มานพ คีรีภูวดล หารือปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่ ถอดบทเรียนและจัดระบบความรู้อย่างรอบด้าน รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ค้างอยู่ในรัฐสภา พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการประสานข้อมูลวิชาการกับบริบทพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ทาง สสส. ท่านเห็นหน้าผมก็คงนึกภาพออกว่าจะพูดเรื่องอะไร ก็หนีไม่พ้นเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ถ้าจำกันได้คราวที่แล้วผมได้สะท้อนและได้พูด เสนอแนะให้ สสส. ไปจัดกระบวนการการสร้างความรู้ผ่านกลุ่มวิชาการ กลุ่มประชาสังคม กลุ่มประชาชน วันนี้ผมคิดว่ารายงานของท่านในส่วนที่ ๓ ผลการดำเนินงานตามเป้าประสงค์ ผมขอพูดในเป้าประสงค์ที่ ๒ แผนการควบคุมปัจจัยที่เสี่ยงกับสุขภาวะ ผมคิดว่า การถอดบทเรียนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ผ่านกระบวนการอย่างนี้ อันนี้ก็ต้องชมนะครับว่า เราได้มีองค์ความรู้ใหม่ มีการสรุปอย่างเป็นระบบ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านสามารถที่จะทำ ข้อมูลความรู้ตรงนี้นำไปสู่การตั้งศูนย์วิชาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเรื่องของมลพิษ พัฒนาองค์ความรู้ ๑๑ เรื่อง อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชมนะครับ จนนำไปสู่การเสนอ เรื่อง พ.ร.บ. อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ แต่เป็นที่น่าเสียดายครับท่านประธาน พ.ร.บ. อากาศ สะอาดไม่ว่าจะเสนอโดยภาคประชาชน พรรคการเมือง นักวิชาการกลุ่มต่าง ๆ ๕ ฉบับนี้ ไม่ได้รับการพิจารณาในรัฐสภา ชุดที่ ๒๕ เพราะ พ.ร.บ. ทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับเรื่อง การเงินในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่า พ.ร.บ. ที่เสนอเข้ามาในสภา เรื่องไหนถ้าเกี่ยวกับ การเงิน จะต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนให้ความเห็น อันนี้คือปัญหาใหญ่ครับ กฎหมาย ที่เสนอโดยภาคประชาชน กฎหมายที่เสนอโดยพรรคการเมืองเมื่อมีความเกี่ยวข้องกับ การเงินเมื่อไรต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี เราก็หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีชุดใหม่ ครม. ชุดใหม่ จะให้ความสำคัญเรื่องนี้ครับท่านประธาน
ประเด็นสำคัญที่อยากจะฝากถึงทาง สสส. อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าเป็นประเด็น หนีไม่พ้นเรื่องของไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นควัน ความรู้ที่ได้มานี่ผมเข้าใจว่าคงไม่ได้มาเฉพาะ จากฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาสังคม และฝ่ายวิชาการ คงมาจากกระบวนการถอดบทเรียน แล้วก็ลงไปดูข้อเท็จจริง และสร้างกระบวนการเรียนรู้ถกเถียงกัน แต่ที่สำคัญวันนี้ผมคิดว่า การปะทะกันเรื่องของความรู้ยังเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่นะครับ ผมเป็นคนเชียงใหม่ ผมก็ไปสัมผัส กับทุกกลุ่ม วันนี้เรามีนักวิชาการหลายกลุ่มมาก นักวิชาการที่อยู่ในห้อง Air นักวิชาการที่รู้ ไปทุกอย่างซึ่งไม่เคยลงพื้นที่ก็มี เรามีนักวิชาการที่ทำงานปฏิบัติการในพื้นที่ เรามีนักวิชาการ ที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่เยอะแยะมากมาย แต่ผมเข้าใจว่าวันนี้การตกผลึก ในประเด็นเรื่องความรู้ของไฟป่าและหมอกควัน คิดว่าในทางวิชาการยังเป็นปัญหาอยู่ ทั้งในทางนิเวศวิทยาของทางวนศาสตร์เอง ในส่วนของทางวิชาการของภาคประชาชน และนักวิชาการทั่วไป ผมคิดว่าอันนี้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการถกแถลง แล้วก็ การแลกเปลี่ยนกันในวงวิชาการให้มากขึ้น ที่สำคัญก็คือว่าพี่น้องประชาชนจะย่อยข้อมูล วิชาการต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร และผมก็เชื่อว่าวิชาการทั้งหมดที่ออกมาเขียนไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการในมหาวิทยาลัย ก็ย่อมมาจากพี่น้องประชาชน หลาย ๆ ครั้งผมพยายามจะบอกกับตัวเองว่านักวิชาการ ที่ทำงานกับพวกเราบางคนได้ดอกเตอร์ ได้ศาสตราจารย์ ได้ผลงานวิชาการเยอะแยะแล้วก็ ย้ายไป แล้วก็คนใหม่มาก็เรื่องเดิม ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้บทบาทสำคัญคนที่จะรวบรวมความรู้ จัดระบบความรู้เพื่อไม่ให้คนใหม่ ๆ ที่จะทำประเด็นซ้ำซาก อันนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างที่จะ มีความหมายสำคัญกับพี่น้องประชาชน ทีนี้ประเด็นที่ท้าทายสำหรับในข้อเสนอของผม ผมคิดว่าน่าเสียดายที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาดนี่นะครับไม่ผ่านการพิจารณา เพราะฉะนั้น ในเนื้อหาของ พ.ร.บ. ตรงนี้ผมคิดว่าพูดถึงเรื่องของการออกแบบเรื่องกลไกในการทำงาน ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับกำกับ ระดับปฏิบัติการมันมีบทบาทในการที่จะ ทำให้แต่ละฝ่ายเข้าถึงพื้นที่ เข้าถึงสาเหตุของปัญหา แต่ว่าไม่สามารถจะคลอด พ.ร.บ. ออกมา ภารกิจเรื่องนี้ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้ สสส. หรือส่วนอื่น ๆ ก็จะต้องทำหน้าที่ในการดันต่อไปว่า พ.ร.บ. ตัวนี้ถ้ามันมีจะเป็นเครื่องมือได้หรือไม่อย่างไร ประเด็นก่อนที่จะมี พ.ร.บ. ผมคิดว่าการใช้เวลาในเรื่องนี้ค่อนข้างที่อาจจะต้องใช้เวลา และทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน และส่วนที่เกี่ยวข้องค่อนข้างที่จะเยอะ ผมพยายามจะ สื่อสารกับหลาย ๆ ฝ่ายตลอดนะครับว่า ความรู้ที่มันมีอยู่ผมคิดว่าประชาชนก็เข้าใจ ในระดับหนึ่ง แล้วเขาก็เจอมาในระดับหนึ่ง แต่พื้นที่ ผมยกตัวอย่างเรื่องความรู้วันนี้ครับ ไม่ว่าจะถามป่าไม้ ไม่ว่าจะถามหลายส่วนบอกว่าไฟป่าเกิดจากการเผา เผาอะไร เผาล่าสัตว์ เผาเอาที่ เยอะกว่านั้นผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องถอด ถอดรหัสที่มันอยู่ว่าทำไมต้องเผา ข้อสรุปบางอย่างผมคิดว่าอาจจะไม่ตรงนะครับ ทำไมต้องเผา เผาเพราะอะไร บางพื้นที่ไม่ใช่ พื้นที่ของชาวบ้านเลย เป็นพื้นที่ราชการดูแล เช่น ตัวอย่างพื้นที่หลังศาลากลางจังหวัด เชียงใหม่ หน่วยราชการอยู่ทางนั้นอยู่ ๆ แล้วมันมาเผาได้อย่างไร หลาย ๆ ครั้ง พี่น้องประชาชนบอกว่าไฟป่าเกิดจากความขัดแย้ง ไฟป่าเกิดจากสังคมยังไม่รู้จักป่า เหล่านี้ต่างหาก ผมคิดว่ามันเป็นเนื้อหาที่จำเป็น ผมยกตัวอย่างป่าในประเทศไทย เราไล่ตั้งแต่ป่าพรุ ป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา และป่าเมฆ และวันนี้ทุกคนยังไม่เข้าใจระบบนิเวศป่านะครับ และไปเหมารวมว่าป่าทุกชนิดต้องไม่มีไฟ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มากเลยนะครับ พื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ๙ จังหวัดภาคเหนือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ เพราะฉะนั้นความรู้ในการใช้ของแต่ละป่า มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกออกแบบและนำไปใช้ให้สอดคล้องกับตัวบริบทนิเวศ และนิเวศ ทางสังคม วันนี้ผมคิดว่าความอันตรายในการถอดบทเรียนที่เป็นความรู้ ความรู้เชิงเดี่ยวที่จะ ลงไปกดทับความรู้อื่น ๆ ที่มันมีบริบททางนิเวศและสังคมที่แตกต่างเหล่านี้ อันนี้จะเป็น ความอันตราย ผมอยากจะเห็น สสส. ได้มีพื้นที่ปฏิบัติการก่อนที่จะมีนโยบายที่ชัดเจน ผมคิดว่าการใช้พื้นที่ หรือว่า Area base ในการปฏิบัติงานและสร้างเครือข่าย ท่านประธาน ผมขอเวลาอีกนิดเดียวนะครับ คือใน ๑ พื้นที่มันประกอบด้วยหลายหน่วยงานมากครับ ผมยกตัวอย่างพื้นที่บ้านผมมีทั้งอุทยาน มีทั้งกรมป่าไม้ มีทั้งหน่วยงานพระราชดำริ มีทั้ง ปกครอง มีทั้ง อบต. มีทั้งชาวบ้านอื่นเยอะแยะมากมายที่ใช้พื้นที่ แต่ละคนถือกฎหมาย คนละฉบับ ถืองบประมาณคนละตัว ถืออำนาจคนละอย่าง เพราะฉะนั้นเวลาทำงาน การบูรณาการที่เราพูดกันบ่อย ๆ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้จริงเลย ถ้าเราสามารถถอดบทเรียน อีกรอบหนึ่งบอกว่าการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งเอา Area base และทุกหน่วยงานมาบริหารจัดการ แชร์ทั้งคน แชร์ทั้งงบประมาณ แชร์ทั้งอำนาจอยู่ในพื้นที่ และเอามาดูตัวชี้วัด สิ่งเหล่านี้ ต่างหากครับที่จะทำให้ความเข้าใจของสังคม แล้วก็ตัวนโยบาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะเป็นจริง ขอบคุณมากครับท่านประธาน