เอกราช อุดมอำนวย แสดงความกังวลต่อญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง โดยชี้ว่าควรเน้นการคุ้มครองและพัฒนาเด็กมากกว่าการลงโทษ และเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ตามมาตรฐานสิทธิเด็กสากล
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนดอนเมือง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ตอนที่ผมเห็นญัตติ ชื่อญัตติผมตกใจมากเลย ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ปัญหาดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว แต่พอมาอ่านหลักการและเหตุผลด้านในแล้วนะครับ กลับเป็นเรื่องของการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระหว่างปี ๒๕๖๓ แล้วผู้เสนอญัตติ บอกว่าการแจ้งข้อกล่าวหาและบังคับคดีแก่ผู้ชุมนุมใช้กฎหมายหลายฉบับส่งผลให้เยาวชน มีประวัติในการถูกดำเนินคดี และกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัว เพียงเพราะ ปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพของเยาวชนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดินที่จำเป็นเร่งด่วนต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี แล้วก็ความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือว่าการขจัดเหตุ ที่กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ก่อนอื่นครับท่านประธาน ผมอยากจะบอกว่าญัตตินี้จริง ๆ แล้วเจตนาก็คงจะหวังว่าจะดูแลเด็ก และเยาวชนที่ไป ร่วมการชุมนุมว่าทำอย่างไรที่จะมีความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี แต่ก็เป็นไปตามที่ เพื่อนสมาชิกคุณรักชนก ศรีนอก ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วก็อยากจะให้ท่านผู้เสนอ ญัตติ คุณจุติ ไกรฤกษ์ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. มาหลายสมัย ตอนที่ท่านเป็น รัฐมนตรีท่านก็คงได้เข้าใจเรื่องนี้กันอย่างดีว่าปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างไร แต่ที่ ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงสาระสำคัญของเด็กและเยาวชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิ ต่าง ๆ การมีส่วนร่วม การพัฒนา การคุ้มครอง การมีชีวิตรอดซึ่งเป็นสิทธิตามหลักสากลแล้ว ท่านประธานเมื่อพิจารณาถึงหลักเหตุผลเหล่านี้แล้วก็คิดว่ารัฐไทยเป็นหนึ่งในรัฐที่ควบคุม พยายามจะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาครอบทุกอย่าง พยายามจะสร้างระเบียบแบบแผนขึ้นมา ทุกอย่าง สิ่งต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากที่ตัวเองเคยเห็น นอกเหนือไปจากที่ตัวเองเคยได้ยิน ได้ฟังก็บอกว่าพวกนี้คือแปลกประหลาดไม่เคยเจอมาก่อน พวกนี้คือผิดขนบธรรมเนียม ผิดประเพณี ท่านประธานครับ นอกจากประเทศไทยแล้วใน Internet ก็มีประเทศอื่น ๆ ในรายงานนี้ที่ทางฝ่ายวิชาการได้ทำมาก็ได้ยกตัวอย่างที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีเหตุการณ์ มีเรื่องของตัวอย่างกรณีการคุ้มครอง กรณีพิเศษ กรณีที่ถ้าเด็กกระทำความผิดเขาก็ให้ ความสำคัญในเรื่องของการคุ้มครองมาตรการของการดูแลมากกว่าลงโทษเอาผิด หรือว่า มีการจ้อง ชี้นำในทางที่ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ต้องหาเป็นจำเลยของสังคม ท่านประธานครับ ผมอยากจะทบทวนนิดหนึ่งว่ากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองกระบวนการยุติธรรมของเด็กและเยาวชนเขามีมาตรฐานไว้ชัดเจนว่า ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ผมคงไม่ลงรายละเอียดครับ แต่อยากให้เพื่อนสมาชิกแห่งนี้ ได้ยึดถือด้วยกันว่าอนุสิทธิสัญญาเด็กอะไรก็ดี การลิดรอนสิทธิเด็กด้วยกระบวนการ ทางกฎหมายต้องเป็นมาตรการสุดท้ายที่รัฐจะนำมาใช้ นั่นหมายความว่าจะต้องใช้ กระบวนการทางสังคมในการดูแล ในการสร้างความเข้าใจในทุกมิติของสังคมก่อน สื่อมวลชนก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ก็ดี ก็ต้องช่วยกันธำรงสังคมในลักษณะ ของการพลวัตเปลี่ยนไปตามสากลโลก ไม่ใช่ว่าท่านเคยเป็นมาแบบนี้จะต้องกระทำ การแบบเดิม แบบนี้ก็จะทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์และเกิดการไม่รู้เท่าทัน ท่านประธานครับ อย่าว่าแต่เด็กและเยาวชนเลยครับ ผู้สูงอายุสมัยนี้ก็ไม่รู้เท่าทันสื่อ เป็นหัวข้อของวารสารและการวิจัยเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เรื่องของ Media Literacy หรือการรู้เท่าทันสื่อ ผมคงไม่ลงรายละเอียดครับ แต่ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องของการที่ผู้ใหญ่ที่ยังขาด ความรู้ ความระมัดระวังในเรื่องของการเท่าทันสื่อ แต่เด็กสมัยนี้อยู่กับสื่อ อยู่กับเทคโนโลยี ผมเข้าใจว่าเด็กและเยาวชนนั้นมีความรู้เท่าทันสื่อต่อข้อมูลข่าวสารและกระแสท่วมท้นตาม พลวัตของข้อมูลมากกว่าผู้ใหญ่เสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องทำความเข้าใจกับเด็ก ก็คือปรับตัวตามพลวัต ตามกระแสสังคมของสากลโลกที่เป็นมาตรฐานและได้รับการยอมรับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็คิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการดูแลเด็ก เยาวชน และครอบครัวก็เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลแล้วส่งให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการพิจารณาดูแลแก้ไขปัญหา แต่ผมก็ติดใจเหมือนที่บอกครับว่าถ้าจะศึกษาเรื่องนี้แล้วไป จำเพาะเจาะจงว่าเด็กคือปัญหา ผมคิดว่าอันนี้เป็นโจทย์ที่ผิด แต่ถ้าบอกว่าการศึกษาเรื่องนี้ แล้วนำไปสู่ Solution แนวทางออกใหม่ ๆ สำหรับประเทศนี้ สำหรับการเปิดพื้นที่ให้เด็ก และเยาวชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองแบบนี้คือสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นประตูบานแรกที่จะ เปิดให้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการรับฟังปัญหาของเด็กและเยาวชนที่มีข้อคิดเห็นต่อ ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมต่อไป ก็ฝากท่านประธานไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ