รัฐ เสนอสร้างเส้นทางน้ำใหม่ แก้ปัญหาแล้ง-ท่วมอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๑ กันยายน ๒๕๖๖

รัฐ คลังแสง อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนทั้งประเทศ พร้อมเสนอโครงการใหญ่เช่น การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ การใช้ประโยชน์จากน้ำใต้ดินที่ยังเหลืออยู่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ การเชื่อมทางน้ำระหว่างแม่น้ำสำคัญและติดตั้งประตูน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายรัฐ คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รัฐ คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๖ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอ เชียงยืน และอำเภอชื่นชม พรรคเพื่อไทย กระผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ และนำเสนอ แนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือว่าปัญหา El Nino หลังจากที่ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายมา ทั้ง ๒ วัน ผนวกกับรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาทั้งของโลกแล้วก็ของไทยเองนะ ก็ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าขณะนี้ทั้งโลกของเราและประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะปัญหา El Nino นั่นก็คือ ปัญหาภัยแล้งในแถบบ้านเรา ปีนี้ฝนน้อยครับท่านประธาน ตกไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่วมครับ แต่ตกก็เป็นการตกที่ไม่ทั่วฟ้า สังเกตจากปริมาณน้ำในเขื่อนก็ได้ครับ เขื่อนลำปาววันนี้ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทราบว่ามีปริมาณเต็มความจุที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ที่ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าฝนตก ไม่ทั่วฟ้า ตกท้ายเขื่อน แต่ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน เพราะฉะนั้นสภาพโดยรวมประเทศไทยนั้น ยังอยู่ในสภาวะภัยแล้ง แล้วทราบว่าจะแล้งต่อเนื่องยาวนานถึง ๒-๓ ปี ตั้งแต่ผมจำความได้ เกิดมา ผมทราบว่าประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งมานับครั้งไม่ถ้วน ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งมากที่สุด ควรจะเก่งที่สุดในโลกแล้วครับ แต่เหตุใดประเทศไทยยังไม่สามารถหลุดพ้นจากปัญหาภัยน้ำท่วม น้ำแล้งนี้ได้ ผมเชื่อว่า เราไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ ๆ จากวิธีการเดิม ๆ ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่าภาครัฐ ต้องกล้าคิด คิดใหญ่ แล้วก็กล้าลงทุนในระดับ Megaproject เพื่อเปลี่ยนแปลง มีการบริหาร จัดการน้ำแบบองค์รวมทั้งระบบแล้วก็ทั้งประเทศ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในหลักใหญ่ใจความในการบริหารจัดการ น้ำทั้งประเทศนั้นก็มีอยู่ ๒ หลัก จริง ๆ ผมก็เคยอภิปรายในสภาไปแล้วเมื่อคราวญัตติสินค้า ราคาเกษตรตกต่ำเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ลงรายละเอียด วันนี้ขออนุญาต ลงรายละเอียดเพิ่มเติม นั่นก็คือหัวใจแรก ก็คือน้ำต้องมีที่อยู่ นั่นหมายความว่าต้องสร้าง แหล่งน้ำขึ้นมาเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามแล้ง น้ำผิวดินก็ต้องสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างห้วยหนองคลองบึงและแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง แล้วในส่วนน้ำใต้ดินซึ่งเป็น น้ำที่มีปริมาณค่อนข้างคงที่ จากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ประเทศไทยนั้นมี น้ำใต้ดินอยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เราสามารถนำขึ้นมาใช้ได้ในทุกวันนี้ เพียงแค่ ๑๔,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรหรือเทียบประมาณก็คือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ใช้ในการเกษตร ใช้ในการอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม ยังเหลือน้ำใต้ดินอีกกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งนี้รัฐบาลและภาครัฐควรจะต้องรีบนำน้ำใต้ดิน ขึ้นมาใช้ ขึ้นมาแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเร่งด่วน

ในส่วนหัวใจที่ ๒ นี่เป็นส่วนหัวใจที่สำคัญ และเป็นส่วนหัวใจที่ภาครัฐ ต้องกล้าลงทุน นั่นก็คือสร้างทางน้ำ คือน้ำต้องมีที่ไป ต้องสร้างทางน้ำใหม่ ๆ ขึ้นมาให้น้ำ มีทางเลือกที่จะไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาภัยแล้งและภัยน้ำท่วม จากแผนที่ที่ผมนำมาโชว์ เส้นสีแดงที่ขีดไว้นั่นคือภาพจำลอง ผมลองเชื่อมเป็นระบบคลองกระจายน้ำใหม่ขึ้นมา นั่นคือ ภาครัฐต้องกล้าลงทุนในการสร้างทางน้ำใหม่เชื่อมแม่น้ำสายหลัก ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทางภาคอีสานนั้นคือแม่น้ำชี แม่น้ำมูล ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอยู่ประจำ เส้นสีแดง ผมลองจำลองขึ้นมา ควรจะมีการเชื่อมเส้นทางน้ำระหว่างแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล แล้วก็มี การเชื่อมระหว่างแม่น้ำมูลมาหาแม่น้ำบางปะกงตามเส้นทางหมายเลข ๒ ตัวเลขในแผนที่ โดยปกติแล้วแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไหลจากจุดเริ่มต้นจากชัยภูมิจะไปแม่น้ำโขงที่อุบลราชธานี ใน ๒ ปีที่ผ่านมา มหาสารคามบ้านผมประสบปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากแม่น้ำโขงหนุนสูง ทำให้ที่อุบลราชธานีนั้นน้ำท่วม ทำให้ปลายทางก็คืออุบลราชธานีนั้นไม่สามารถระบายน้ำ ได้ทัน จึงทำให้มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มีปริมาณน้ำชีล้นเข้าท่วมไร่นา ของพี่น้องเกษตรกร เพราะฉะนั้นเมื่อภาครัฐลงทุนสร้างคลองใหม่ขึ้นมา ก็จะสามารถระบาย น้ำจากแม่น้ำชีมายังแม่น้ำมูล และจากมูลสามารถระบายน้ำมาสู่แม่น้ำบางปะกง และเส้นสีน้ำเงินนั้นเป็นทางระบายน้ำสู่ทะเลหรือว่า Floodway เมื่อระบายมาสู่แม่น้ำ บางปะกงแล้ว ก็สร้างคลองระบายน้ำไปลงทะเลเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือก นี่จะเป็น การแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน และไม่เพียงจะแก้ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ตัวนี้ยังสามารถ แก้ปัญหาน้ำแล้งได้ด้วย เพราะว่าคลองน้ำที่ขุดใหม่ขึ้นมาผมเสนอให้มีการทำประตูเปิดปิด หัวท้ายไว้ ในเมื่อยามภัยแล้งสามารถผันน้ำจากแม่น้ำสายหลักที่มีปริมาณน้ำมากไปหาแม่น้ำ ที่มีปริมาณน้ำน้อยได้ นอกจากแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งแล้ว คลองที่ขุดใหม่ขึ้นมานี้ยังถือว่า ได้เป็นการเพิ่มพื้นที่ทางชลประทาน แก้ท่วม แก้แล้ง เพิ่มพื้นที่ชลประทานไปด้วยในตัวครับ

สุดท้ายนี้โดยสรุป ในเมื่อเราไม่สามารถแก้ไขความผิดเพี้ยนของสภาพอากาศได้ เราจำเป็นต้องควบคุมผลกระทบ นั่นคือควบคุมธรรมชาติของน้ำ กักเก็บและสร้างเส้นทาง น้ำใหม่เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กราบขอบพระคุณครับ