สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

นพพล เหลือทองนารา สื่อสารเกี่ยวกับปัญหาการเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับงบประมาณจัดสรรไม่เท่าเทียมกัน และเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยได้เท่าเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่

นายนพพล เหลือทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม ท่านครับ ผมเองก็ขอที่จะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ในเรื่องของรายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของ กสศ. หรือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางด้าน การศึกษา พอมีกองทุนนี้มาผมเองค่อนข้างที่จะสบายใจมากขึ้น เพราะว่าไม่ว่าแต่ตัวผม หรอกครับ แม้แต่ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่เราก็ต้องยอมรับกันว่าในส่วนของภาคส่วนการศึกษา ที่พวกเราได้มีอนาคตได้ยืนมาอยู่ถึงทุกวันนี้ก็เพราะทางด้านการศึกษา และโดยเฉพาะครู ก่อนหน้าที่จะมี กสศ. คนที่รับภาระหนักประการหนึ่งก็คือคุณครู ผมยอมรับเลย แล้วผมก็สงสารมาก เพราะผมระลึกในใจอยู่เสมอว่าครูไม่ใช่เหมือนพ่อแม่ คนที่ ๒ แต่ครูนั้นเป็นพ่อแม่คนที่ ๒ แล้วในเมื่อพ่อแม่คนที่ ๒ ผมลำบาก ในฐานะความเป็นลูก อย่างผมก็ไม่สบายใจหรอกนะครับ แต่พอวันหนึ่งมี กสศ. ขึ้นมาผมเองก็ดีใจที่จะมาช่วย แบ่งเบาภาระในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาจากคุณครูบ้าง ผมเองต้องขอบคุณ แต่ทีนี้ในการปฏิบัติงาน ดำเนินงานของ กสศ. เราก็ต้องยอมรับกันว่าสามารถที่จะช่วยเหลือ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางภาคการศึกษาได้พอสมควร แต่ผมเองยังมีความรู้สึกว่า การเหลื่อมล้ำทางการศึกษานอกจากในเรื่องของทุนทรัพย์แล้วก็เหมือนอย่างท่านนพดล ปัทมะ กับท่านสฤษฏ์พงษ์ได้บอกว่าในเรื่องของความเสมอภาคทางการเรียนการสอน โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ อย่างในจังหวัดพิษณุโลกมีโรงเรียนทั้งหมด ๔๙๗ โรงเรียน แต่ว่าใน ๔๙๗ โรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กถึง ๒๒๔ โรงเรียน นั่นก็คือ เป็นโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก หมายความว่ามีนักเรียนตั้งแต่ ๑ คน จนถึง ๑๒๐ คน ถัดจากนั้น ไป ๑๒๑ คน จนถึง ๖๐๐ คน นั่นก็เป็นโรงเรียนขนาดกลางก็ว่าไป แล้วทีนี้ในเรื่องของ การจัดงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็ก พวกเราก็ทราบกันดีอยู่ว่านโยบายของทาง สพฐ. ทางกระทรวงศึกษาธิการก็คือจัดเป็นรายหัว อย่างโรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนไม่น่าเชื่อว่า มีนักเรียนกันอยู่ ๑๑ คน แล้วเขาจะทำอย่างไรถ้าคิดตามรายหัว ผมอยากให้ทาง กสศ. ได้เข้ามาเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ผมเองต้องขออภัยที่ไม่ได้อ่านทั้งหมดว่าวัตถุประสงค์ของ กสศ. เอื้อมไปถึงตรงส่วนนี้ไหม แต่ว่าด้วยความที่ท่านเองในวิสัยทัศน์ของท่านที่เขียนมาอยู่ที่ หน้าที่ ๓ หน้าที่ ๔ ท่านก็บอกในเรื่องของการจัดระบบการศึกษาให้มีความเท่าเทียมกัน ผมเองก็อุปมานเอาว่าน่าจะเอื้อมถึงในส่วนของการให้ความเสมอภาคในเรื่องของการเรียน การสอน เพราะว่าทางพวกเราก็ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใย โดยเฉพาะในส่วนของทาง พรรคเพื่อไทยเราก็พูดเสมอ เมื่อสมัยที่แล้วที่เราเป็นฝ่ายค้านอยู่ ๔ ปี ทุกครั้งไม่ว่าจะเรื่อง งบประมาณ หรือว่าการรายงานของทางรัฐมนตรีหรือทางไหนก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เราพยายามจะมุ่งเน้นว่าขอให้เลิกเสียทีเถอะในการที่จะจัดสรรงบประมาณรายหัวลงไปให้ ตามโรงเรียนต่าง ๆ เพราะมิฉะนั้นแล้วโรงเรียนขนาดเล็กก็ย่อมเสียโอกาส แล้วก็โอกาส ในการพัฒนาไม่มีเลย อย่าว่าแต่โอกาสในการพัฒนาเลย เอาให้คงอยู่มันยังคงอยู่ไม่ได้เลย แล้วก็ยังต้องไปรบกวนคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งท่านก็เต็มใจในการที่จะช่วยสถานศึกษา ในการที่จะหาเงินหาทอง แต่มันไม่ใช่ที่นะครับ มันไม่ใช่เรื่อง เพราะว่าแค่ท่านเหล่านั้น ได้เสียสละมาช่วยดูแลโรงเรียน มาช่วยปกป้องโรงเรียนนั่นก็มากพอสมควรแล้ว แล้วยังจะต้อง ให้ท่านได้เสียสละเงินทอง เพราะจริง ๆ แล้วในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ผ้าป่าการศึกษาก็ไม่ได้มา จากไหนหรอกครับ มาจากคนที่เป็นกรรมการสถานศึกษาทั้งนั้นละครับ เพราะฉะนั้นผมเอง ก็อยากจะฝากท่านไปถึงกระทรวงศึกษาธิการด้วย ขอให้ในเรื่องเหล่านี้การจัดงบประมาณ ไปสู่ตามโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กขอให้ได้มีความยุติธรรมขึ้น คุณครูทั้งหลาย ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กอดทนกันจนช่วงหลังยังต้องมีการจัดตั้งสมาคมครูโรงเรียนขนาดเล็กขึ้น เพื่อจะดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง ดิ้นรนให้มีคุณภาพทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยังคงอยู่ จะอยู่กี่คนก็ช่าง แต่ตราบใดยังมีนักเรียนอยู่ ยังมีชื่ออยู่ในสารบบนั่นก็คือโรงเรียน แล้วเป็นสิ่งที่จะมีนักเรียนอยู่ ๑ คน หรือ ๒ คน นั่นก็คืออนาคตของชาติทั้งนั้น ใครจะไปรู้ นักเรียนที่อยู่โรงเรียนขนาดเล็ก ๒ คนในโรงเรียนนั้นวันหนึ่งอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมขอฝากท่านได้ช่วยดูในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่นนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ