ดนุชา แจงยุทธศาสตร์ชาติ เน้นบูรณาการเกษตร เศรษฐกิจ และสังคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖

ดนุชา พิชยนันท์ ชี้แจงความคืบหน้าและทิศทางการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเกษตรกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อยกระดับผลผลิต รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การว่างงาน และการเข้าถึงทรัพยากรของเกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตขอบพระคุณในข้อเสนอแนะหลาย ๆ เรื่องนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาภาคการเกษตรที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นเอาไว้ แล้วก็มี บางเรื่องที่กระผมอาจจะขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะครับ

เรื่องแรก เป็นเรื่องของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็ต้องเรียนว่ากลไก ในการทำงานตรงนี้ก็จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยตำแหน่ง อันนี้ก็เป็นที่ระบุไว้ในกฎหมายนะครับ ทีนี้ในการจัดทำที่ผ่านมา ของยุทธศาสตร์ชาติฉบับที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ก็เป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีอยู่ ๖ คณะ ก็มายกร่าง ในระหว่างที่จะมีการประกาศใช้ต่าง ๆ ในระหว่างการยกร่าง ก็ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน รวมทั้งได้มีการรับฟังความคิดเห็นใน ๔ ภาค แล้วก็มีช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นที่จะสามารถส่งความเห็นมาได้ทั้งในช่องทางผ่าน ทาง Internet ทาง Website ของสำนักงานเอง แล้วก็ในส่วนที่เป็นเรื่องของไปรษณีย์ ก็มี ในช่วงนั้นนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ให้ข้อคิดเห็นแล้วก็มาร่วมในการให้ข้อคิดเห็น ในการจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวาระต่าง ๆ รวม ๆ กันก็อยู่ที่ประมาณสัก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางภาคประชาชนเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องเรียนว่า ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายในช่วงต้นนะครับ มันเป็นทิศทางกว้าง ๆ แม้ว่าในยุทธศาสตร์ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์นี่ จะมีชื่อยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าเป็นเรื่องอะไรนะครับ แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์นั้นในรายละเอียดก็จะเป็นทิศทางการทำงาน กว้าง ๆ นะครับ ยกตัวอย่างอย่างเช่นภาคเกษตรก็พูดถึงแค่ในเรื่องของการที่จะมีการพัฒนา ในภาคเกษตร โดยการเอาเทคโนโลยีเข้าไปเสริมในการผลิตภาคเกษตรนะครับ หรือว่าทำ เป็นเกษตรแปรรูปอะไรต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็เป็นทิศทางกว้าง ๆ ซึ่งก็ต้องเรียนว่านโยบายรัฐบาล ในช่วงถัดไปหรือในช่วงรัฐบาลใหม่ก็ตามนี่ การทำงานนโยบายที่ได้มีการประกาศไว้ก็สามารถ ที่จะสอดรับกับตัวยุทธศาสตร์ชาติได้นะครับ แต่ในกรณีที่เห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ก็ไม่ได้มีความแข็งตัวนะครับ ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ทุก ๆ ๕ ปีนะครับ หรือในกรณีที่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนก็สามารถดำเนินการได้ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ผมอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ

ทีนี้ในส่วนของประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายในหลาย ๆ เรื่องนะครับ อย่างโดยเฉพาะเรื่องส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องทางภาคเกษตรนะครับ ซึ่งแน่นอนครับ GDP ในภาคเกษตรของเราเองมันก็ค่อนข้างจะต่ำประมาณสัก ๗ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถ้าดูจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมดนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาคอุตสาหกรรม แล้วก็เป็นภาคบริการนะครับ ทีนี้ในการที่จะเพิ่มตรงส่วนนั้นแน่นอนครับคงจะต้องมี การนำเอาเทคโนโลยีที่จะช่วยในการผลิตภาคเกษตรเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยที่จะเป็น การเพิ่มผลผลิต หรือว่าเครื่องจักร อุปกรณ์ที่จะใช้ในภาคเกษตรนะครับ อย่างที่ท่านสมาชิก ได้มีการพูดถึงในเรื่องของอ้อยก็ตาม หรือว่าในเรื่องของการผลิตเพื่อแปรรูปต่าง ๆ ที่มี ท่านสมาชิกท่านได้มีการยกตัวอย่างไว้นะครับ อันนี้จะเป็นทิศทางการทำงานที่ที่ผ่านมานี่ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ได้มีการทำงานที่จะพัฒนาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเรียนว่าในการทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาตินี่ปัญหาสำคัญก็จะเป็นเรื่องของ การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าช่วงที่ผ่านมานี้หลาย ๆ หน่วยงานก็ยังคิดว่ายังเป็นการทำงานแยกส่วนอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการพยายาม ที่จะดึงเอาหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยนี่เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อตอบเป้าหมายนะครับ ที่ผ่านมาก็อย่างที่ท่านสมาชิกได้เห็นในรายงานว่าการทำงานก็มีการบรรลุเป้าหมาย ในระดับสีเขียวไปแล้วประมาณสัก ๑๒ เป้าหมายใหญ่จาก ๓๗ เป้าหมายนะครับ ในส่วนนี้ในส่วนของปี ๒๕๖๕ ในบางตัวที่ยังไม่สามารถบรรลุได้นี่ก็คงจะต้องมีการเร่ง การดำเนินงานต่อไปนะครับ เพราะว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้นี่เป็นการกำหนดไว้ภายใต้ ในส่วนของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็จะเป็นการกำหนดเป้าหมายการทำงาน ในช่วงทุก ๆ ๕ ปีนะครับ ถ้า ๕ ปี ไหนยังเดินไปไม่ถึงเป้าก็คงต้องมีการปรับการทำงาน แล้วก็เร่งการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการใช้กลไกในการตรวจราชการแล้วก็มีการปรับปรุง แก้ไขการทำงานอย่างต่อเนื่องนะครับ

ในส่วนของเรื่องที่ท่านสมาชิกอภิปรายในเรื่องของตัว Social Credit ที่บอกว่าทางสำนักงาน ป.ย.ป. ได้มีการดำเนินการในขณะนี้ ก็ต้องเรียนว่าพอดีผมก็ได้ ประสานกับผู้อำนวยการ ป.ย.ป. นะครับ ก็ทราบว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วยังอยู่ระหว่างการศึกษา ความเป็นไปได้ แล้วก็จะดูว่ามีความเหมาะสมที่จะมาใช้ในสังคมไทยหรือไม่ อย่างไรในช่วงของ การดำเนินงานในการศึกษาตรงนี้ก็ได้มีการดำเนินการร่วมกันกับศูนย์คุณธรรม แล้วก็ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดูรูปแบบการดำเนินกิจกรรมที่เป็นการทำความดี แล้วก็สิทธิประโยชน์ที่จะได้จากพฤติกรรมการทำความดีตรงนั้น ซึ่งในระยะแรกก็จะทำงาน ร่วมกันกับ ๓ หน่วยงาน ก็คือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สภากาชาดไทย แล้วก็ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะเป็นการทำงานในเชิงบวก ก็จะไม่ได้มีมาตรการในเชิงลบ ซึ่งจะไปลิดรอนสิทธิหรือเสรีภาพของพี่น้องประชาชน หรือว่าเป็นการมุ่งจับผิดพฤติกรรมในเชิงลบของพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด

ในส่วนเรื่องที่มีท่านสมาชิกพูดให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการขนส่ง ในเรื่องของการท่องเที่ยวนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของ Flight บินที่น้อยลง ต้องเรียนอย่างนี้ ว่าในช่วงหลังจาก COVID-19 ที่ผ่านมานี้ Capacity ในการขนส่งโดยเฉพาะทางอากาศลดลง ค่อนข้างมาก แต่ว่า Demand พอหลังจากที่เรามีการเปิดประเทศ เปิดการรับการท่องเที่ยว อย่างเต็มที่แล้วในช่วงประมาณกลางปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานี้ Flight บินต่าง ๆ Demand ในการเดินทางก็สูงขึ้นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาขณะนี้มันปรับตัวสูงขึ้น เพราะว่า Capacity กับ Demand มันไม่ Match กัน

ในส่วนของการทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเรียนว่าปัญหาที่ทำให้เกิดการชะงักงัน หรือว่าขัดข้องในการทำงานเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของตัว COVID-19 ที่มีการระบาดในช่วงปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ แต่ทีนี้ก็ต้อง มีการเร่งการทำงานเพื่อที่จะทำให้การทำงานได้บรรลุเป้าหมายในช่วงถัดไปด้วย

เรื่องของแรงงานที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเรื่องของการว่างงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าตัวอัตราการว่างงานในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับในช่วง COVID-19 อัตราการว่างงานค่อนข้างสูงแล้วก็ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ประมาณสัก ๓๙-๔๐ ล้านคน ในขณะนี้เองก็ลดลงมา เหลือระดับ ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ต่ำเรียกว่าต่ำมาก แล้วก็ถ้าดูจาก IMD ที่มีการวัดเราก็อยู่ อันดับต้น ๆ ที่มีอัตราการว่างงานต่ำ ทีนี้ในส่วนของการว่างงานในระดับการศึกษา แน่นอนครับในระดับการศึกษาที่เป็นช่วงอายุประมาณ ๒๐-๒๔ ปี มีการมีอัตราการว่างงาน สูงเนื่องจากว่า ๑. เป็นเพราะว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ ซึ่งบางส่วนนี่ เขาก็อาจจะไปเป็นเจ้าของกิจการเองมี Self-ownership ที่สามารถที่อยากจะไปเป็น เจ้าของกิจการ บางส่วนก็ไปศึกษาต่อ แต่แน่นอนครับ ในช่วงที่ผ่านมาในขณะนี้เอง อัตราการว่างงานในกลุ่มที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ แล้วก็การว่างงานในระดับการศึกษาต่าง ๆ ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทีนี้ก็ต้องเรียนว่าเรื่องของการว่างงานมันเป็นปัญหาหลายประการ ด้วยกัน

เรื่องแรกนี้เป็นเรื่องของผู้ที่จบการศึกษามาอาจจะไม่ Match กับ ตลาดแรงงานหรือตำแหน่งงานที่มีการเปิดรับอยู่ เพราะว่าต้องเรียนว่าในระบบของเราเอง ประมาณสัก ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นการจบมาในสายบริหาร แต่อีกประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นการจบมาในสายวิทยาศาสตร์ พวกวิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรพวกนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วตำแหน่งงานที่เปิดในช่วงหลัง ๆ มันจะเป็นเรื่องของ การต้องการแรงงานที่อยู่ในระดับที่เป็นพวกวิศวกร หรือว่าวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในสาขา ที่จบมาพวกนี้มากกว่า ก็อาจจะทำให้ผู้ที่จบมาในสาขาการบริหารอาจจะหางานทำยาก สักนิดหนึ่ง แต่ว่าแน่นอนครับในระบบเองก็มีการพยายามที่จะพัฒนา Upskill Reskill ด้วย ซึ่งขณะนี้ทั้ง อว. เองก็ได้มีการทำในเรื่องของการจัดการศึกษาในลักษณะที่เป็นการเชื่อมโยง กันกับภาคเอกชน เพื่อให้นักศึกษาที่จบออกมาสามารถที่จะตรงกับความต้องการของ ภาคเอกชน แล้วก็สามารถที่จะรับไปทำงานได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันต่อเนื่อง เช่นกัน ทีนี้อยากจะนำเรียนสักนิดหนึ่งในส่วนเรื่องของความเท่าเทียมและความเสมอภาค จริง ๆ แล้วตัวที่เราใช้วัดเราใช้ตัวชี้วัดประมาณ ๓ ตัวด้วยกันที่อยู่ในการรายงานตรงนี้ ก็จะเป็นทั้งในเรื่องของความก้าวหน้าทางสังคม ความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของ กลุ่มประชากร Top ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ Bottom ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เรื่องของ ความไม่เสมอภาคในด้านรายจ่าย ซึ่ง Gini Coefficient ปัญหาส่วนหนึ่งที่เราไม่สามารถจะใช้ ตัวค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคทางด้านรายได้ได้ เพราะว่าตัวนี้ไม่ได้มีการจัดเก็บทุกปี มีการจัดเก็บ ๒ ปีหน และในขณะเดียวกันเมื่อดูในรายละเอียดแล้วการจัดเก็บเหมือนกับ เป็นการสอบถาม ทีนี้พอถามเรื่องรายได้ แน่นอนครับสิ่งที่ได้กลับมาก็ค่อนข้างอาจจะไม่ตรง กับข้อเท็จจริงนัก เพราะฉะนั้นก็เลยต้องมาใช้ในเรื่องของทางด้านรายจ่าย แต่แน่นอนครับถ้าดูเป็น Series ย้อนกลับไปในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ค่า Gini Coefficient เหล่านี้นี่ก็เริ่มมีการปรับตัว ลดลง แต่แน่นอนก็ยังอาจจะยังไม่ถึงเป้าที่กำหนดไว้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานต่อไป ทีนี้ในส่วนอื่น ๆ ในประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีการพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนบริหาร จัดการน้ำ ๒๐ ปีที่ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไร หรือว่าเรื่องของภาคเกษตรที่อยากจะให้มี การพัฒนามากขึ้น เรื่องของ PM2.5 ที่ได้มีการพูดถึงในเรื่องนี้ต้องเรียนว่าปัญหา PM2.5 ก็เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในต้นปีที่ผ่านมานี้ก็เกิดขึ้นค่อนข้าง รุนแรง ถ้าเราไปดูในช่วงที่มี PM2.5 จะเห็นว่าจุดความร้อนมันจะอยู่ในประเทศไทย แล้วก็อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมาทางท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน ในการที่จะแก้ไขปัญหาพวกนี้ร่วมกัน

ส่วนเรื่องของการนำเอาเครื่องจักร แล้วก็แหล่งเงินทุน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึง ได้ง่ายขึ้น อันนี้เดี๋ยวผมจะรับไปในการที่จะไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดู เรื่องนี้ต่อไป

เรื่องของการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง ๑๐ เขต ถ้าเราดูตัวเลข การลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนี่ก็จะเห็นว่าในปี ๒๕๖๑ มีเงินลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้ง ๑๐ เขตอยู่ที่ประมาณ ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าในปี ๒๕๖๕ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น ประมาณ ๓๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่แน่นอนครับ ในส่วนของอัตราการขยายตัวนี้ก็ยังอาจจะ ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแง่ของ GPP เพราะว่าตัว GPP ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ต้องมี การจัดเก็บข้อมูลกันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือตัวชี้วัดบางตัวที่กำหนดไว้บางครั้งหน่วยงานอาจจะ ยังไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูล หรือว่าจะเก็บไม่ครบถ้วน เราเองก็ต้องใช้ตัวชี้วัดที่เป็น Proxy เข้ามาอ้างอิงเพื่อให้เห็นภาพของการพัฒนา เพื่อที่จะได้มีการดูได้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร ต่อไปนะครับ

ในส่วนอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของการพัฒนาที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในแผนแม่บทในเรื่องของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ๖ อุตสาหกรรม เรียกว่าที่กำหนดไว้นี่ก็เป็นการกำหนดในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราคาดว่า เราเองมีศักยภาพเพียงพอที่จะเดินไปได้ แต่แน่นอนก็ไม่ได้ละทิ้งอุตสาหกรรมอื่น ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของยานยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้ก็ได้มีการดำเนินงานมีความก้าวหน้า มากกว่าอุตสาหกรรมอื่น เพราะว่าก็อย่างที่ทุกท่านทราบกันว่าก็จะมีผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตก็มาลงทุนในประเทศไทยอยู่หลายรายที่จะมาลงทุนใช้ไทยเป็นฐานการผลิต แต่แน่นอนครับ เรื่องของการสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนเป็นเรื่องที่ ต้องทำต่อเนื่อง เพราะว่าถ้าเราไม่ทำต่อเนื่องประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่น ๆ เขาอาจจะแซงหน้าเราไป เพราะฉะนั้นการวัดของ IMD อะไรต่าง ๆ ในสำนักที่มีการวัด มันเป็นการวัดที่ไม่ใช่เป็นการวัดแบบ Static มันก็จะเป็นการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นในการทำงานเราเองก็คงอยู่เฉยไม่ได้ ก็คงต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อที่จะเร่งสร้าง ความสามารถในการแข่งขวันของประเทศ รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาในเชิงสังคม เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในส่วนเรื่องของการพัฒนาด้านการกีฬาต่าง ๆ เดี๋ยวจะขอรับไปเพื่อที่จะไป ประสานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการต่อไป สุดท้ายผมขออนุญาตขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการที่จะไปปรับการทำงาน แล้วก็จะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงาน แล้วก็การจัดเก็บ ข้อมูลด้วย เพื่อที่จะทำให้การทำงานบรรลุเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขอบพระคุณ มากครับ