คน โดยที่ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรวิจัย หลาย ๆ คนเป็นนักวิจัยที่ลูกหลานคนไทยที่ส่งไป เรียนต่างประเทศด้วยทุนภาครัฐ หรือบางทีก็ไปเรียนด้วยทุนส่วนตัวแล้วกลับมาเป็นนักวิจัย ดังนั้นนักวิจัยที่จบจากมหาวิทยาลัยหลักของประเทศจะมีความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะจาก MIT จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จากออกซฟอร์ด ถ้าท่าน Name มหาวิทยาลัยที่ท่านรู้จักในต่างประเทศที่อยู่ใน Ivy League จะอยู่ที่ สวทช. เกือบทั้งหมด ดังนั้นส่วนหนึ่งของนักวิจัยก็จะทำงานวิจัยเชิงลึกแล้วก็เชื่อมกับเครือข่ายต่างประเทศ เป็นข้อดีของประเทศนะครับ การที่จะมีนักวิจัยอย่างนี้จะทำให้เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยี AI เทคโนโลยี EV และเทคโนโลยีต่าง ๆ สวทช. จะเป็นด่านหน้าในการที่จะเชื่อม เอาความรู้เหล่านั้นเข้ามาสู่ประเทศ สำหรับโครงสร้างการบริหาร สวทช. จะตั้งศูนย์แห่งชาติ ตามเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ศูนย์แห่งชาตินั้นถนัด มีเรื่องของ Biotech ซึ่งดูแลเรื่อง Biotechnology เรื่องของ MTEC ซึ่งดูแลด้านวัสดุ เรื่องของ NECTEC คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ปัจจุบันขยายไปจนถึง Big Data แล้วก็ AI NANOTEC ซึ่งดูแลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านขนาดเล็ก ๆ ของวัสดุขนาดเล็ก ๆ คือ Nano แล้วก็เห็น ENTECH คือดูแลเรื่องของพลังงานโดยเฉพาะ นอกจากนั้นการบริหารจัดการให้มีการทำงาน ร่วมกันก็จะแบ่งเครือข่ายออกเป็นการดูแลการวิจัย ดูแลเรื่องของการเชื่อมกับอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีโครงการใหญ่ของภาครัฐที่ สวทช. รับผิดชอบอยู่ ก็คือการเป็นหน่วยวิจัยให้กับ EEC คือโครงการ EECi ที่ตั้งอยู่ที่วังจันทร์วัลเลย์ที่จังหวัดระยอง

สรุปผลการดำเนินงานของ สวทช. ในปี ๒๕๕๕ เราจะชี้วัดความสำเร็จของ การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ผ่านผลกระทบที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ โดยที่ในปี ๒๕๖๕ ได้มี การประเมินแล้วก็คำนวณว่าแต่ละบาทของเงินลงทุนที่ภาครัฐลงให้ไปสร้างผลกระทบ ทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่า ดังนั้นถ้าเป็นตัวเลขของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ก็คือประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นอกจากนั้นเงินลงทุนภาครัฐในด้านการวิจัยก็ไปดึงเอาเงินลงทุนเพิ่มเติมจากภาคเอกชน ให้ลงทุนในกิจกรรมเสริมที่ภาครัฐได้ลงทุนไปแล้ว โดยผลักดันให้เกิดการลงทุนเฉพาะ ปี ๒๕๖๕ อีก ๑๔,๒๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับความ Excellence แล้วก็ Relevance ก็คือ งานวิจัยมีผลลัพธ์ที่อยู่ในแนวหน้าของโลกอย่างไรบ้าง บทความที่ สวทช. ตีพิมพ์ในปี ๒๕๖๕ อยู่ ๗๐๐ กว่าเรื่อง แล้วก็คำยื่นขอทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร อยู่ที่ ๓๙๕ คำขอ เยอะเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศ นอกจากนั้นก็เอาความรู้ไปถ่ายทอด ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งบริษัท แล้วก็ทางภาคชุมชนครับ

นอกจากนั้น สวทช. เองได้ขับเคลื่อน BCG ของประเทศ โดย สวทช. เป็น ฝ่ายเลขานุการของกรรมการ BCG ซึ่งหัวใจหลักของ BCG คือเรื่องของการสร้างความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันนี้แปรรูปมาเป็น ESG แปรรูปมาเป็น SDGs ที่ประเทศเราก็เริ่มให้ความสำคัญมาก ขึ้นกับ SDGs Goal คือของสหประชาชาติ เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากซึ่งทาง รัฐบาลทุกยุคให้ความสำคัญ ดังนั้นเรื่องของ BCG จะพยายามให้รากหญ้าได้มีโอกาส มีการ หารายได้ที่มากขึ้นบนฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เราจะสร้างความสามารถ ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อันนี้คือการพึ่งพาตัวเองได้ แล้วก็จะยกระดับ อุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบสนองต่อด้านพลังงานสีเขียว หรืออุตสาหกรรมที่ลดการใช้วัสดุที่สิ้นเปลือง สวทช. เป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยสนับสนุน ให้ข้อมูลในการที่ประเทศเราประกาศ Bangkok Goals ตามแนวคิด BCG ในที่ประชุม APEC 2022 อันนี้เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงปีนั้นพอดี

นอกจากนั้นหลายท่านได้ยินเรื่อง AI มาเยอะ ในปี ๒๕๖๕ AI เริ่มเป็น Onset ของการขยายผลการใช้งาน สวทช. ได้นำเสนอในการที่จะตั้งแผนปฏิบัติการ ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนปี ๒๕๖๕-๒๕๗๐ ปัจจุบัน AI แทรกเข้ามา เยอะมาก หลายท่านยังใช้ Chat GPT เริ่มใช้ AI ในการวาดรูปบนมือถือแล้ว แต่ว่า สวทช. ในปี ๒๕๖๕ ได้นำเสนอเรื่องนี้ ซึ่งมี ๕๙ ประเทศเท่านั้นในโลกที่มีแผน AI เป็นเรื่องเป็นราว และเราเป็นหนึ่งในนั้น ส่งผลก็คือทำให้ประเทศเราขยับอันดับดัชนีจากอันดับที่ ๕๙ เป็น อันดับที่ ๓๑ ทันทีที่ประเทศไทยเรามีแผน AI เป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเรามี แผน AI ต่อไปการพัฒนากำลังคน การสนับสนุนการใช้ AI ในภาคธุรกิจก็จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเรื่องของ EECi ที่เกริ่นไปเมื่อสักครู่ สวทช. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนหน่วยที่จะ เป็นรอยต่อระหว่างภาคการทดลองไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้มีการสร้างโรงงานต้นแบบต่าง ๆ ในภาพนี้ได้เป็นการเปิดในส่วนของศูนย์ BIOPOLIS ที่จังหวัดระยอง

ผลงานวิจัยในช่วงปี ๒๕๖๕ เราได้เน้นเรื่องของ BCG Quick Win จะมีทั้ง ด้านเกษตรและอาหาร ด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านพลังงานและวัสดุเคมีชีวภาพ ด้าน Digital และอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเอกสารมีรายละเอียดเยอะ ผมขออนุญาตไม่ลง รายละเอียด แต่ว่าจะขอให้ท่านกรรมาธิการเห็นว่าในภาพรวมนี้เรามีครอบคลุมทุกด้านตาม ความเชี่ยวชาญของนักวิจัย สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องเฉพาะนี้ขออนุญาตตอบเป็นคำถาม ภายหลัง นอกจากนั้นก็มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้อุตสาหกรรมและชุมชน โดยที่เรามองว่า เทคโนโลยีใหม่ ๆ คนไทยต้องได้ใช้ ชุมชนต้องได้ใช้ แล้วก็มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ไม่ใช่ เทคโนโลยีที่ซับซ้อน น่าที่จะสามารถถ่ายทอดให้กับชุมชนได้ใช้ได้ทันที ขณะเดียวกันก็จะเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตแล้วก็ลดค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน เรามีการทำงานร่วมกับ ๔๔ จังหวัด ๓๗๗ ชุมชน แล้วก็บุคลากรในช่วงปี ๒๕๖๕ ได้เข้าถึง ชุมชน อบรมเกษตรกร อบรมผู้เกี่ยวข้องร่วมหมื่นคน นอกจากนั้น สวทช. ก็ได้สร้าง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก็คือเรามองว่า SMEs ต่าง ๆ ถ้ามีความเข้มแข็ง ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้มากขึ้น มีกำไร ที่มากขึ้น ขณะเดียวกันในเรื่องของความยั่งยืนซึ่งกำลังกระทบทุกภาคอุตสาหกรรม อยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคาร์บอนเครดิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Circular Index ซึ่งประเทศมหาอำนาจก็จะตั้งเป็นกำแพงในการที่เราจะผลิตสินค้าแล้วส่งไปก็จะโดนค่าปรับ จะโดนค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น อันนี้จะต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการที่จะตรวจสอบ แล้วก็ Check ให้มั่นใจได้ว่าเราเองก็ Conform กับกฎกติกา แล้วก็ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาก็จะกล่าวหาเราว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเราจะต้องมีการเก็บข้อมูล ทำฐานข้อมูลที่ดี เราก็เป็นที่ปรึกษาให้กับอุตสาหกรรมในการทำข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน สวทช. จะมี ศูนย์ TIIS ซึ่งดูแลด้านนี้อยู่ แล้วก็ทำงานร่วมกันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของต่างประเทศในการ ตรวจวัดสิ่งเหล่านี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับรายงานสถานะทางการเงินของ สวทช. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ สินทรัพย์รวมของ สวทช. มีอยู่ที่ ๑๐,๓๘๗ ล้านบาท หนี้สินรวม ๑,๔๓๔ ล้านบาท แล้วก็ทุน รวม ๘,๙๕๓ ล้านบาท สำหรับงบแสดงผลการดำเนินการทางการเงินซึ่งได้รับการรับรองจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อย รวมรายได้ในปี ๒๕๖๕ สวทช. มีอยู่ที่ ๖,๙๔๒ ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ๖,๖๘๖ ล้านบาท มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่าย ๒๕๕ ล้านบาท ในส่วนนี้มี Star ไว้นิดหนึ่งว่ายังมีภาระผูกพันโครงการวิจัยแล้วก็โครงการต่อเนื่องอยู่เกือบ ๆ หมื่นล้านบาท นำเสนอที่ประชุมเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณมากครับ