ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนเสี่ยงกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน การควบคุมการกู้ยืม การปรับโครงสร้างหนี้ และการจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นในญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน ท่านประธานครับ หนี้สินครัวเรือน ก็คือหนี้ที่เกิดจากบุคคล หรือประชาชนทั่วไปที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อมา ใช้จ่ายซื้อของ ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อมาทำธุรกิจประกอบอาชีพ หรือใช้ ในการศึกษา เป็นต้น โดยปัญหาหนี้สินครัวเรือนถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ และขณะนี้ ก็น่ากังวลมากยิ่งขึ้น
สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนเป็นหนี้มากขึ้นก็มีอยู่หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น สินค้า ข้าวของราคาแพงขึ้น ไปจนถึงปัญหาการขาดความรู้และวินัย ทางการเงิน และมีความต้องการความจำเป็นในการใช้จ่าย ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ พี่น้องประชาชนต้องกู้ยืมและเป็นหนี้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีความสามารถ ในการชำระหนี้ที่ต่ำลง ที่น่ากังวลคือส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อาจไม่สร้างรายได้ และมีบางส่วน ที่เป็นหนี้เสีย ท่านประธานเมื่อดูในตัวเลขและสถิติในภาพรวมธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า ประเทศของเรามีคนที่มีหนี้สูงถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๒๕ ล้านคน หรือคิด เป็น ๑ ใน ๓ ของประชากรไทย โดยในปี ๒๕๖๖ นี้ประเทศไทยมีหนี้สินครัวเรือนทั้งหมด ประมาณ ๑๖ ล้านล้านบาท คิดเป็นราว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นอันตราย และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ หนี้ครัวเรือนของไทยก็สูงติดอันต้น ๆ ของโลกอีกด้วย มากไปกว่านั้นสภาพปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยว่าหนี้ครัวเรือน ในช่วงปลายปี ๒๕๖๖ ขยายตัว ๑๑.๕ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าหนี้เฉลี่ยมากกว่า ๕๕๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน และคาดว่ายอดหนี้ครัวเรือนนี้จะพุ่งสูงขึ้นอีกในปี ๒๕๖๗ เนื่องจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวตามที่คาดครับ เมื่อประชาชนมีปัญหาหนี้สิน ในครัวเรือนก็ส่งผลให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ทั้งปัญหาสังคม และที่สำคัญเป็นปัญหาฉุดรั้ง การฟื้นตัวของธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านได้เปรียบเทียบว่าหนี้ครัวเรือนคือ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจากข้อมูลที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ก็พอจะเห็นภาพได้ว่า ขณะนี้ใกล้ถึงเวลาที่จะระเบิดเต็มทีแล้วครับ จึงจำเป็นต้องเร่งป้องกัน เร่งควบคุมและเร่ง กู้ระเบิดลูกนี้โดยเร็วที่สุด ผมจึงของสนับสนุนให้เราใช้กลไกของสภาในการศึกษา และหาทางออกให้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน และปัญหาค่าครองชีพสูงอย่างเป็นระบบ ที่ครอบคลุมทุกปัญหาและทุกภาคส่วน โดยมีข้อเสนอแนะให้ทางคณะกรรมาธิการ และรัฐบาลนำไปประกอบการพิจารณา ๓ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
ประเด็นที่ ๑ คือการสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความตระหนักรู้ทางการเงินให้กับ ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระเบิดหนี้สินครัวเรือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้อง ส่งเสริมการวางแผนและบริหารการเงินที่ควรจะให้ทั้งความรู้ให้กับทุก ๆ วัย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการออม การลงทุนไปจนถึงการกู้ยืม ทั้งส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินที่จำเป็น โดยการศึกษารายละเอียดของสินเชื่อให้ตรงต่อความต้องการของผู้กู้มากที่สุด รวมถึง ควรให้ความเข้าใจในการคำนวณดอกเบี้ยและวางแผนการชำระหนี้ตามความสามารถ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสียในอนาคต นอกจากนี้จะต้องมีการส่งเสริมการเพิ่ม และพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการประกอบการเพื่อสร้าง รายได้ทั้งรายได้หลัก รายได้เสริม และการสร้างอาชีพที่มั่นคง
ประเด็นที่ ๒ คือมาตรการที่ช่วยควบคุมการก่อหนี้ ช่วยลดหนี้ และปลดหนี้ เพื่อควบคุมและจำกัดระเบิดหนี้สินในครัวเรือน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกกฎเกณฑ์ หรือมาตรการในการควบคุมการก่อหนี้ครัวเรือน หรือมาตรการผ่อนคลายตามสถานการณ์ หนี้ครัวเรือนที่เปลี่ยนไป สนับสนุนการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการกู้เพื่อไม่ให้เกิด การก่อหนี้ซ้ำซ้อน สนับสนุนให้มีการชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลา และจูงใจให้จ่ายหนี้ เพิ่มขึ้นเมื่อมีรายได้หรือมีความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น สถาบันการเงินควรมีส่วนร่วม ในการลดหนี้ครัวเรือน โดยพิจารณาเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่รัดกุม เหมาะสมกับสถานะของ ผู้กู้ และให้บริการบนเงื่อนไขและดอกเบี้ยที่เป็นธรรม รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก่อนเกิดการค้างชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสีย อีกทั้งสถาบันการเงินควรมีผลิตภัณฑ์ ทางการเงินที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ตามสภาพสังคม หรือสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การ Refinance หรือการรวมหนี้เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระได้ ตามความเหมาะสมในปัจจุบัน รวมถึงการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเมื่อเผชิญวิกฤติ เศรษฐกิจ เป็นต้น โดยรัฐบาลเองควรมีหน่วยงานให้คำปรึกษาด้านการไกล่เกลี่ยหนี้ การประนอมหนี้ และการบังคับคดีแก่ประชาชนโดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นตัวกลางในการให้ คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และกำหนดเงื่อนไขที่เป็นธรรมในการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้าง หนี้กับสถาบันการเงิน และเจ้าหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ
ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นสุดท้าย คือการเพิ่มการกระจายรายได้และลด รายจ่ายของครัวเรือนเพื่อกอบกู้และทำลายระเบิดหนี้สิน โดยรัฐบาลควรดำเนินการปรับปรุง โครงสร้างทางรายได้ เงินเดือน และสวัสดิการ ต้องเน้นกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจเพื่อลดการก่อหนี้ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่อาจทำให้เกิดหนี้เรื้อรังตามมา และที่สำคัญรัฐบาลควรจัดให้มีสวัสดิการ ที่ครอบคลุมทุกเพศ ทุกกลุ่ม ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา พยาบาล และการดูแล ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสร้างวินัยทางการเงินควบคู่ไปกับการปลดภาระหนี้เดิม และการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชน พร้อมกับออกกฎเกณฑ์กำกับการปล่อย สินเชื่อของสถาบันการเงินที่คำนึงถึงอัตราส่วนของภาระหนี้ต่อรายได้ และมาตรการอื่น ๆ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนไม่ให้ก่อหนี้เกินความสามารถและเหมาะสมกับรายได้ในปัจจุบัน
สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยที่จะต้องมีการศึกษา การแก้ไขปัญหา หนี้สินครัวเรือนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ก็เพื่อลดปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชนและหยุดระเบิด เวลาของเศรษฐกิจไทย ขอบคุณท่านประธานครับ