วุฒิพงศ์ ทองเหลา ร่วมอภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบเอลนีโญและภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยกตัวอย่างปัญหาน้ำทะเลหนุนในลุ่มน้ำบางปะกงที่ส่งผลให้ค่าความเค็มสูงขึ้น กระทบการเกษตรและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรีอย่างรุนแรง พร้อมชี้ถึงข้อบกพร่องของระบบการจัดการน้ำที่ล้าสมัยและขาดการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และเสนอให้พัฒนาระบบตรวจสอบ เฝ้าระวัง และพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งและภาวะโลกร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล ในวันนี้ผมจะขอ ร่วมอภิปรายในญัตติเพื่อสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบ El Nino การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรง ผมต้อง ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายหลังจากปิดรายชื่อไปแล้ว ซึ่งในประเด็น ของผมที่จะอภิปรายในครั้งนี้ ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูด บางท่านพูดถึงแต่ยังไม่มี การลงรายละเอียด ผมจึงสรุปแยกย่อยมาให้ประชาชนได้เข้าใจและเห็นเป็นรูปธรรมว่า สภาพปัญหาของ El Nino ซึ่งอยู่ใกล้เราในขณะนี้มันใกล้กับเรามากแค่ไหน ขอ Slide ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
ท่านประธานครับ ประเทศเรา ในปัจจุบันนี้ที่ผมจะพูดถึงคือเรามีแม่น้ำหลายสายที่ไหลมาบรรจบกันจนเกิดเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่เราเรียกเป็นกลุ่มชื่อลุ่มน้ำย่อยทั้งหมดในประเทศเราตอนนี้มีประมาณ ๒๒ ลุ่มน้ำ ซึ่งผม ขอยกตัวอย่างหรือโฟกัสยกสภาพปัญหาให้เห็นชัดคือลุ่มน้ำบางปะกงที่มีจังหวัดคาบเกี่ยว ถึง ๖ จังหวัด จากสภาพผลกระทบในเรื่องนี้เอง ในตัวนี้ไม่ใช่แผนที่จังหวัด แต่เป็นแผนที่น้ำ ของลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งลุ่มน้ำบางปะกงจะประกอบไปด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัด นครนายก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดชลบุรี จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเราจะเห็น เส้นสายน้ำจากอ่างเก็บน้ำพระปรงที่จังหวัดสระแก้ว เราจะเห็นแควหนุมานที่ปราจีนบุรี อยู่ทางทิศด้านบน อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึงจากจังหวัดจันทบุรี ไหลรวมตามแนว Contour ของพื้นที่ภูมิประเทศที่เป็นอุทยาน ไหลรวมผ่านจังหวัดปราจีนบุรีที่เป็นสีฟ้าอยู่ตอนกลาง เราจะเห็นภาพนี้ว่าด้านบนสีเขียว ทางมุมซ้ายมือจะเป็นจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นแม่น้ำนครนายกไหลมารวมเป็นตัว Y ในจุดสีแดงที่เป็นตัว B เราจะเห็นระยะทางจากปากอ่าวไทย ซึ่งพอพ้นช่วงจากจังหวัด ปราจีนบุรีและจังหวัดนครนายกที่ไหลมาบรรจบกันแล้ว เราจะเห็นว่าหลังจากเส้นนี้เอง เรียกว่าแม่น้ำบางปะกง เราจะเห็นจากจุด A ไปจุด B ในระยะทางรัศมีประมาณ ๗๘ กิโลเมตร เส้นทางนี้มีปัญหาครับท่านประธาน ปัญหาที่ผมจะกล่าวคือในลุ่มน้ำบางปะกง จากภาพนี้เราเห็นเพียงว่าเป็นแม่น้ำสายหลักของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แต่เพียงเท่านั้น แต่ที่ผ่านมายังหมายถึงประชาชนตลอดลุ่มน้ำที่พี่น้องเกษตรกร ๒ ฝั่งแม่น้ำ ได้รับผลกระทบเช่นกัน นั่นคือภัยพิบัติจากปัญหาน้ำทะเลหนุน จากภาพนี้จะเห็นว่า จากจุด A จนถึงจุด B ที่เป็นลูกศรทางด้านซ้ายมือเป็นระยะทาง ๗๘ กิโลเมตร แต่จุด B นั้น คือจังหวัดปราจีนบุรี หลายท่านไม่ทราบว่าในจังหวัดปราจีนบุรีเองมีน้ำทะเลหนุนไปถึงแล้ว ในจุด B เองจังหวัดปราจีนบุรีมีแมงกะพรุนด้วย จากภาพนี้ที่ผมกล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้เราจะ เห็นว่าค่าของน้ำเค็ม ความจริงผมไม่อยากลงรายละเอียดในเรื่องของข้อมูลเชิงเทคนิคเยอะ ที่เป็นกราฟหรือเป็นตัวเลข แต่อธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ ค่าตัว PPT คือค่าตัว Part Per Thousand เป็นหน่วยย่อยที่เรียกกรัมต่อลิตรของค่าความเค็ม เราแบ่งระดับน้ำเป็น ค่าความเค็มได้ ๓ ระดับ ๑. คือน้ำทะเล ๒. คือน้ำเค็ม ๓. คือน้ำกร่อย แล้วก็ ๔. คือน้ำจืด ที่เราอุปโภคบริโภค น้ำจืดที่เราอุปโภคบริโภคและใช้ทางการเกษตรคือต้องมีค่าน้อยกว่า ๐.๕ พีพีที ค่าน้ำกร่อยคือค่าที่มีค่าตั้งแต่ ๐.๕-๕ พีพีที แต่เชื่อไหมครับว่าในแม่น้ำบางปะกง หรือในจุด B ที่ผมให้ดูใน Slide ก่อนหน้านี้ มีค่าความเค็มสูงจนชาวนาในพื้นที่ไม่สามารถ นำน้ำไปใช้ทางการเกษตรได้แล้ว ในบางปีค่าความเค็มเพิ่มขึ้นสูงจนถึง ๓๔.๘ พีพีที ซึ่งข้อมูลนี้มีเพียงสำนักงานเดียวที่ผมเห็นว่าทำข้อมูลในเรื่องนี้ ก็ขอให้เครดิตสำนักงาน สิ่งแวดล้อมภาคที่ ๑๓ จังหวัดชลบุรี ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องของตัวค่าความเค็มนี้ มีข้อมูลและมีความสำคัญมาก เพราะเนื่องจากทางปากทางหรือว่าปากอ่าวตรงบริเวณแม่น้ำ บางปะกงที่จะเป็นรอยต่อของฉะเชิงเทราและจังหวัดชลบุรี ค่าความเค็มในฤดูฝนจะอยู่ที่ ประมาณ ๑๐.๓ พีพีที แต่ปัจจุบันนี้ค่าความเค็มขึ้นเป็น ๓ เท่า อยู่ที่ ๓๔.๘ พีพีที ซึ่งเทียบเท่ากับค่าความเค็มของน้ำทะเลที่อยู่ในมหาสมุทร ผมกังวลใจเหลือเกินว่า จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดที่อยู่จะถัดจากจังหวัดปราจีนบุรีในอีก ๕-๑๐ ปีข้างหน้า ที่เกษตรกร ที่ชาวประมงน้ำจืดยังไม่ทราบว่าเขากำลังเผชิญอะไร ซึ่งรูปนี้เป็นคำตอบครับ ชาวนาในพื้นที่อำเภอบ้านสร้างได้รับผลกระทบก่อน ข้าวกำลังจะได้เก็บเกี่ยวอยู่ไม่กี่สัปดาห์ ข้าวยืนต้นตายครับ ชาวนาไม่สามารถสูบน้ำเค็มหรือน้ำกร่อยเข้ามาเพื่อให้เป็นน้ำหล่อเลี้ยง ในนาข้าวได้ จากภาพแรกที่เปิดมาใน Slide เลยก็คือเราจะเห็นเป็นภาพชาวนานั่งเฝ้าน้ำว่า เมื่อไรน้ำกร่อยจะหมดไปหรือน้ำเค็มจะหมดไป ก็เป็นคุณตาท่านหนึ่งที่บอกกับผมว่า เขาไม่สามารถที่จะรอเรื่องนี้ได้ แล้วเขาไม่รู้ว่าน้ำทะเลมันหนุนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่ถึง ๑ วัน
ขอกลับไปที่ Slide เดิมครับ สุดท้ายในภาพเหตุการณ์นี้เราจะเห็นว่า มีรถบรรทุกน้ำประมาณ ๖,๐๐๐ ลิตร พยายามระบายน้ำลงทุ่งนาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นรถของกรมชลประทานซึ่งเก่ามาก รถ ๑ คันบรรทุกน้ำแล้วจ่ายน้ำลงในทุ่งนาได้แค่ ๒ ไร่ แต่พื้นที่นาที่ได้รับผลกระทบในปีนั้น ๘๐๐ ไร่
Slide สุดท้ายสั้น ๆ ครับ ผมอยากจะมีข้อเสนอต่อกรรมาธิการที่กำลัง จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือหน่วยงานใดก็ตามที่กำลังแก้ปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ผมยัง ไม่เป็นผู้แทนราษฎร จนถึงปัจจุบัน ๒๐ กว่าปี ผมเห็นคุยกันเรื่องภัยแล้งวนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่จบสักที ผมมีข้อเสนอแนะครับ หลังจากนี้เราต้องให้เวลา ๕-๒๐ ปี หรือมากกว่านั้น เราต้องยอมรับว่ายังไม่เคยมีการทำระบบการเก็บข้อมูลในลุ่มน้ำต่าง ๆ น้ำไม่ใช่มีแค่น้ำท่วม หรือน้ำแล้ง แต่มันยังมีน้ำเค็ม มีการปล่อยของเสียลงน้ำ
เรื่องแรกคือระบบ Monitor เราต้องรู้ว่าน้ำจืดอย่างข้างสภาตอนนี้ เป็นน้ำกร่อยหรือน้ำจืดเราก็ต้องรู้ ระบบ Forecast ก็คือพยากรณ์ล่วงหน้าเรื่องของความเค็ม ครอบคลุมลุ่มน้ำทั้งขึ้นทั้งร่อง มี Message แจ้งเตือนผู้ที่ใช้น้ำหรือเกษตรกร
สุดท้ายไม่อยากให้ลงทุนเยอะ Scenario ที่จะเกิดขึ้นใน ๕-๑๐ ปี ในการที่ เรากำลังต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนหรือ El Nino เราจะไม่สามารถเอางบประมาณไปใช้ โดยฟุ่มเฟือยได้ แต่ว่าเราต้องมีการทำ Scenario จากเบื้องต้นก็คือ Monitor แล้วก็ Forecast ไล่มาจนถึงการทำ Scenario ที่ถูกต้อง อันนี้เป็น ๓ ข้อเสนอสั้น ๆ ของผม ก็ขอจบการอภิปรายนะครับ ขอบคุณครับ