ภูริวรรธก์ ชี้ปัญหาคุ้มครองเด็ก วิพากษ์รายงานรัฐล่าช้า-ขาดจริงจัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๖

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ หารือปัญหาการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าและขาดความจริงจังในการรายงานความคืบหน้าของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการคุ้มครองเด็กอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงในสถานศึกษาและครอบครัว พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกลไกรายงานภายในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้เด็กถูกเปิดเผย รวมถึงทบทวนกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีตามอนุสัญญาสิทธิเด็กอย่างแท้จริง

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

ก็คือ ๑. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด ๒. สิทธิที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทั้งหลายทางด้านร่างกายและจิตใจ ยังรวมไปถึงการคุ้มครองจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย การทำอันตราย เรื่องสารเสพติด คุ้มครองจากการค้ามนุษย์ การขาย การลักพาเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และการแสวง ประโยชน์กับเด็กในทุกรูปแบบ ๓. สิทธิที่ได้รับการพัฒนาในตัวเด็ก รัฐภาคีต้องมีการจัดการ เมื่อไม่กี่วันนี้เราพูดถึงเด็กรหัส G ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างเหมาะสมตามภูมิหลัง ทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมของเด็ก ๔. สิทธิมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัวในการที่ แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หรือเข้ามามีบทบาทในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผล กระทบหรือมีส่วนโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชนเอง

ในเนื้อหาอนุสัญญาเขียนเอาไว้เต็มที่ไว้เลยว่าเด็กมีเสรีภาพในการสมาคม การชุมนุมอย่างสงบ และไม่ถูกแทรกแซงโดยพลการหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายความเป็น ส่วนตัว ครอบครัว บ้านจะไม่ถูกกระทำโดยมิชอบ รัฐภาคีต้องดูแลเด็กตลอดกระบวนการ ทางกฎหมาย การสอบสวนพิจารณาคดีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางด้านร่างกาย จิตใจ ความเป็นธรรม และไม่ถูกแทรกแซง จากหลักการที่ผ่านมากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เด็กที่แสดงออกทางการเมืองทั้งหลายเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เรา Care เขาจริง ๆ หรือเปล่า หรือว่าปากว่าตาขยิบ หรือแค่พูดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าสนใจ สุดท้ายเป็นเพียงการโฆษณา เท่านั้น เพราะทุกวันนี้รายงานสภาวการณ์ว่าด้วยสิทธิของเด็กเพื่อให้คณะกรรมการ ตรวจสอบความคืบหน้าพบว่า ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ปี ๑๙๙๒ ประเทศไทยเราส่งรายงานไปแล้วเพียงแค่ ๒ ฉบับเท่านั้น ได้แก่ในปี ๑๙๙๖ และปี ๒๐๐๔ โดยมีการนำเสนอผลงานเพียงปากเปล่าในปี ๑๙๙๗ และปี ๒๐๐๖ ต่อมา ต้องส่งรายงานตามรอบคณะกรรมาธิการว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดส่งเมื่อปี ๒๐๐๙ โดยใน ระยะนั้นกระบวนการทำงานผ่านการรับฟังสาธารณะจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ เราส่งล่าช้าอีกครั้งในปี ๒๐๑๑ และล่าสุดต้องกำหนดส่งในปี ๒๐๑๗ ปีนี้ ๒๐๒๓ แล้วเรายังไม่ได้ส่ง เราทำอะไรช้าไปหมดครับ ไม่รู้ว่าช้าหรือว่ามีปัญหาจนไม่กล้า ทำรายงาน

มาดูเนื้อหาการบ้านกันดีกว่าว่าการบ้านที่ประเทศไทยต้องทำนั้นมีอะไรบ้าง ต้องวัดผลจากนโยบายมาตรการต่าง ๆ ได้ทำไป ต้องตอบทุกข้ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กว่า ประเทศไทยนั้นทำอะไรไปบ้าง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีการต้องยกตัวอย่างหัวข้อความรุนแรง ในครอบครัว ในโรงเรียน การทารุณกรรม การที่เด็กถูกทอดทิ้ง แล้วก็ต้องมีการรายงาน ทางด้านกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ปี ๒๕๕๐ ว่าฟังชันขนาดไหน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการสำรวจด้วย ยกตัวอย่างเช่นการตีและการทำร้ายเด็กในปี ๒๐๐๕-๒๐๐๖ นั้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของครูยังมองว่าการตีเป็นสิ่งจำเป็น เรามาลอง Review ภาพที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เผื่อท่านคณะทำงานที่กำลังร่าง CRC Report นี้จะได้รับ Public Hearing จากผมแล้วก็เสียงเด็ก ๆ ที่ต้องการพูดออกมาด้วย ก่อนที่ท่านจะส่งรายงานที่สายมา ๖ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว เราเห็นความรุนแรงในโรงเรียน ครูตบเด็กอย่างนี้ เราเห็น ความรุนแรงในครอบครัวพอด่าลูกทำร้ายจนครอบครัวไม่ปลอดภัยแต่ผู้แก้ไขปัญหาบอกว่า เขาคือพ่อต้องอดทน แล้วก็พูดคุยทำความเข้าใจกัน เราเห็นเหตุการณ์พ่อฆ่าลูกยกครัว และเราก็ยังเห็นภาพเด็กต่างด้าวที่พวกคุณอาจจะมองว่าไม่รีบร้อน แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคือ เด็กโตที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้และกำลังจะเป็นแรงงานสำคัญในอนาคตด้วย ถ้าเราให้ การแนะนำการศึกษาเขาอย่างถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเป็นผู้สร้างปัญหาสังคม ได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ให้การแนะนำ ไม่ให้การศึกษา หรือพวกเขาอยู่ในสังคมที่มีการกระทำ รุนแรงอย่างต่อเนื่อง เรามีอยู่ MOE Safety Center มีข้อมูลของโรงเรียนสังกัด กระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้ Database เหล่านั้น ภายใต้ สพฐ. ย้อนกลับไปดูในกรณีที่ครู ตบเด็กนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อแจ้งเข้าไปใน MOE Safety Center นั้นปรากฏว่ารัฐรับรู้ว่ามี เด็กถูกทำร้าย แต่ว่ารัฐบอกไม่รับผิดชอบ จะต้องไปแจ้งเอา Link นี้ไปนะครับ ถ้าเป็นลูกของ ท่านที่เกิดขึ้นมาท่านอยากจะแจ้ง Link หรือท่านอยากจะแจ้งปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ คุ้มครองเด็กทันทีด้วยความรวดเร็ว พูดแล้วก็แปลกใจ Video ประชาสัมพันธ์ของ MOE Safety Center นี้ท่านอาจจะรู้สึกแปลกใจ เพราะว่าเวลาที่เด็กโดนละเมิดทำร้ายร่างกาย แทนที่เด็กจะรู้สึกว่าควรไปบอกบุคคลใดบุคลหนึ่ง แต่ในท้ายของ Video ประชาสัมพันธ์นั้น กลับตะโกนว่าหยุดนะ ไม่อย่างนั้นหนูจะไปฟ้อง Application กรณีเด็กแจ้งเรื่องเหล่านี้ครับ เมื่อเรื่องถูกส่งไปโรงเรียนแล้ว สุดท้ายก็ถูกประจานจนเด็กต้อง ออกจากโรงเรียน กฎหมาย PDPA มีอยู่จริงหรือไม่ หรือถูกเขียนไว้แค่นั้น ไม่ต้องมีใครถูก ลงโทษ ท่านประธานครับ ทั่วโลกอาจจะมองว่า CRC คือหน้าตาของประเทศ และถ้าเป็น เช่นนั้นควรจะมีหน้าตาที่ตรงไปตรงมา ไม่ควรจะถูกตกแต่งผักชีโรยหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คณะทำงานของ CRC อีกนิดเดียวนะครับ หรือจริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมองในแง่ หน้าตาของประเทศก็ได้ครับ มองเพียงแค่ว่า CRC นั้น เป็นตัวที่ทำให้เรามองและพิจารณา ตัวเองว่าเรามีแผลตรงไหนบ้าง เราได้รักษาบาดแผลเหล่านั้นหรือยัง หรือป้องกันบาดแผล เหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตได้อย่างไร หลายประเทศตอนนี้เขาวิจัยถึงรูปแบบสถาบัน ครอบครัวของประเทศในอีก ๖๐ ปีข้างหน้ากันแล้วด้วยซ้ำครับ แต่พวกเรากำลังจะทำอะไรอยู่ ฝากเอาไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ