สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องการคุ้มครองสิทธิของคนพิการ การดูแลสิทธิของผู้ต้องหา และผลกระทบของการรัฐประหารที่ผ่านมา รวมถึงขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาการลี้ภัย โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงแอปพลิเคชันของธนาคาร การโดยสารเครื่องบิน การนำแบตเตอรี่ลิเทียมขึ้นเครื่อง การใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ และการควบคุมตัวอยู่ที่บ้าน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติครับ ก็ขออนุญาตตอบ ๒-๓ ประเด็น ที่ท่านได้กรุณาซักถามเพิ่มเติมนะครับ กรณีเรื่องของคนพิการก็อย่างที่ได้เรียนว่า ก็เป็นประเด็นที่ทาง กสม. ได้จับแล้วก็ได้ทำงานร่วมกับทางภาคีเครือข่ายอยู่ มีหลายประเด็น ด้วยกัน อย่างเช่น เรื่องโรคร้ายแรง กฎ ก.พ. ว่าด้วยโรคร้ายแรง หรืออย่างที่มีการออก พระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ Cyber นี่ก็มี ประเด็นที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไปในเรื่องของทรัพย์สินที่จะไม่ถูกหลอก โดยเฉพาะ Application ดูดเงิน แต่ว่าก็อาจจะกระทบกับสิทธิของผู้พิการทางสายตาที่จะเข้าถึง Application ของธนาคาร อันนี้ทาง กสม. ก็ได้คุยกับทางสมาคมคนพิการ ทางสมาคม คนตาบอดแห่งประเทศไทย คุยกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวง DES แล้วก็ทางตำรวจ Cyber เพื่อที่จะหาทางออกแล้วก็คุ้มครองสิทธิ ของผู้พิการ

สำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวก็มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นระยะ อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการโดยสารเครื่องบิน เรื่องผู้พิการทางสายตาที่จะโดยสาร ทางเครื่องบินมีโควตา เรื่องของผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่อาจจะไม่ได้รับความสะดวก ในการเดินทาง หรือมีประเด็นเรื่องแบตเตอรี่ Lithium ที่จะนำขึ้นเครื่อง กสม. ก็ได้พิจารณา เรื่องเหล่านี้ แล้วก็มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้มีการแก้ไข บางกรณี ก็อาจจะมีข้อเสนอให้มีการเยียวยาด้วยนะครับ หลายเรื่องก็ได้รับการตอบรับแล้วก็ ดำเนินการ แต่บางเรื่องก็อาจจะอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งทาง กสม. ก็จะติดตาม แล้วก็ จะร่วมกับภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนแล้วก็ผลักดันต่อไป อันนั้นเป็นเรื่องของสิทธิ ของคนพิการนะครับ

ส่วนเรื่องของการมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสิทธิของผู้ต้องหา หรือว่าคนที่เป็นจำเลย ก็เห็นด้วยกับทางท่านทวี สอดส่อง ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เรื่องนี้ได้คุยกับทางอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง เห็นไปในทิศทางเดียวกับท่านว่าผู้ที่ถูกกล่าวหายังต้องสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นการที่นำตัวไปควบคุมเอาไว้กับผู้ต้องขังเด็ดขาดก็เป็นเรื่องที่ ไม่ถูกหลัก เราก็มีข้อเสนอตั้งแต่เรื่องที่ควรจะพิจารณาว่ามีแนวทางในการดำเนินการ อื่น ๆ ไหม อย่างเช่น เรื่องกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าเรื่องที่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่เอาตัวมาขัง แม้กระทั่งเรื่องที่ว่าถ้าอยู่ในเรือนจำแล้วจะมีการแยกส่วนอย่างไรให้ชัดเจน รวมถึงเรื่องที่ว่า สามารถที่จะควบคุมตัวอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่สถานที่ข้างนอกได้หรือเปล่า โดยที่นับรวมว่าเขาได้ ถูกคุมขังแล้ว ถ้าศาลตัดสินว่าเขามีความผิดก็ให้นับรวมตัวนี้ด้วย เพราะปัจจุบันการที่ศาล ปล่อยตัวแล้วก็ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ แต่ว่าต้องอยู่ที่บ้านอาจจะไปไหนไม่ได้ ๒๔ ชั่วโมง ยกเว้นจะต้องขออนุญาตกรณีนี้ก็คือไม่ถูกนำตัวไปคุมขัง แต่เมื่อถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็ไม่สามารถที่จะหักออกได้ครับ เรื่องพวกนี้ทาง กสม. ก็ได้คุยกับทางกระทรวงยุติธรรม แล้วก็พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาตรงนี้อยู่ ก็ทราบว่าคงจะต้องมีการแก้ไขระเบียบของ ทางราชทัณฑ์เพื่อที่จะให้การดูแลเรื่องนี้เป็นไปตามหลักการได้มากยิ่งขึ้น เข้าใจว่า บางเรือนจำก็มีสภาพความพร้อมมากกว่าบางแห่ง ในขณะที่เรือนจำเก่าก็จะมีปัญหา ในการแยกส่วนอยู่ แต่ก็พยายามที่จะขับเคลื่อนร่วมกันนะครับ

ผมขออนุญาตมาที่ท่านอดิศร เพียงเกษ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เรื่องที่ ท่านได้ถามเรื่องเกี่ยวกับการรัฐประหารในครั้งที่แล้ว จริง ๆ ก็ต้องถือว่าการรัฐประหาร เป็นการละเมิดสิทธิของพลเมือง เป็นการขัดกับหลักประชาธิปไตย ก็คงเห็นตรงกัน แต่ปัญหา ก็คืออย่างนี้ว่าเมื่อมีการรัฐประหารแล้วองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ถูกยุบตามไปด้วยนะครับ เหมือนกับที่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่ได้ Function ต่อ องค์กรอิสระทาง กสม. ก็ไม่มีสภาพแล้ว ไม่ได้นั่งทำงานกินเงินแสนต่อไป ขณะเดียวกันในเรื่องเกี่ยวกับการลี้ภัยของผู้ที่อาจจะมี ความเห็นต่าง แล้วก็ได้รับผลกระทบจากเหตุทางการเมือง ขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ ปัญหา หลายอย่างการแก้ไขอาจจะต้องเป็นการแก้ไขในระดับนโยบายในเรื่องทางการเมืองนะครับ การเมืองอาจจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเท่าที่ได้ติดตามก็คิดว่าน่าจะมีแนวโน้มไปในทาง ที่ดีไหมครับ เพราะว่าจริง ๆ คนไทยทุกคนที่อยู่ต่างประเทศสามารถที่จะกลับมาเมืองไทยได้ ทั้งนั้น ถ้ามีคดีก็อาจจะต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ติดคดีอะไรก็สามารถ ที่จะกลับมาได้ แต่ผมคิดว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องใช้การเมืองเข้าแก้ไข ซึ่งสภาจะมีส่วน ในเรื่องนี้มากครับ ต้องขออนุญาตเรียนชี้แจงอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ