ปรเมษฐ์ ชี้ปัญหาผู้อพยพ-เขื่อน-งบสิทธิฯ พร้อมเรียกร้องแก้ทันที

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ปรเมษฐ์ จินา หารือปัญหาการดูแลผู้อพยพที่อำเภอพระแสงที่ขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลังเกิดเหตุหลบหนี เรียกร้องให้มีหน่วยงานกลางเข้าดูแลแทนท้องถิ่น พร้อมตั้งข้อสังเกตความไม่สอดคล้องในรายงานงบประมาณของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในด้านการฝึกอบรม การเดินทาง และการประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกันยังได้ชี้ประเด็นปัญหาโครงการชลประทานขนาดใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ล่าช้าไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาเขื่อนกั้นน้ำในนิคมสร้างตนเองที่ทำให้พื้นที่เกษตรเหนือเขื่อนเสียหายมานานกว่า 10 ปี แม้มีข้อเสนอแนะแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการตรวจสอบและหาทางออกร่วมกับภาคีท้องถิ้นอย่างเร่งด่วน

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี ก็เห็นด้วยกับท่านอนุสรณ์ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา เราก็คงจะเห็นว่าเป็นการตั้งรับเสียส่วนใหญ่ แต่ว่าปัญหาที่เกิดในพื้นที่เป็น ๑๐-๒๐ ปี ยังค้างคาอยู่แล้วก็ไม่ได้รับการแก้ไข แล้วก็เมื่อสักครู่ที่น้องเขาได้นำเสนอในเรื่องของผู้อพยพ อันนี้ผมก็มี Case Study ในส่วนของอำเภอเล็ก ๆ อำเภอพระแสง เขามีการจับโรฮิงญา ไปไว้ ๑๗ คนแล้วก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่รับผิดชอบ ส่งไปหน่วยงานไหนก็ไม่ได้ก็ไปไว้ที่โรงพักเล็ก ๆ ๑๗ คน แล้วก็เกิดกรณีที่ค่าเลี้ยงดูเป็นเดือน แล้วหลังจากนั้นก็เกิดกรณีแหกห้องขังมา หนีไปทั้ง ๑๗ คน แต่ว่าด้วยความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็กู้ภัยที่เกี่ยวข้องก็เฝ้าระวัง แล้วก็ตามจับมาได้หมดทั้ง ๑๗ คน อันนี้ผมหารือว่าจะต้องมีหน่วยงานกลางหรือว่ามีองค์กรอะไร ที่เข้าไปรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้พื้นที่เล็ก ๆ เขาต้องรับผิดชอบด้วยตัวของเขาเองนะครับ

ทีนี้มาในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มาในวันนี้ ก็ต้องขอขอบคุณมากนะครับ เนื่องจากผมก็เคยนำเรียนแล้วว่าในส่วนของญัตติต่าง ๆ หรือว่ารายงานต่าง ๆ ที่จะเข้ามาให้ทางสภาเห็นชอบผู้ที่รับผิดชอบหรือว่าเจ้าของหน่วยงาน ต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่าส่งเอกสารมาหรือว่าเป็นการฟอกรายงานว่าจะต้องนำเสนอสภา ให้รับทราบเป็นรายปีอันนั้นไม่เป็นการสมควร จะต้องให้เกียรติกับสภา วันนี้ผมก็อยากจะ ยกตัวอย่างของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. ที่ทำรายงานได้สวยงาม ดูง่าย แล้วก็ที่สำคัญก็คือเป็นปัจจุบันด้วย มีการเปรียบเทียบปี ๒๕๖๔ แล้วก็ปี ๒๕๖๕ แต่ว่าในเรื่องของ รายงาน หน้า ๑๑๒ ก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้นิดหนึ่ง เนื่องจากว่ามันมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นผิดสังเกต นั่นก็คือในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ปี ๒๕๖๔ จ่ายเพียงแค่ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่มา ปี ๒๕๖๕ เพิ่มขึ้นมา เป็น ๗,๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ปี ๒๕๖๔ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๖๕ ๕,๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็รายจ่ายค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ปี ๒๕๖๔ จ่ายไป ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าปี ๒๕๖๕ จ่ายถึง ๘,๘๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็คือ การตั้งข้อสังเกต เดี๋ยวสักครู่ก็คงจะขอคำตอบด้วยนะครับ

ทีนี้มาในเรื่องของการที่จะพัฒนาในส่วนของ กสม. ให้ยกระดับมากยิ่งขึ้น ก็มีปัญหาอยู่ในส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมันมีโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ๓,๓๓๐ ล้านบาท ทำมาแล้ว ๑๓ ปี ทีนี้ชาวบ้าน ๒ ข้างทางของริมคลองชลประทาน เขาก็หวังว่าเมื่อทำเสร็จแล้วถ้าเขามีน้ำใช้ในการเกษตรหรือว่าการทำอุตสาหกรรมเขาก็คง จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่านี่สร้างมาแล้ว ๑๐ กว่าปี ๑๓ ปี ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท สร้างเป็น อนุสาวรีย์ไม่สามารถใช้ได้ ความเดือดร้อนของชาวบ้านก็คือเหมือนกับเราทำถนนเกาะกลาง แล้วก็น้ำมันไม่สามารถไหลผ่านจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำตามธรรมชาติได้ ทำให้มันแช่น้ำอยู่ แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตรของเขาไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือว่าพืชผลอื่นแช่น้ำ แล้วก็เกิดความเสียหายตาย แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการสัญจร เนื่องจากว่า เหมือนเรามีคลองชลประทานผ่านมาจากบ้านคุณปู่คุณย่าหรือว่าบ้านสามีภรรยา ที่อยู่ ๒ ฝั่งคลองชลประทานมันไม่สามารถจะเชื่อมต่อกันได้ แล้วก็เป็นเวลานาน เขาก็เดือดร้อนในการใช้ทางอ้อม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือว่าความยุ่งยากในการขนส่ง สินค้าหรือว่าขนส่งวัสดุทางการเกษตรไปจำหน่ายตามร้านค้าหรือว่าตามตลาด มันมี ความยุ่งยาก แล้วก็หลายขั้นตอน แล้วก็มันเป็นเวลาเนิ่นนานมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ๓ อำเภอ อำเภอคีรีรัฐนิคม อำเภอพุนพิน แล้วก็อำเภอท่าฉาง ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ทราบว่า เขามีการเสนอเรื่องขึ้นมาแล้วนะครับ ส่วนหนึ่งก็มองว่าในส่วนของคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติก็อาจจะมีบุคลากรน้อย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีอยู่ ๔-๕ ท่าน แต่ว่าด้วยปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผมมองว่าต้องใช้ภาคีเครือข่ายให้เป็น ประโยชน์ ๑. ก็คือในเรื่องของศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่แต่ละจังหวัด ๒. ผู้นำ ๓. ถ้าเป็นไปได้ มีความกังวลว่าลงไปพื้นที่แล้วไม่รู้ว่าไปติดต่อใคร หรือว่าประสานงานใคร ให้ใครเป็น คนช่วยเหลือก็ติดต่อ สส. ในพื้นที่ได้เราพร้อมที่จะช่วยดำเนินการ อำนวยความสะดวก แล้วก็ลงไปร่วม เพื่อให้ปัญหาของชาวบ้านที่ค้างคามานานได้มีการแก้ไขนะครับ

แล้วก็อีก Case หนึ่ง ก็คือในส่วนของนิคมสร้างตนเอง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็มีการสร้างเขื่อนของโครงการชลประทาน แล้วก็สร้างเขื่อนโดยทำ Spillway สูง ทีนี้พื้นที่เหนือเขื่อนที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรก็ลักษณะเดียวกันเกิดการใช้น้ำ เป็นปริมาณกว้าง เขาก็ต้องการที่จะให้ลด Spillway ลงมานิดหนึ่ง เพื่อลดพื้นที่ที่เกิด ความเสียหายให้น้อยลง แล้วก็ร้องเรียนไปแล้วกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะไปแล้วนะครับ แต่ไม่ได้รับการแก้ไข เขาก็เลยถวายฎีกา พอถวายฎีกาเสร็จแล้วมันก็ต้องย้อนลงมาที่ต้นเรื่องเดิมอีกครับ ก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่แบบนี้ปัญหา ชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไข ผมมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะให้มีการดำเนินงานเชิงรุกมาก ยิ่งขึ้นนะครับ ลงไปดูในพื้นที่ด้วยตนเอง แล้วก็แสวงหาทางออกด้วยการบูรณาการ ใช้ภาคี เครือข่ายภายในพื้นที่ ทุกจังหวัดช่วยกันทำแล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ผมมองว่า เป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็น บางทีเราอาจจะทำเรื่องของการตั้งรับอยู่อย่างเดียว แล้วก็ ดูเอกสารในห้อง Air อยู่อย่างเดียวนะครับ ถ้าลงไปพื้นที่ด้วยเราจะเห็นหน้างานนะครับ แล้วก็ จะเห็นสภาพความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีนะครับแต่ละแห่งที่ผมเข้าไปดู แล้วก็เขาร้องเรียนเข้ามานะครับ ก็อยากจะฝาก ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ช่วยลงไปดูในพื้นที่ที่ผมเสนอแนะตรงนี้ด้วย แล้วก็อยากจะให้ทำงานเชิงรุกในส่วนของ พื้นที่อื่น ๆ ด้วยนะครับ ก็น่าจะมีปัญหาในพื้นที่หลายจังหวัด ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ