อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 25 ปี สถาบันพระปกเกล้า ชื่นชมการดำเนินงานและหลักสูตรที่ทันสมัย พร้อมย้ำถึงบทบาทสำคัญของสถาบันในฐานะองค์กรวิชาการชั้นนำด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล โดยชี้แจงข้อครหาต่างๆ ว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันความโปร่งใสในการคัดเลือกนักศึกษา การกำกับดูแลกิจกรรมอย่างเหมาะสม และความหลากหลายของวิทยากรที่ไม่ได้หมายถึงการขาดความเป็นกลาง พร้อมให้กำลังใจและแสดงความเชื่อมั่นในภารกิจของสถาบันในการพัฒนาประเทศต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานและท่านผู้มาชี้แจงนะครับว่า ความจริงวันนี้การเข้ามารับฟัง รับทราบ การรายงานจากสถาบันพระปกเกล้านั้น ผมเพียงตั้งจิตมาแต่ไกลตั้งใจมาแต่บ้าน มาให้กำลังใจ แต่เมื่อฟังข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิกซึ่งก็เป็นสิทธิของท่านในการเสนอแนะ รวมถึงตั้งคำถาม เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยก็เดินมาที่ที่นั่งของผมครับ แล้วก็บอกว่า ท่านอนุสรณ์ ในฐานะที่ท่านเป็นศิษย์เก่าสถาบันพระปกเกล้า ท่านเป็นมนุษย์ฝึกอบรม คนหนึ่ง เป็นคนที่อ่านหลักสูตรรู้ ดูหลักสูตรเป็น มีอะไรที่ท่านจะช่วยสถาบันพระปกเกล้า ได้บ้าง ผมขอเรียนว่าเวทีนี้คงไม่ได้มีการช่วยเหลืออะไรกันครับ แต่เพียงแต่ว่าอยากให้ กำลังใจกับสถาบันพระปกเกล้า ผมได้เรียนเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ซึ่งเป็นวันสถาปนา สถาบันพระปกเกล้า และปีนี้ก็ครบรอบ ๒๕ ปีสถาบันพระปกเกล้า เป็น ๒๕ ปีที่เดินมาถูกทิศ ทำงานมาถูกทางครับ แน่นอนครับว่าระหว่างทางนั้นก็จะต้องปรับ ต้อง Tune ต้องเปลี่ยน ข้อคำถามหรือแม้แต่ข้อครหาต่าง ๆ ที่มีกับสถาบันพระปกเกล้าผมต้องเรียนนะครับว่า บางข้อกล่าวหานั้นปัจจุบันนี้ไม่หลงเหลือรูปแบบนั้นแล้วนะครับ และผมเชื่อมั่นว่าสถาบัน พระปกเกล้ามุ่งมั่นตั้งใจในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำของประเทศ ผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ท่านเลขาธิการสถาบัน พระปกเกล้าท่านใหม่ ความจริงเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่ารายงานประจำปี ๒๕๖๕ นี้เป็น รายงานผลการดำเนินงานของเลขาธิการท่านเก่า ความจริงท่านอาจารย์วิทวัสและคณะ ไม่ได้เป็นคนเก่าคนใหม่ไปไหนครับ เป็นลูกหม้อ เป็นคนในองค์กรของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยความภาคภูมิใจครับว่ามีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานนี้และหาก ในรายงานจะได้พูดถึงความสำเร็จใด ๆ ผมเชื่อว่าอาจารย์วิทวัสและคณะนั้นมีสิทธิ อันชอบธรรมที่จะได้นำเสนอความภาคภูมิใจนั้นครับ ผมกราบเรียนว่าผมไล่เรียงดูเนื้อหา ในรายงานก็ต้องชื่นชมที่ท่านทำรายงานได้น่าสนใจแล้วก็ชวนอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ผมสะดุดตรงแผนยุทธศาสตร์สถาบันพระปกเกล้า ฉบับที่ ๖ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๘ ผมอ่านวิสัยทัศน์นะครับ Vision บอกว่า จะเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ ด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และสันติวิธี ที่จะมุ่งนำความรู้สู่สังคม เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมเข้าใจว่าวิสัยทัศน์นี้ก็คงจะขับเคลื่อนระหว่างปี ๒๕๖๔-๒๕๖๘ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ถ้าเราไปดูในหลักสูตรผมคิดว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่ไกล เกินไป หลักสูตรในปัจจุบันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นปัจจุบันและสามารถใช้งาน ได้จริง ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือเข้าศึกษาในหลักสูตรของสถาบัน พระปกเกล้าในปัจจุบันนี้มองสถาบันพระปกเกล้าว่าเป็นสถาบันที่เข้มความขลัง และพยายาม จะเติมความปัง เข้มความขลังคืออะไรครับ ในฐานะที่ผมอ่านหลักสูตรรู้ ดูหลักสูตรเป็น ต้องเรียนครับว่าหลายต่อหลายหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านั้นไม่เรียนไม่ได้ครับ เพราะถ้าคุณไม่เรียนคุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องครับ
ส่วนข้อครหาหรือข้อคำถาม ๓ ประการที่ตั้งคำถามไปยังสถาบันพระปกเกล้า เช่น เรื่องของไปเรียนแล้วก็ไปสร้าง Connection ผมเรียนเลยครับว่ามาตรฐานการคัดกรอง กระบวนการที่จะนำไปสู่การคัดเลือกผู้จะได้เป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ปัจจุบันนี้ ผมเข้าใจว่ามีมาตรฐานระดับสากล และมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้จะเข้าไปเป็น นักศึกษา และแน่นอนล่ะครับคนไปเรียนตรงนั้น ๖ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน กิจกรรมที่จะ ควบคู่ไปกับการเรียนที่เรียกว่า Plearn หรือ Play and Learn ที่เรียกว่างาน Party มีปัญหา ผมเรียนว่า ณ ปัจจุบันนี้สถาบันพระปกเกล้าก็ปรับเปลี่ยนเข้าไปควบคุมตรวจสอบและ ให้คำแนะนำ ให้คำชี้แนะกับนักศึกษาผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด ในอดีตอาจจะมีหลายหลักสูตร จากบางสถาบัน เวลาเป็นงาน Party หลังเลิกเรียนก็จะว่าด้วยเรื่องของงบประมาณหรูหรา อู้ฟู่ว่าแข่งขันกัน แต่ปัจจุบันนี้สถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอาจารย์วิทวัสนี่ล่ะครับ ก็จะ ให้คำแนะนำกับนักศึกษาว่าด้วยเรื่องของวัตถุประสงค์ เป้าหมายของการจัดกิจกรรมสังสรรค์ หรือสาระสังสรรค์หลังเลิกเรียนนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร ไม่ให้ติดกับเปลือกหรือรูปแบบครับ แต่จะต้องไปถึงแก่นแท้ของวัตถุประสงค์หลักของการจัดกิจกรรมในการสังสรรค์หลังเลิกเรียน เรื่องของวิทยากรผมต้องกราบเรียนนะครับ อาจจะไม่เป็นธรรมกับสถาบันพระปกเกล้า ที่บอกว่าไปเชิญทหารยศนายพลมา ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เรียน ในหลายหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ผมเห็นถึงความตั้งใจของสถาบันพระปกเกล้า ในการจะเชิญวิทยากรให้มีความหลากหลายครับ คือคงไม่สามารถจัดวิทยากรให้ไปพูดตรงใจ ผู้เข้าอบรมได้ทั้งหมดหรอกครับ แต่เราคงไม่สามารถไปตัดสินวินิจฉัยว่าถ้าวิทยากรเป็น นายทหารยศพลเอกนี้ฟังไม่ได้คงไม่ถึงขั้นนั้น ผมยกตัวอย่างนายทหารยศพลเอก ที่เป็นนายทหารประชาธิปไตย นายทหารสันติวิธี ผมนึกถึงท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ นายทหารสันติวิธีผู้ล่วงลับ ท่านเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร เป็นผู้ผลักดันหลักสูตร ๔ ส เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ ๑๐ แล้วก็เป็นนายทหารที่นำสู่การแก้ไขปัญหาและนำไปสู่สันติวิธี หรือแม้แต่ พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก นายทหารประชาธิปไตยก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในการ มาบรรยาย และผมคิดว่าเป็นการเปิดกว้างเพื่อให้เราฟังมุมมองแง่คิดที่หลากหลาย
สุดท้ายครับ ผมขอให้กำลังใจสถาบันพระปกเกล้าในการเข้มความขลัง เติมความปัง เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน และผมเชื่อว่าทุกหลักสูตร ที่เกิดขึ้นและวันทุกวันของสถาบันพระปกเกล้าจากนี้จะนำมาซึ่งการพัฒนาต่อยอดและ เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย กราบขอบพระคุณครับ