พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายชี้แจงรายละเอียดการแก้ไขร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นการปรับปรุงเพื่อความชัดเจนและเป็นธรรม ทั้งในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตให้ฝ่ายค้าน เพื่อเสริมสร้างกลไกถ่วงดุล รวมถึงการกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายการเงินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้ถือว่ารับรองโดยอัตโนมัติหากพ้นกำหนดเวลา โดยยังคงอำนาจตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไว้ตามเดิม นอกจากนี้ยังชี้แจงการปรับปรุงเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดการประชุม การตั้งกระทู้สด การนับคะแนนเสียง และการทบทวนร่างพระราชบัญญัติ เพื่อให้กระบวนการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทยุคปัจจุบัน โดยย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิของสมาชิก แต่เป็นการปรับให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอ ร่างแก้ไขข้อบังคับครับ จะขออนุญาตใช้สิทธิในการสรุปข้อเสนอหรือว่าสรุปญัตติที่นำเสนอ ต่อที่ประชุมสภาในวันนี้ เพื่อให้กระชับต่อเวลาการประชุมสภานั้นก็อยากจะเน้นไปที่ประเด็น ที่อาจจะเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนไป หลักประเด็นอะไรที่มันเป็นความเห็น ที่มันแตกต่างอันนี้ผมคิดว่าแต่ละท่านทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ได้อภิปรายกันเต็มที่ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณความห่วงใย ข้อเสนอแนะ ข้อทักท้วง จากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากซีกรัฐบาลนะครับ ผมเห็นว่า มีทั้งหมด ๑๐ ประเด็น ที่ผมจำเป็นจะต้องชี้แจงให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของร่างหรือว่า ตอบคำถามที่เพื่อนสมาชิกมี เพื่อให้ประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้านนั้นหรือเพื่อนสมาชิกที่ยัง ลังเลอยู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรนั้นมีข้อมูลครบถ้วนในการประกอบการพิจารณา
ประเด็นที่ ๑ เป็นข้อกังวลหรือคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอในข้อบังคับ สภาก้าวหน้าที่เป็นการเสนอว่าให้ตำแหน่งของประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ที่สุดกับการตรวจสอบการทุจริต โดยระบุไว้เป็น ๓ คณะนั้นให้เป็นโควตาในสัดส่วนของ พรรคฝ่ายค้าน ในประเด็นนี้มี ๔ คำถามย่อยที่ผมจำเป็นต้องชี้แจง
คำถามย่อยที่ ๑ มีสมาชิกบางท่านอภิปรายเสมือนกับว่าผมไปเขียนว่าให้ ทุกคนหรือว่ากรรมาธิการทุกคนทั้ง ๑๕ คนในคณะเหล่านั้นเป็นของฝ่ายค้าน อันนี้ก็ต้องตอบ สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าไม่จริง แค่เขียนว่า ขอให้ตัวตำแหน่งประธานของคณะกรรมาธิการ ๓ คณะนั้น เป็นในสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากซีกฝ่ายค้าน
คำถามย่อยที่ ๒ เกี่ยวกับประเด็นนี้ก็เป็นการตั้งคำถามว่าที่ผมเสนอให้ ประธานของ ๓ คณะนี้เป็นสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านเป็นเพราะว่าผมไม่ไว้วางใจหรือว่าตั้งคำถาม ถึงคุณสมบัติความเหมาะสมของ ๓ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ๓ คณะนี้อยู่หรือไม่ เพราะว่า ๒ ใน ๓ นั้นก็เป็น สส. จากซีกรัฐบาล อันนี้ก็ต้องย้ำอีกรอบหนึ่ง ประเด็นที่ความจริงผมพูดไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดญัตติแล้วนะครับว่าผมยินดีในชั้นกรรมาธิการที่จะ เขียนบทเฉพาะกาลเข้าไปให้ข้อนี้ยังไม่ถูกบังคับใช้ในสภาชุดนี้ ดังนั้นไม่กระทบต่อการ ดำรงตำแหน่งของ ๓ ท่านอย่างแน่นอน แล้วก็ไม่ได้ถูกเสนอด้วยเจตนาที่จะตั้งคำถาม ถึงคุณสมบัติของทั้ง ๓ ท่านนะครับ แต่ว่าเป็นเจตนาที่ต้องการจะให้สภานั้นมีความเข้มข้น มากขึ้นในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ไม่ว่าฝ่ายบริหารจะเป็นใคร ฉะนั้นก็ยินดีที่จะให้ ข้อนี้มีการบังคับใช้กันในสภาชุดถัดไปหรือว่าชุดที่ ๒๗ ในวันที่เรายังไม่รู้ว่าบุคคลที่จะมา ดำรงตำแหน่งประธานของ ๓ คณะนี้นั้นจะเป็นใคร
คำถามย่อยที่ ๓ เกี่ยวกับประเด็นนี้ เป็นการตั้งคำถามมาว่าทำไมถึงเสนอ ให้แค่ ๓ คณะนี้ มีประธานที่มาจากซีกฝ่ายค้าน แสดงว่าอีก ๓๒ คณะ จาก ๓๕ คณะนั้น ไม่มีบทบาทหรือไม่มีความรับผิดชอบในการตรวจสอบการทุจริตเลยหรือ ก็ต้องเรียนตามตรง ว่าอย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนเปิดญัตติว่าผมเลือกที่จะระบุถึง ๓ คณะที่ผมมองว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงมากที่สุดต่อการตรวจสอบการทุจริต ๒ คณะก็คิดว่าหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วก็คือคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ ป.ป.ช. แล้วก็คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ การติดตามงบประมาณ แต่อยากจะเสริมอีกสั้น ๆ นะครับว่าคณะที่ ๓ ที่ผมได้เติมเข้าไป ก็คือ คณะกรรมาธิการกิจการสภา เจตนาหลัก ๆ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ณ ปัจจุบัน ได้เขียนไว้ในลักษณะที่ต้องการจะให้คนที่ดำรงตำแหน่งประธานสภานั้นเป็น สส. ที่มาจาก พรรคในซีกรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้นผมเลยมองว่าเพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลเกี่ยวกับ การบริหารกิจการในสภานั้นก็เลยเขียนไว้นะครับ ว่าให้ประธานของคณะกรรมาธิการกิจการสภาเป็นจากซีกฝ่ายค้าน แต่หากอันนี้เป็นสิ่งที่ ขัดใจหรือว่าติดใจท่านก็ยินดีที่จะปรับปรุงแก้ไขนะครับ ความจริงแล้วถ้าพูดให้ถึงที่สุด นอกเหนือจาก ๓ คณะที่ผมได้ระบุไว้อีกเจตนา ๑ ที่ผมอยากจะทำให้เกิดขึ้นก็คือพยายามจะ ป้องกันสูตรการจัดสรรประธานคณะกรรมาธิการในลักษณะที่ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการใด ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกระทรวงใด มาจากพรรคเดียวกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น แต่พอไปดูในรายละเอียดแล้วก็เกรงว่ามันอาจจะเขียนค่อนข้างยาก เพราะว่าความเชื่อมโยง ระหว่างคณะกรรมาธิการกับกระทรวงมันไม่เป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งนะครับ แล้วถ้าเขียนอย่างรัดกุมเกินไปก็อาจจะมีปัญหาในเชิงปฏิบัติก็เลยทำให้ผมจบลงที่เป็น การเขียนแค่ในส่วนของ ๓ คณะเท่านั้นนะครับ โดยโควตาระหว่าง สส. พรรครัฐบาลกับ พรรคฝ่ายค้านก็คงถูกคำนวณเหมือนเดิม ยังคงไว้เป็นสูตรคำนวณเหมือนเดิมคือตามสัดส่วน สส. ที่มีอยู่ในสภา
ส่วนคำถามประการสุดท้าย ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องคณะกรรมาธิการ มีบางท่านแสดงข้อกังวลหรือตั้งคำถามว่า การที่ผมไปล็อกให้ตำแหน่งของประธาน คณะกรรมาธิการเป็นเฉพาะของ ๓ คณะเป็นเฉพาะของ สส. ฝ่ายค้านเป็นการลิดรอนสิทธิ หรือเปล่า ทำให้สิทธิในการดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในสภาแห่งนี้ไม่ได้เปิดกว้างเท่ากัน ระหว่าง สส. ซีกรัฐบาลกับ สส. ซีกฝ่ายค้าน ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองครับว่าเจตนารมณ์ ในการออกแบบกติกาอย่างนี้เป็นเช่นใด แต่ผมหวังว่าท่านไม่ได้หมายความว่าทุกตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับสภาแห่งนี้นั้นจะต้องเปิดกว้างให้กับ สส. ซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านเท่ากัน เพราะเราก็เห็นอยู่ครับว่ามีบางตำแหน่งที่ก็ถูกออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม กับเจตนาถูกออกแบบไว้เพื่อให้เป็น สส. จากซีกใดซีกหนึ่ง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็น ในส่วนของประธานสภาที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ต้องการจะให้เป็น สส. ที่สังกัดพรรค ในซีกรัฐบาล ถ้าท่านจะยืนยันหลักการของท่านว่าทุกตำแหน่งในสภาแห่งนี้จะต้องเปิดกว้าง ให้กับ สส. ซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าอย่างนั้นเรามาเลือกผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาแห่งนี้เลยไหมครับ ให้โหวตกันเลยไหมครับว่าใครจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านและซีกรัฐบาล ก็เสนอบุคคลคนหนึ่งมา ซึ่งแน่นอนก็ได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากหรือเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีสมาชิกจากซีกรัฐบาลมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ผมก็คิดว่านั่นไม่ใช่ เจตนาของท่าน ดังนั้นหลักการที่ว่าทุกตำแหน่งจะต้องเปิดกว้างเท่ากันระหว่างซีกรัฐบาลกับ ซีกฝ่ายค้านก็เป็นหลักการที่เราไม่ควรจะยืดถือ แต่ว่าแน่นอนอาจจะเห็นต่างกันได้ว่า ในสัดส่วนของตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ๓ คณะนั้นควรจะต้องมีการล็อกหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยเพื่อนสมาชิก ท่านอรรถกร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เป็นการตั้งคำถามครับหรือว่าแสดงความเห็นว่าท่านไม่เห็นด้วยกับ ข้อ ๑๑ ของร่างแก้ไขข้อบังคับที่ผมเสนอ ซึ่งเป็นข้อที่เสนอให้มีการยกเลิกความในวรรคสอง ของข้อ ๘๐ และมีการเขียนใหม่ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ในการลงมติแบบลับในที่ ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมห้องใหญ่แห่งนี้ ท่านพยายามจะอภิปรายโดยการ กล่าวหาหรือว่าให้ความเห็นในลักษณะที่บอกสังคมว่าผมพยายามจะไปปรับเกณฑ์เกี่ยวกับ การโหวตลับ ท่านตั้งคำถามว่าทำไมถึงมีเกณฑ์ว่าถ้ามีสมาชิกคัดค้านไม่ให้โหวตลับ และมี ผู้รับรอง ๑ ใน ๓ ก็ให้ลงคะแนนแบบเปิดเผย ท่านตั้งคำถามว่าทำไมถึงใช้ตัวเลข ๑ ใน ๓ ทำไมไม่เป็น ๑ ใน ๒ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าท่านกลับไปอ่านข้อบังคับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ผมไม่ได้ แก้ไขตัวเลขอะไรเลยตัวเลข ๑ ใน ๓ มันมีอยู่แล้ว ถ้าท่านประธานลองอ่านข้อ ๘๐ ไปพร้อม กับผม ข้อ ๘๐ ในวรรคสองเขียนชัดครับว่าในกรณีที่สมาชิกเสนอญัตติให้ลงคะแนนลับ ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของสมาชิกในที่ประชุม ให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่จะลงคะแนนโดยเปิดเผย ฉะนั้นผมไม่ได้แก้ไขเกณฑ์เรื่อง ๑ ใน ๓ แต่อย่างใดเลย สิ่งที่ผมแก้ไขครับ คือพยายามจะทำให้ข้อบังคับข้อนี้มันมีความชัดเจนมากขึ้น ในส่วนของคำพูด เพราะว่าปัจจุบันนี้ถ้าอ่านไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่วรรคแรกจนถึงวรรค สุดท้ายจะเห็นว่ามันมีความสับสนอยู่ ผมอธิบายให้เห็นภาพแบบนี้ วรรคที่หนึ่งเขียนว่า อย่างนี้ครับว่า การออกเสียงลงคะแนนนั้นให้กระทำเป็นการเปิดเผย แต่เมื่อสมาชิกเสนอญัตติ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ขอให้กระทำเป็นการลับ จึงให้ลงคะแนนลับ นั่นหมายความ ว่าเวลาจะลงมติในที่แห่งนี้การลงเปิดเผยเป็น Default แต่ถ้ามี ๒๐ คนที่คัดค้านก็อาจจะ สามารถพิจารณาให้โหวตลับได้ แต่วรรคสองมาเขียนต่อว่า ในกรณีที่สมาชิกเสนอญัตติ ให้ลงคะแนนลับตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองไม่ ๑ ใน ๓ ของสมาชิก ในที่ประชุมให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่จะลงคะแนนโดยเปิดเผย สรุปง่าย ๆ คือว่าหากมี ๒๐ คน คัดค้านว่าจะให้ลงคะแนนแบบลับ แต่หากมี ๑ ใน ๓ บอกว่าไม่ยอมต้องการให้ลงเปิดเผยนั้น ข้อบังคับเขียนไว้ว่าให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่จะลงคะแนนโดยเปิดเผย สิ่งที่ผมไปแก้ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเลข ๑ ใน ๓ ครับ สิ่งที่ผมไปแก้คือคำว่า ให้ถือเป็นเอกสิทธิ์ เพราะมันสร้างความสับสน เป็นความสับสนที่ผมถามตัวแทนในคณะกรรมาธิการที่ยกร่าง ข้อบังคับนี้ขึ้นมา ก็ตอบผมไม่ได้ชัดเจนว่าคำว่า ถือเป็นเอกสิทธิ์นั้นหมายถึงอะไร หมายถึงว่า ถ้า ๑ ใน ๓ ยืนยันว่าต้องโหวตแบบเปิดเผย คำว่า ถือเป็นเอกสิทธิ์ นั่นคือแค่สมาชิก ๑ ใน ๓ จาก ๑๐๐ กว่าคนนั้นต้องโหวตเปิดเผย หรือหมายถึงว่าให้ทั้งที่ประชุมนั้นโหวตแบบเปิดเผย ดังนั้นการแก้ไขข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการไปปรับเกณฑ์เรื่องการลงคะแนนแบบลับ แค่เป็นการปรับข้อความให้มันมีความรัดกุมมากขึ้น เพราะผมก็เข้าใจว่าเจตนาของข้อนี้ คงไม่ต้องการเห็นที่ประชุมสภาแห่งนี้มี สส. บางคนลงคะแนนเปิดเผย บางคนลงคะแนนลับ เป็นต้น
ประเด็นที่ ๓ ที่มีหลายท่านตั้งคำถามขึ้นมาเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสด การประชุมคณะกรรมาธิการ ในประเด็นนี้มี ๒ คำถามย่อยที่สมาชิกถามขึ้นมา คำถามย่อย
ข้อกังวลที่ ๑ ก็เป็นข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกบางท่านที่มองว่าในบางกรณีมัน ไม่ควรจะมีการเปิดเผยหรือไม่ควรจะมีการถ่ายทอดสด โดยเฉพาะข้อกังวลว่าผู้ชี้แจง ในบางวาระหากพูดในที่ประชุมได้มีการถ่ายทอดสดอาจจะไม่มีสิทธิในการคุ้มครอง และอาจจะเกิดความเสียหายได้ อันนี้ผมต้องย้ำข้อเสนอผมอีกรอบหนึ่งครับ ว่าผมไม่ได้บังคับ ว่าการประชุมทุกครั้งจะต้องมีการถ่ายทอดสด มีการเปิดช่องในตัวร่างข้อบังคับผมว่า หากที่ประชุมเห็นว่าจะมีความเสี่ยงเช่นนี้มีวาระใดที่มีข้อกังวลแบบนี้ก็สามารถขอมติเพื่อให้ ยุติการถ่ายทอดสดสำหรับการประชุมนั้นหรือสำหรับวาระนั้นได้
ข้อกังวลที่ ๒ ก็มีบางท่านกังวลว่า หากเราปลดล็อกให้สามารถถ่ายทอดสด การประชุมคณะกรรมาธิการได้แล้ว ท่านยกตัวอย่างว่ามันจะเกิดปรากฏการณ์ที่แต่ละคน หยิบยกมือถือขึ้นมาถ่ายจนเกิดความไม่สบายใจต่อผู้ที่ตอบคำถามหรือผู้ที่ชี้แจง ผมมองต่าง จากท่านเลยครับ ผมกลับมองว่าถ้าเราทำให้การถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการนี้ มันมีการเปิดเผยอย่างเป็นระบบ พูดง่าย ๆ คือมีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางทางการ ความโกลาหลหรือความสับสนที่จะเกิดขึ้นจากการที่สมาชิกท่านใดในคณะกรรมาธิการ จะหยิบยกมือถือเข้ามาถ่ายแล้วสร้างความไม่สบายใจกับผู้ชี้แจงมันกลับจะหายไป เพราะว่า แน่นอนพอผู้ที่แจ้งมาที่ห้องประชุมก็ต้องมีการชี้แจงอย่างเป็นทางการอยู่แล้วว่าที่ประชุม ณ เวลานี้มีการถ่ายทอดสดอยู่หรือไม่ และถ้าผู้ชี้แจงมีเหตุผลใด ๆ ที่ต้องการจะให้มีการยุติ การถ่ายทอดสดก็สามารถแสดงความเห็นขึ้นมาได้ ในที่ประชุมก็สามารถมีมติได้ ดังนั้นการที่ ทำให้มันเป็นระบบและทำให้หากจะมีการถ่ายทอดสดถูกถ่ายทอดสดผ่านช่องทางทางการ น่าจะป้องกันและคลี่คลายข้อกังวลนี้มากกว่าไปเติมข้อความนี้ด้วยซ้ำ
ประเด็นที่ ๔ ที่ผมเห็นว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน คือประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายการเงิน ย้ำแบบนี้นะครับ ไม่มีตรงไหนเลยในร่างแก้ไข ข้อบังคับสภาชุดนี้ที่ไปยกเลิกอำนาจนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาว่าจะให้คำรับรอง ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ แม้เราอาจจะเห็นต่างกันได้ว่าอำนาจนี้ควรจะมีอยู่ หรือไม่ ผมทราบดีว่าถ้าจะมีการถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจนี้ต้องไปถกเถียงกันในระดับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมทราบดีครับว่าเวทีวันนี้ไม่ได้เป็นเวทีในการถกเถียงว่า อำนาจนี้มันสมเหตุสมผลหรือไม่ แล้วผมก็เข้าใจถึงเจตนาของผู้ร่างมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญ ว่าในเมื่อฝ่ายบริหารต้องเป็นคนบริหารจัดการงบประมาณก็เลยให้หัวหน้าฝ่ายบริหารหรือ นายกรัฐมนตรีนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาก่อนว่าจะรับรองร่างเกี่ยวกับการเงินเข้าสู่ สภาหรือไม่ ดังนั้นขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้งนะครับ ว่าร่างแก้ไขข้อบังคับนี้ไม่มีตรงไหนที่ไปยกเลิก อำนาจนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ แต่มี ๒ ประเด็นที่ผมหวังว่า จะพอคลี่คลายความกังวลของท่านได้ ประเด็นที่ ๑ หลายคนอาจจะติดใจคำว่า Auto Approve หรือถ้าแปลเป็นภาษาไทยคือ อนุมัติแบบอัตโนมัติ ต้องย้ำว่าการบอกว่าให้มีการอนุมัติ แบบอัตโนมัตินี้ไม่ได้หมายความว่าเราไปบังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องให้คำรับรองกับทุกร่าง นะครับ เพียงแต่เราบอกว่าหากมันมีกรอบเวลาที่ชัดเจนแล้วจะ ๓๐ วัน ๔๐ วัน ๖๐ วัน ก็สุดแล้วแต่ และเกิดการพิจารณาว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ มันเกินเลยกรอบเวลานั้น ไปจนผู้เสนอร่างไม่ได้รับคำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะรับรองหรือไม่ เราเพียงแค่ เสนอว่าหากมีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือว่าอนุมัติโดยอัตโนมัติ พอเป็นเช่นนั้นครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่ามันจะมีกรอบเวลาชัดเจนที่นายกรัฐมนตรีจะมีช่วงเวลาที่จะปฏิเสธหรือว่า ปัดตกร่างที่ท่านไม่เห็นด้วยหรือไม่พร้อมใช้คำรับรองได้ แต่ประโยชน์ที่มันจะตามมา ในมุมหนึ่งอย่างที่ผมย้ำว่าไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิของนายกรัฐมนตรี อำนาจนายกรัฐมนตรียังคง มีอยู่เหมือนเดิม แต่พอกำหนดกติกาแบบนี้และมีกรอบเวลาที่ชัดเจนแบบนี้มันทำให้ผู้เสนอ ร่างหรือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น ผมยกตัวอย่างให้เห็น ภาพชัดเลยครับ ตั้งแต่การเปิดสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ มา กฎหมายฉบับหนึ่งที่ผม ได้เสนอเข้าไปคือการแก้ไข พ.ร.บ. รับราชการทหารเพื่อนำไปสู่การยกเลิกการบังคับ เกณฑ์ทหาร แน่นอนครับ พอมันมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ร่างนี้ก็ถูกทางประธานสภา วินิจฉัยว่าเป็นร่างการเงิน ก็ต้องถูกส่งไปที่นายกรัฐมนตรี ว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ ผมก็ยังรออยู่ครับ แต่สิ่งที่ผมทำงานต่อลำบากคือผมไม่รู้ว่าผมควร จะรอถึงเมื่อไร แน่นอนพรุ่งนี้ท่านปฏิเสธมาเลยก็ได้คำตอบชัดเจนผมก็ก้มหน้าทำงานต่อ แต่ว่าพอท่านยังไม่ตัดสินใจ ท่านยังไม่ให้คำรับรอง ซึ่งแน่นอนท่านอาจจะมีภารกิจอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาแต่พอไม่มีกรอบเวลาชัดเจน ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอย่างไรต่อ แต่ถ้ามัน มีกรอบเวลาชัดเจนขึ้นมา แล้วเกิดท่านนายกรัฐมนตรีปฏิเสธภายในกรอบเวลานั้น ผมก็จะได้ รู้ว่าดังนั้นถ้าผมจะยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ผมก็ต้องไปปรับตัวร่าง พ.ร.บ. รับราชการต่างหากของผมเพื่อตัดส่วนที่มันเกี่ยวกันเงินออก เพื่อทำให้มันสามารถเข้าสู่ สภาแห่งนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำรับรองจากท่านนายกรัฐมนตรี อันนี้ต่างหากคือประโยชน์ ที่เราจะได้จากการแก้ไขข้อบังคับนี้ โดยไม่เป็นการลิดรอนหรือว่าลดอำนาจของท่าน นายกรัฐมนตรีในการให้คำรับรองหรือปฏิเสธร่างเกี่ยวกับเงินแต่อย่างใด
ประการที่ ๒ ที่ผมหวังว่าจะพอคลี่คลายข้อกังวลของท่านได้ก็คือบางท่าน กังวลว่า ๓๐ วันนั้นอาจจะเป็นกรอบเวลาที่สั้นเกินไปที่จะให้นายกรัฐมนตรีหรือว่า ฝ่ายบริหารนั้นพิจารณาว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ อันนี้ยินดีเลยครับ ในชั้นกรรมาธิการผมว่า เป็นเรื่องปกติที่เราจะมาถกกันได้ว่าจะขยายจาก ๓๐ วันเป็นกี่วัน จะเป็น ๖๐ วัน จะเป็น ๙๐ วันไหม แต่สิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์คือเลือกให้ชัดเจนว่ากี่วันนะครับ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจะได้ทำงานกันต่อได้อย่างสะดวกสบาย
ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นที่หลายท่านก็ได้แสดงความเห็นและความ ไม่เห็นด้วยไว้ คือเรื่องของกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่ามีข้อกังวลทั้งหมด ๓ ส่วน ที่บางท่านได้แสดงไว้ในประเด็นนี้นะครับ
ข้อกังวลที่ ๑ เป็นข้อกังวลว่าการเสนอกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีนั้นจะเป็น การเพิ่มอีก ๑ ประเภทกระทู้เข้าไป แล้วจะทำให้ไปเพิ่มเวลาว่าสัดส่วนของเวลาการประชุม สภาที่เราต้องใช้ไปกับวาระเรื่องของกระทู้หรือไม่ อันนี้ก็ต้องยืนยันว่าไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าไปดู ร่างแก้ไขข้อบังคับนี้ ผมตระหนักดีว่าการเสนอกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีก็จะมีความ ทับซ้อนในระดับหนึ่ง กับกระทู้ถามสดรัฐมนตรีที่สามารถถามท่านนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีได้ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ดังนั้นผมก็เลยใช้วิธีในการเกลี่ยเวลาระหว่าง ๒ ประเภทนี้ ให้มันได้สัดส่วนมากขึ้น เพื่อไม่ให้ไปเพิ่มภาระเวลาในการพิจารณาในส่วนของกระทู้ถามสด นายกรัฐมนตรีและกระทู้ถามสดรัฐมนตรีครับ
ข้อกังวลที่ ๒ บางท่านก็แสดงความกังวลว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะไปบอกว่า หากสมาชิกท่านใดตัดสินใจว่า ณ วันนั้นจะไม่ตั้งกระทู้เต็มโควตาแล้วนี้จะเกลี่ยเวลาไปให้กับ กระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีหรือว่ากระทู้อื่น อันนี้ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมเสนอ ขึ้นมาใหม่นะครับ ถ้าเราไปดูข้อบังคับชุดปัจจุบัน ข้อ ๑๖๐ ผมขอไม่อ่านทั้งข้อก็แล้วกันครับ ท่านประธาน แต่ว่าถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดที่เปิดอ่านไปพร้อมกับผมหรือว่าประชาชนท่านใด ที่เปิดข้อบังคับขึ้นมานี้ก็จะเห็นว่าข้อ ๑๖๐ ก็มีกลไกแบบนี้อยู่แล้ว พูดง่าย ๆ คือหากสมมุติ ว่าวันนั้นมีโควตา ๓ กระทู้ แต่มีคนใช้สิทธิแค่ ๒ กระทู้นี้มันก็จะมีการเกลี่ยเวลาเพื่อให้ ๒ คน ที่ใช้สิทธินั้นอาจจะได้ระยะเวลามากขึ้นเพิ่มขึ้นมาจากการที่คนที่ ๓ นั้นสละสิทธิ์ ดังนั้น ก็ไม่ได้เป็นเจตนาในการจะไปเบียดเบียนเวลาถามกระทู้ของเพื่อนสมาชิกแต่อย่างใด
ข้อกังวลที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรี บางท่านก็พูดว่า เขียนข้อบังคับขึ้นมาให้นายกรัฐมนตรีตอบแต่ละคำถามแค่ ๒ นาทีมันสั้นเกินไป ผมก็ต้อง เรียนตามตรงว่าถ้าท่านจะยกประเด็นนี้ขึ้นมานี้ ก็กรุณายกมาทั้งหมดผมไม่ได้เขียนแค่ว่า ให้นายกรัฐมนตรีตอบ ๒ นาที แต่ผมเขียนให้ผู้ถาม ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือผู้นำฝ่ายค้านนี้ ถามได้แค่คำถามละ ๒ นาทีเช่นกัน เจตนาไม่ใช่เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนั้นมีเวลาน้อยลงในการ ตอบคำถาม แต่เจตนาคือพยายามจะปรับรูปแบบการถามตอบให้มันมีความกระฉับกระเฉง มากขึ้น คือแทนที่ว่าผู้ถามก็ใช้เวลายาว ๑๐ นาที ๑๕ นาที ผู้ตอบก็ใช้เวลายาว ๑๐ นาที ๑๕ นาที พยายามจะให้มันมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น เหมือนกับบทสนทนาระหว่าง ๒ คนที่มีการถามไปตอบไป ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ปกติในวาระกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีหรือว่า Prime Minister’s Question ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกที่ใช้ระบบรัฐสภา
ประเด็นที่ ๖ อันนี้เป็นประเด็นสั้น ๆ มีเพื่อนสมาชิกท่าน ๑ บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขข้อบังคับ ข้อ ๑๒ ของผมที่ไปยกเลิกข้อ ๘๕ ที่เกี่ยวข้องกับการ นับคะแนนใหม่ อันนี้ความจริงต้องบอกว่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ ถ้าท่านติดใจในชั้นกรรมาธิการ ก็ยินดีที่จะถอนนะครับ แต่อยากจะอธิบายเจตนารมณ์ก่อนว่าทำไมถึงเสนอให้มีการยกเลิก ข้อที่เกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ คือต้องบอกว่าหากเราไปย้อนดูข้อบังคับสมัยก่อน ๆ เราจะ พอเข้าใจได้ว่าเจตนารมณ์ของข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนนใหม่นี้มันถูกเขียนขึ้นมา เพื่อปิดกั้นไม่ให้เกิดปัญหาเชิงเทคนิค ว่าหากมีการลงมติไปแล้ว แล้วเกิดสมมุติมีการนับคะแนนผิด ซึ่งความจริง ๑๐ คนเห็นชอบ แต่ไปนับแค่ ๙ คนเห็นชอบ ถ้าเกิดมันมีความผิดพลาดเป็น Human Error หรือความผิดพลาด ของมนุษย์ในลักษณะเช่นนั้นควรจะเปิดให้มันมีโอกาสในการนับคะแนนใหม่เพื่อที่ว่าถ้าเกิด ว่าผลมันใกล้เคียงเกินไป นับคะแนนไม่ได้ Check อีกรอบหนึ่งว่าไม่มีการนับคะแนนผิด อันนั้นคือเจตนารมณ์การใช้คำว่า นับคะแนน แต่ในยุคสมัยปัจจุบันที่การลงมติแล้วมันใช้เป็น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ความผิดพลาดจากมนุษย์ในลักษณะแบบนั้นมันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อีกต่อไป เพราะว่าแต่ละคนลงมติไปอย่างไรเครื่องมันก็จะขึ้นแบบนั้น ข้อกังวลในการ คงข้อบังคับเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ไว้อยู่ในวันที่เรามีเทคโนโลยีแบบนี้ ก็เป็นความกังวล ว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่จะถูกบิดไปเป็นการเปิดช่องเพื่อใช้เป็นกลไกในการ โหวตใหม่นะครับ ซึ่งไม่เหมือนกับการนับคะแนนใหม่นับคะแนนใหม่คือทุกคนลงแบบหนึ่ง ไปแล้ว แต่ว่าถ้ามันมีการนับที่มันผิดพลาดก็คือนับกันใหม่เพื่อ Check ว่านับอย่างถูกต้อง แต่ลงคะแนนใหม่นี่คือท่านสามารถเปลี่ยนโหวตได้นะครับ จากรอบเดิมที่เห็นด้วยกับ รอบเดิมที่ไม่เห็นด้วย ถามว่าอันนี้อันตรายอย่างไร อันตรายครับ เพราะเกิดสมมุติมีการ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาแล้วเกิดผลออกมาว่า เห็นด้วย ชนะ ไม่เห็นด้วย แค่ ๑ หรือ ๒ คะแนน แล้วมันเปิดช่องให้สามารถโหวตใหม่ที่แต่ละคนสามารถเปลี่ยนการลงมติได้ หลายคนก็กังวลว่ามันอาจจะมีอิทธิพลอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซง พอเห็นว่าคะแนนมันใกล้เคียง ขนาดนั้นก็อาจจะมีการให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อทำให้สมาชิกบางคนนั้นเปลี่ยนคะแนน เพื่อพลิกจากมติที่ก่อนหน้านี้เห็นด้วยเป็นมติที่ไม่เห็นด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๗ อันนี้สั้น ๆ เหมือนกัน มีท่านหนึ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอ ของผมที่เกี่ยวข้องกับข้อ ๑๓๘ ของข้อบังคับ ถามว่าข้อ ๑๓๘ เกี่ยวข้องกับอะไร ข้อ ๑๓๘ เป็นข้อบังคับที่เปิดช่องว่าหากมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติใดไปแล้ว แล้วเกิดมีข้อผิดพลาด เกิดขึ้น เช่น สมมุติว่าอาจจะมีการสะกดผิดขึ้นมา สภานั้นสามารถมีมติในการทบทวนได้ ปัจจุบันข้อบังคับเขียนว่าต้องเป็นมติ ๑ ใน ๒ ผมก็กังวลว่าถ้าเกิดข้อผิดพลาดมันเป็นเพียงแค่ ตัวสะกดจริง มติ ๑ ใน ๒ เราก็เข้าใจได้ แต่ผมกลัวว่าอันนี้มันจะไปเปิดช่องโหว่ให้บางคน ใช้ช่องนี้ไปแก้ไขตัวเนื้อหาสาระ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการยกระดับเป็น ๒ ใน ๓ มันก็น่าจะ รัดกุมขึ้น เพราะว่าถ้าเกิดข้อผิดพลาดมันเป็นแค่ข้อผิดพลาดเชิงตัวสะกด หรือข้อพิพาท เล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคนก็พร้อมจะลงมติเห็นชอบ แต่ถ้าเราลด Bar ตรงนั้น มาเป็น ๑ ใน ๒ มันมีความเสี่ยง เพราะอันนี้อาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือว่าเป็นช่องโหว่ ในการไปแก้ไขตัวเนื้อหาสาระมากกว่าแก้ไขข้อผิดพลาดที่เล็กน้อยนะครับ สั้น ๆ ครับ ท่านประธาน