กฤช ศิลปชัย อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงและผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะต่อประมงพื้นบ้านในอ่าวไทยฝั่งภาคตะวันออก พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อการจัดการเหตุน้ำมันรั่วในปี 2556 และ 2565 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชาวประมง รวมถึงการเยียวยาที่ล่าช้าและไม่เพียงพอ ความไม่เป็นธรรมในการชดเชยจากโครงการถมทะเลในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะที่มาบตาพุด พร้อมเรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบและปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของชาวประมงอย่างเป็นธรรม
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับวันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุน ญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ กิจการประมงทั้งระบบให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้ประกอบอาชีพประมง และกิจการต่อเนื่องครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะอภิปรายนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กฎหมายประมงโดยตรงแต่จะเป็นเรื่องของกฎหมายอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพประมง ได้รับความเดือดร้อน ได้รับผลกระทบอย่างมากจากกฎหมายที่หละหลวม และการพัฒนาที่ ไม่คำนึงถึงสิทธิอันชอบธรรมของชาวประมงได้กิจการต่อเนื่อง ซึ่งหลัก ๆ วันนี้จะเกี่ยวข้อง กับพี่น้องที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านในพื้นที่อ่าวไทยฝั่งภาคตะวันออก
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
ท่านประธานครับ Slide ที่เห็นอยู่นี้คือภาพ เหตุการณ์อุบัติภัยทางทะเลเมื่อปี ๒๕๕๖ ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำน้ำมันรั่ว ปริมาณน้ำมันมหาศาล และการใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันส่งผลให้สัตว์น้ำลอยเกยตื้น มีแผลพุพองที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันที่ฉีดลงทะเล เพื่อกดให้คราบน้ำมันจมลง เพื่อสอนจากสายตาประชาชน สารเหล่านี้มันไม่ได้กำจัดคราบน้ำมันให้หายไปจากทะเล มันเพียงแต่กดน้ำมันจมลงไปสู่ใต้ท้องทะเลเพื่อบดบังจากสายตาของคนทั่วไป น้ำมันรั่วครั้งนี้ ส่งผลกระทบยาวนานกว่า ๘ ปี ทำให้ชาวประมงทำมาหากินลำบาก สัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง พอเริ่มเข้าปีที่ ๘ ชาวประมงก็กำลังจะลืมตาอ้าปากได้ครับ สัตว์น้ำเริ่มกลับมา ทะเลเริ่มฟื้นตัว แต่นั่นก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำเมื่อต้นปี ๒๕๖๕ หรือปีที่แล้วที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล จำนวนมหาศาลไหลลงทะเลอีกครั้ง ในครั้งนี้ใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันไปกว่า ๘๕,๐๐๐ ลิตร โดยอัตราส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นมาตรฐาน ก็คือสารเคมี ๑ ส่วนต่อน้ำทะเล ๑๐ ส่วน นั่นหมายความว่าการที่ใช้สารเคมี ๘๕,๐๐๐ ลิตร เท่ากับปริมาณน้ำมันอาจจะรั่วไหลถึง ๘๕๐,๐๐๐ ลิตร ใช่หรือไม่ ตัวเลขที่ได้รับรายงานจากสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่เคยนิ่งครับ ตามข่าวแรกบอกออกมา ๔๐๐,๐๐๐ ลิตร พอข้ามวันมาเหลือ ๑๖๐,๐๐๐ ลิตร พอตกเย็นในวันเดียวกันก็มีประกาศออกมาใหม่ว่ามีจำนวนน้ำมันรั่วเพียง ๕๐,๐๐๐ ลิตร ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าผมไม่เชื่อครับ การหาปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลไม่ได้ยากเลยครับ สามารถ คำนวณได้หมดทั้งจากปริมาณน้ำมันที่บรรทุกมาบนเรือ ปริมาณน้ำมันในท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล รวมถึงน้ำมันที่อยู่บนแท็งค์บนบกในโรงงานอุตสาหกรรม เราสามารถคำนวณปริมาณน้ำมันที่ แท้จริงได้ แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พอน้ำมันรั่วปุ๊บสิ่งแรกที่ทำคือปล่อยเรือบรรทุกน้ำมันหนี ออกจากน่านน้ำไทยทันที ทั้ง ๒ เหตุการณ์ทำให้พี่น้องประชาชนในปัจจุบันยังไม่ได้รับ ความเป็นธรรม มีแต่เพียงการจ่ายเงินเยียวยาจากผู้ก่อมลพิษเพียงเล็กน้อย โดยปี ๒๕๕๖ จ่ายเงินเยียวยารายละ ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนปี ๒๕๖๕ จ่ายรายละ ๔๕,๐๐๐ บาท คำถามคือ มันคุ้มแล้วหรือครับท่านประธานที่ต้องใช้เวลาอีกนับสิบ ๆ ปีกว่าทะเลจะฟื้นกับการชดเชย เยียวยาเพียงการจ่ายเงินแค่นี้ ในส่วนของภาครัฐเองก็ไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมกับเหตุการณ์ พวกนี้ครับ ถ้าเป็นในต่างประเทศภาครัฐจะเข้ามาชดเชยเยียวยาทันที และจะเป็นผู้ฟ้องร้อง ให้กับผู้ก่อมลพิษให้ชดเชยค่าเสียหาย แต่ในประเทศไทยพี่น้องประชาชนต้องลุกขึ้นมา เรียกร้องเอง ทั้งต่อผู้ก่อมลพิษและใช้สิทธิทางศาล ซึ่งเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๕๖ ตอนนี้ คดียังไม่จบ ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้วครับท่านประธาน
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก หรือโครงการถมทะเลมาบตาพุดที่เพื่อน สส. ของผม สส. กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ โครงการถมทะเลทำให้พื้นที่ทำกินของประมง พื้นบ้านหายไปนับพัน ๆ ไร่ พื้นที่ตรงนี้นะครับเป็นพื้นที่ที่มีการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งส่งผลให้ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลลดลงอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งอ่าว ผมยกตัวอย่าง อันนี้ตัวอย่างเช่น ม่านกันตะกอนที่ระบุไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำหนดให้มีม่านกันตะกอน ๒ ชั้น ปัจจุบันเหลือเพียงชั้นเดียว โดยชั้นนอกได้หลุดลอยออกไป แล้วและยังไม่มีการดำเนินการมาติดตั้งให้เป็นไปตามเดิม ตามรายงาน EHIA แต่อย่างใด นี่แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลไม่เคยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง ชาวประมงและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เลย และรวมถึงยังไม่มีมาตรการการเยียวยาผลกระทบที่ ชัดเจนครับผมจะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นว่าใน EEC มีโครงการถมทะเล อยู่ ๒ โครงการ ที่แรก คือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ที่แหลมฉบังนี้ยังดีหน่อยมีการคิดคำนวณความ เสียหายและกำหนดวิธีการเยียวยาที่ชัดเจนตามหลักวิชาการ ตามหลักการคำนวณ ความเสียหายจริงของพี่น้องชาวประมง ก็คือจ่ายให้ปีละ ๓๖๐,๐๐๐ บาท เป็นระยะเวลา ๕ ปี แต่พอหันมาดูที่ระยองก็มีการคิดคำนวณจริงอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ต่อเดือน แต่สุดท้ายจ่ายจริงเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจ่ายแบบครั้งเดียวจบ ห้ามเรียกร้องอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ความยุติธรรมหรือมาตรฐานมันอยู่ตรงไหนครับ ทั้ง ๒ จังหวัดนี้เป็นโครงการ แบบเดียวกัน ถมทะเลเหมือนกัน ผู้ได้รับผลกระทบประกอบอาชีพลักษณะเดียวกัน แต่การเยียวยาต่างกันเสียอย่างนั้น ที่แหลมฉบังเป็นโครงการของสำนักงานท่าเรือ กระทรวงคมนาคม ส่วนที่ระยองเป็นของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม คือแตกต่างกันเพียงกระทรวงผู้รับผิดชอบ แต่ลักษณะโครงการ การก่อสร้างเหมือนกัน ผู้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่การเยียวยาต่างกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือปัญหาที่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของกฎหมาย ที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบ เรื่องน้ำมันรั่วท่านต้องไปทบทวน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โดยต้องกำหนดให้รัฐเป็นผู้จ่ายเงินเยียวยา และฟ้องเอกชนแทน ไม่ใช่ให้ชาวบ้าน ชาวประมงออกไปฟ้องร้องกันเองแบบนี้ ส่วนเรื่อง Megaproject ของ EEC ก็ควรจะกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. EEC ครับ จริงอยู่ใน พ.ร.บ. EEC มีมาตราว่าด้วย กองทุน EEC แต่ในข้อระเบียบ ข้อกำหนดการใช้เงินของกองทุน EEC กลับไม่มีการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเลย
สุดท้ายครับ ผมจึงต้องฝากถึงรัฐบาลและฝากถึงเพื่อน ๆ ที่จะไปเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ต้องฝากพิจารณากฎหมายอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ของชาวประมงด้วย และนำบทเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตมาถอดบทเรียนและแก้ไข กฎหมายเพื่อความเป็นธรรมให้กับพี่น้องผู้ประกอบอาชีพประมง และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ