วรวิทย์ บารู หารือเรื่องกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านคณะกรรมการเจรจา โดยเน้นย้ำว่าปัญหาคือปัญหาของประเทศที่ต้องแก้ไขร่วมกันทุกภาคส่วน รวมถึงภาคประชาสังคมและประชาชน ไม่ใช่เพียงภาครัฐ และเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ผม อาจารย์วรวิทย์ บารู เขต ๑ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติครับ ชื่อญัตติทั้ง ๓-๔ ญัตติ พูดถึงเรื่องของแสวงหาสันติภาพ คณะกรรมการสันติภาพศึกษาเพื่อสร้างกระบวนการ สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่ก็แสดงว่าพวกเราเห็นว่าการสร้างสันติภาพในจังหวัด ชายแดนภาคใต้เป็นทางที่จะแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ปัญหาที่หมักหมม มานาน ไม่ว่าทางด้านใดที่เราได้ทราบ เราได้ฟังจากเพื่อนสมาชิกล้วนแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและถูกต้องที่นำมากล่าว ณ ที่ตรงนี้ เพราะนี่คือสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน คณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราเสนอขึ้นมานี้ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่มันเป็นปัญหาของประเทศ ที่คนไทยเราทุกคนควรจะรับรู้แล้วก็ควรที่จะนำมาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ ในเรื่องของ สันติภาพเราพยายามที่จะสร้าง พยายามที่จะพูดคุยตั้งแต่สมัยของท่านนายกยิ่งลักษณ์ ซึ่งได้เริ่มขึ้น ซึ่งตอนนั้นผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็มีคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นเดียวกันศึกษา แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ แต่วันนี้ชื่อของทั้ง ๔ ญัตติที่ส่งมานี้พูดถึงเรื่องกระบวนการ สันติภาพ ไม่พูดถึงเรื่องปัญหา เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่ก็แสดงว่าอย่างที่ผมกล่าวไว้เราเชื่อมั่นว่า สันติภาพจะนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาทางด้านการเมืองที่พี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนพูดเมื่อสักครู่นี้ หรือว่าทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าเรามองดูโอกาสที่พี่น้อง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรจะมีวิถีที่มีความจำเริญมีความผาสุกมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ถูกสร้างขึ้นมาหรือว่าเรามีความตั้งใจจริงในการที่จะแก้ปัญหา ผมเข้าใจว่าสังคมในจังหวัดชายแดนใต้ก็น่าที่จะดีกว่านี้เยอะเลยทีเดียว ความพยายาม ในการที่จะมีคณะกรรมการพูดคุยในเรื่องของสันติภาพก็มีมานาน บางทีก็มีเรื่องของบุคคล แต่แน่นอนเหลือเกินว่าในส่วนตัวผมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือว่า Stakeholder ควรอย่างยิ่ง ในการที่จะอยู่ในกระบวนการของการเจรจา นั่นก็คือคณะกรรมการการเจรจา หลายครั้ง ที่ผ่านมาแม้แต่เรื่องที่ไปคุยเรื่องอะไร อย่าว่าแต่ประชาชนในประเทศเลย ประชาชนซึ่งอยู่ใน พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหานี้ก็ไม่ทราบว่าเข้าไปคุยกันเรื่องอะไร นับประสาอะไรที่ประชาชน ที่กระทบกับปัญหาเขาโดยตรง เขากระทบกับความรุนแรงต่าง ๆ ก็ควรที่จะได้รับรู้ เพราะฉะนั้นตัวแทนในการที่จะเข้าไปพูดคุยนอกเหนือจากภาครัฐอย่างเดียว ผมว่าบุคคล ที่ควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างยิ่งก็คือภาคประชาสังคม ภาคประชาชน แล้วก็ผู้ที่มีส่วนได้เสีย กับปัญหาหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้น เราไม่ใช่ปล่อยเพียงแค่กลุ่มที่เห็นต่างเท่านั้นพูดคุยกับรัฐ เราควรที่จะสร้างกระบวนการสันติภาพโดยผ่านความเห็นชอบ โดยผ่านการร่วมไม้ร่วมมือ ของทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้เสียในพื้นที่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม หรือว่าภาคประชาชนอื่น ๆ ไม่ว่าจะในเรื่องของเยาวชน ของอะไร แล้วก็ที่สำคัญเวลาเราไป พูดคุยอะไรควรจะมีการแถลงว่าขณะนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผลเป็นอย่างไร แล้วต่อไป เราจะพูดถึงเรื่องอะไรแล้วเราหวังผลคืออะไร ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่พูดก็พูดไป คนที่ทำก็ทำไป ก็จะเข้าไปในอีหรอบเดิมก็คือคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงนี้ไม่รับรู้ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอยากจะรู้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอยากจะเสนอความเห็นแต่ก็ไม่ได้ เป็นเรื่องของคนต่างหากไกลตัวจากเขา ทำให้ในกระบวนการสันติภาพที่ผ่านมาจึงไม่ได้มีผลเกิดขึ้นพอสมควร ทั้ง ๆ ที่เราเห็น เป็นอย่างยิ่งว่าสันติภาพเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ สังคมพหุวัฒนธรรมที่นั่น แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยผมยกตัวอย่างเพื่อนผมยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ว่าบางทีในความรู้สึกคนอีสานที่ไปช่วยแล้วก็โดนถึงแก่ชีวิต ไปช่วยในทางภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของทหารหรือตำรวจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ความรู้สึกเกลียดชัง ต่อ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ต่อพี่น้องที่มีความเชื่อหรือเชื้อชาติที่ต่างกันก็เกิดขึ้น อย่างนี้ทำไม ในพื้นที่จึงต้องกำหนดให้คนเหล่านี้ คนในพื้นที่ทำไมจึงไม่เพิ่มกำลังให้เขาได้มีโอกาส ในการแก้ปัญหาพูดคุยกัน โดยคนในทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในที่ตรงนี้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของความมั่นคงภาคใต้ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่มีเรื่องของความมั่นคงอย่างเดียว ความมั่นคงที่ตรงนี้ถ้าครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติทางด้าน การศึกษา สังคม นั่นก็คือในช่องทางที่จะช่วยกันแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้าหากว่า มิติความมั่นคงเพียงโฟกัสไปอยู่จุดเดียวก็คือการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นมากไปกว่าเดิม ยิ่งตั้งด่านมากขึ้นเท่าไร ที่เรามี ความเชื่อมั่นว่าด่านจะช่วยสกัดกั้นอะไรต่ออะไร แต่มันอยู่ตรงข้ามกับความรู้สึก ของประชาชน ก็สร้างความยากลำบากในการสัญจรไปมาของประชาชน ขอขอบคุณครับ